เปิดบ้านริมน้ำของ ครอบครัวภมรมนตรี พร้อมบอกเล่าเรื่องราวแสนอบอุ่นของพวกเขา

เปิดบ้านริมน้ำของ ครอบครัวภมรมนตรี พร้อมบอกเล่าเรื่องราวแสนอบอุ่นของพวกเขา

บ้านหลังงามบนพื้นที่ 4 ไร่ในจังหวัดนนทบุรีของ ครอบครัวภมรมนตรี นำทีมโดยคุณแซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี นักแสดงที่เรียกว่าเป็นพระเอกอย่างเดียวคงไม่พอต้องต่อท้ายด้วยคำว่า ‘ตลอดกาล’  เปิดต้อนรับทีม OK! ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง เมื่อพบหน้ากัน เราอดนึกถึงวลีที่ว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขขึ้นมาไม่ได้ เพราะยุรนันท์ ภมรมนตรี ในวัย 55  ปียังคงหล่อราวกับหยุดเวลาเอาไว้ หลังจากถามถึงสารทุกข์สุขดิบกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ครอบครัวภมรมนตรีก็แจ้งกับเราว่าวันนี้น้องมายด์-ยุรริษา ติดธุระไม่สามารถมาร่วมเฟรมกับเราได้ แต่ถึงอย่างนั้นน้องมายด์ก็ยังได้รับการพูดถึงตลอดช่วงเวลาการสนทนา และตอนนี้คุณแซม คุณมุก-มาริษาและน้องแมมโบ้-ยุรการ ภมรมนตรี ก็พร้อมที่จะเล่าถึงชีวิตวันนี้ของครอบครัวภมรมนตรีที่ไม่ได้เปิดเผยผ่านหน้านิตยสารมานานพอสมควร

ครอบครัวภมรมนตรี

ก่อนอื่นคงต้องให้คุณแซมเล่าเรื่องบ้านหลังนี้ให้ฟังหน่อยค่ะ

คุณแซม: ที่ตรงนี้ตั้งอยู่ริมน้ำครับ เรามาดูที่กันตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว ที่ผมชอบเพราะว่าเคยมาถ่ายหนัง น้ำที่นี่ใสมาก เงียบ ต้นไม้ใหญ่ก็เยอะ ผมติดต่อขอซื้ออยู่หลายปี จนกระทั่งเจ้าของที่ยอมขาย ก็เลยปลูกบ้านเป็นเรือนหอ ตรงนี้อยู่ใกล้ที่ทำงานมุกและมีความส่วนตัว ผมชอบเพราะตอนนั้นผมยังเป็นนักแสดงอยู่ อีกอย่างเรา 2 คนต่างก็ผูกพันกับแม่น้ำ ลำคลอง อย่างมุกเขาอยู่บ้านที่ติดริมคลองสามเสนมาตั้งแต่เด็ก ส่วนผมเองถึงบ้านจะอยู่สุขุมวิทแต่ที่บ้านก็มีคลอง เราก็เลยชอบบ้านริมน้ำ เวลาอยู่ในบ้านหลังนี้รู้สึกว่าบ้านมันเป็นของเรา ไม่มีใครเข้ามายุ่ง เราอยู่มาจนบ้านมีศิลปะเพนท์มือของลูกเยอะมากและรกเลอะเทอะ เลยคิดว่าถึงเวลาทำบ้านใหม่แล้ว ก็เลยไปอยู่คอนโดซึ่งไปซื้อไว้ตรงที่ทำงาน ตอนแรกเขาบอกว่าใช้เวลาทำบ้านประมาณ 6-7 เดือน แต่กลายเป็นว่า 2 ปีแล้วก็ยังไม่เสร็จ กระทั่งลูกๆ ที่เรียนอยู่แถวนี้เรียนจบ มุกเองก็ไม่ได้ทำงานที่ดอนเมืองแล้ว ผมเองก็ทำงานใจกลางเมือง ทุกคนเลยสะดวกที่จะอยู่คอนโด ก็เลยกลายเป็นว่าไม่มีใครกลับบ้าน โดยเฉพาะมุกเองก็มาบอกผมตรงๆว่า ยิ่งมีบ้านใหญ่อย่างนี้ ต้องดูแลเยอะ เหนื่อย อยู่คอนโดมีความสุขมากเลย (หัวเราะ) มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไปไหน มาไหนก็ง่าย แถมยังติดรถไฟฟ้าอีก ลูกสาว ลูกชาย จะไปไหนแม่รู้ว่าออกไปโดยรถไฟฟ้ากี่นาทีถึง ให้กลับเดี๋ยวนี้กี่นาทีถึง คือมันช่างเข้าที่เข้าทางมาก (หัวเราะ) เลยกลายเป็นว่านานๆ ค่อยกลับมาบ้านหลังนี้ที แต่ทุกคนต่างก็รักบ้านหลังนี้ ลูกก็โตที่นี่ ส่วนผมเองก็เพิ่งรู้ว่า ยิ่งมีบ้านใหญ่ขึ้น เราก็ยิ่งขยันสร้าง ไอ้นี่ก็สวย ไอ้นั่นก็ดี ไอ้โน้นก็ซื้อ

คุณแซมเฟดตัวจากวงการไปพักใหญ่ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะว่าตอนนี้คุณทำอะไรอยู่

คุณแซม: ตอนนี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพครับ ไม่ว่าจะเป็นคลินิก โรงพยาบาล หรือบ้านสุขภาพ คือทำอย่างไรให้ชีวิตคนอยู่กันยาวๆ แล้วก็เป็นประธานบริษัท พาร์นาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ ซึ่งมีทั้งที่เยอรมนี ที่กรุงเทพฯ อยู่ที่สุขุมวิท มีโรงพยาบาลพาร์นาซีที่พระราม 2 รวมทั้งที่เขาใหญ่ และกำลังจะมีที่ภูเก็ต

ยุคนี้เป็นยุคที่รักสุขภาพ คุณแซมมาจับธุรกิจทางด้านนี้การตอบรับอเป็นย่างไรบ้างคะ

คุณแซม: หลังจากทำด้านนี้มา 10 ปี แล้วไปเรียนต่อด้าน  Anti-aging มาอีก 2 ปีครึ่ง คนจะมองว่า Anti-aging ทำให้คนสวยหล่อ ความจริงแล้วไม่ใช่ ในความหมายของหลักสูตรฝรั่งคือ ทำอย่างไรให้คนเราไม่ป่วยหรือสุขภาพเสื่อมช้า เทรนด์นี้ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเพราะว่าคนเราป้องกันไว้ย่อมดีกว่าป่วยแล้วค่อยไปรักษา ที่ไปเปิดที่เยอรมนีก็หลังจากทำมาเป็น 10 ปีแล้ว พอดีว่าเมื่อหลายปีก่อน ผมได้ไปร่วมทุนกับคุณหมอที่โน่น เอาวิธีการดูแลของเยอรมนีเป็นตัวตั้ง ร่วมกับการได้ชาโต้ที่สวยงามอายุ 200 ปีของเยอรมนีมาแปลงเป็นโรงแรมเพื่อสุขภาพ คนจากทั่วโลกก็หลั่งไหลมาพักผ่อนที่นี่เพื่อเข้าโปรแกรมสุขภาพและท่องเที่ยวดื่มด่ำไปกับบรรยากาศของแบล็คฟอร์เรสไปด้วย

ครอบครัวภมรมนตรี

เคยคิดหรือเปล่าวว่าวันหนึ่งจะมาทำงานตรงนี้

คุณแซม: ไม่ถึงขนาดนั้นครับ เพียงแต่ว่าตัวเองเป็นคนชอบอะไรหลากหลาย ก็ลองทำดูว่าชอบเรื่องไหน พอชอบแล้วทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ก็หยุดไป แต่ถ้าทำได้ก็จะพัฒนาตัวเองให้ถึงเป้าหมายให้มากที่สุด แรกๆ ธุรกิจนี้ทำเพราะคิดว่ามันสนุก เป็นความชอบ  ไม่อยากป่วยและไม่อยากแก่เร็ว (หัวเราะ)  พอทำไปแล้ว มันต่อยอดได้ ยิ่งมาเจอพาร์ตเนอร์ที่ทำงานร่วมกันได้ก็ยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ แต่ก่อนทำแล้วก็คิดถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก ไม่กล้าลงทุนอะไรมากมาย แต่พอมีผู้ร่วมทุนทำให้ธุรกิจขยายใหญ่โต เป้าหมายต่อไปคือ ในเมื่อ AEC เปิดแล้ว เราก็หวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ ซึ่งเราสามารถยืนอยู่ในระดับอินเตอร์เนชั่นแนลได้ อย่างน้อยเริ่มจากระดับ AEC แล้วค่อยๆ ต่อยอดขึ้นไปในระดับเอเชียและทั่วโลกตามลำดับ เพราะว่าการแพทย์ของเยอรมนี คนยอมรับอยู่แล้วว่ามีความเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในเวลาเดียวกัน การบริการของประเทศไทยก็อยู่ในระดับต้นๆ ของโลกเหมือนกัน

คุณได้ชวนคนในครอบครัวดูแลสุขภาพอย่างไรบ้าง

คุณแซม: ตอนนี้มุกก็มาช่วยเต็มตัวครับ พอสุขภาพดี เราก็ต่อยอดไปถึงเรื่องความสวยความงาม ตอนนี้ก็เลยสบายใจไปเรื่องหนึ่ง เพราะเรื่องความสวยความงามผู้หญิงน่าจะเก่งกว่า แต่กว่าจะมาช่วยดูก็ต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นานมาก (หัวเราะ) ผู้หญิงเขาชอบเรื่องสวยๆงามๆอยู่แล้วล่ะ

คุณมุก: เขาชวนให้เราออกจากงานมาช่วยเขานานมาก แต่ก็ไม่ตกลงปลงใจสักที เพราะว่ามันมีองค์ประกอบหลายอย่างมากตอนนั้น อาจจะห่วงงาน ห่วงเรื่องอื่นๆ แต่ว่าเรื่องนี้เราเองก็ชอบเป็นทุนอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าออกมาทำแล้วกัน

ทุกคนในบ้านนี้ดูใส่ใจสุขภาพมาก เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะว่าใครดูแลกันในเรื่องไหนบ้าง

คุณแซม: มุกดูแลทุกคนในครอบครัวเลยครับ ในเรื่องของอาหารว่ามื้อนี้ต้องกินผัก อาหารแบบนี้กินอย่างนี้ อากาศเป็นอย่างนี้กินยาตัวนี้นะ บางทีเธอก็เหมือนเป็นเภสัชกรประจำบ้าน

คุณมุก: บางครั้งเราไปกินสเต็กกันมา วันรุ่งขึ้นมุกก็แนะนำว่ากินผัดผักกันดีไหม กินสลัดดีกว่า ผลไม้ด้วยนะ

คุณแซม: ใช่ อย่างมื้อนี้แซมท้องอืดใช่ไหม กินยาช่วยย่อยหรือยัง แต่ก่อนมุกดูผมคนเดียว แต่เดี๋ยวนี้ลูก 2 คนก็ดูพ่อด้วย ก็เลยสบาย อยู่บ้านพ่อก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว

คุณมุก: เหมือนเราเป็นคนถนัดอะไรแบบนี้ค่ะ มุกชอบทำอาหาร ชอบทำขนมอยู่แล้ว ก็เลยคอยดูเรื่องอาหารการกิน

คุณแซม: ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย มุกเขาก็ทำสม่ำเสมอ สระว่ายน้ำที่บ้าน ตอนแรกมีเพราะตอนนั้นผมมีอาการเจ็บหลังอยู่เรื่อยๆ เลยอยากออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อหลัง  จะไปว่ายที่อื่นก็ลำบากเพราะตอนนั้นเราก็เป็นศิลปิน พอมีลูกก็สอนว่ายน้ำตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ลงน้ำกับพ่อกับแม่จนกระทั่งจ้างครูมาสอนที่บ้านให้เป็นเรื่องเป็นราว  จริงๆแล้วมีสระว่ายน้ำมีประโยชน์หลายอย่างนะครับ ถ้าตอนไหนแมมโบ้น้ำหนักขึ้น มุกที่คอยสังเกตลูกอยู่ก็บอกให้ไปว่ายน้ำ ถ้าเป็นช่วงนั้น จะเติมข้าวทีหนึ่งลูกก็ต้องไปว่ายน้ำร้อยรอบ ทั้งฟรีสไตล์ ท่ากบ กรรเชียงก่อนด้วยนะ (หัวเราะ)

คุณมุก: ตอนนั้นแมมโบ้น้ำหนักเขาเยอะไป อาหารเราก็คุมแล้วแต่ยังอ้วนอยู่ เพราะฉะนั้นต้องออกกำลังให้มากและคุมอาหาร ไหนๆ ที่บ้านก็มีสระว่ายน้ำ ก็ว่ายไปร้อยรอบแล้วค่อยมากินข้าว เราก็จะต้มผักไว้ให้หม้อหนึ่ง กินเท่าไรก็ได้ แต่เราจะไม่วางข้าวไว้ทั้งโถ  ให้แค่ไหนแค่นั้น หมดคือหมด

คุณแมมโบ้: ซึ่งผมเองก็จำเป็นต้องยอมครับ

คุณมุก: ตอนนั้นเขายังไม่โต แม่พูดอะไร เขาฟังทุกเรื่อง อาจจะมีอิดออด แต่ก็ฟัง พอโตแล้วเขาก็มีความคิดของเขาเอง

คุณแซม: แต่ถ้าช่วงผอม ถ้าอิ่มแล้วแม่ก็ยังเพิ่มให้อีก 1 ทัพพี (หัวเราะ)

ครอบครัวภมรมนตรี

ช่วยพูดถึงลูกๆ ทั้ง 2 คนของคุณหน่อยสิคะ

คุณมุก: เขาได้อย่างใจทุกเรื่องนะคะ สอนอะไรก็ทำได้หมด

คุณแมมโบ้: ผมได้วิชาทำกับข้าวจากแม่มาด้วยครับ เพราะว่าเราเป็นคนชอบกิน แม่เองก็ทำอาหารอร่อย ก็เลยอยากทำได้เหมือนแม่บ้าง เลยเข้าครัวเอง ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง (หัวเราะ)

คุณแซม: สเต๊กเขาก็ทำได้นะ

คุณมุก: ส่วนคนเล็ก ตอนนี้เขาเริ่มทำขนมค่ะ

คุณแซม: เขาทำอร่อยนะ แต่เวลาแม่ไม่อยู่ เขาก็ทำหน้าที่แทนแม่ ดูแลพ่อที่แม่ไม่เห็นในหลายๆ ครั้งก็คืออุ่นอาหาร จัดผักวางใส่จาน เรียงจาน เช็ดให้เรียบร้อย เอามาเสิร์ฟพ่อ

 คุณแมมโบ้คะ ระหว่างพ่อกับแม่ใครดุกว่ากัน

คุณแมมโบ้: แม่ครับ ดุทุกเรื่อง ทุกดีเทล ดูแลทุกๆ อย่าง (หัวเราะ)

คุณแซม: แล้วลูกก็กลัวพ่อด้วยนะ เคยแอบถามว่าพ่อกับแม่ใครดุกว่ากัน  เขาบอกว่าพ่อดุ เราก็สงสัยว่า พ่อดุเหรอ พ่อไม่ได้พูดอะไรนะ เขาบอกว่า ไอ้ที่ไม่พูดนี่ละน่ากลัวกว่า (หัวเราะ) คือถ้าผมไม่ชอบก็จะเฉย พอเฉย เขาก็จะไปกลั่นกรองแล้วว่า ผิดปกติแล้ว แสดงว่าพ่อต้องไม่ชอบอะไร แต่บางทีปล่อยให้เขาคิดเองก็คิดไม่ได้นะ เราก็เริ่มมีอารมณ์ว่าไม่รู้เหรอว่าโกรธ เรื่องอะไรแล้วก็ค่อยๆ บอกเขา บางทีเราดุเขาในช่วงที่มีอารมณ์ มันก็ไม่เกิดประโยชน์ เหตุผลก็จะน้อยลง เพราะฉะนั้นอยู่นิ่งๆ เพื่อให้ทุกคนกลับมาหาเหตุผลกันดีกว่า ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งรู้เลยว่า ปล่อยให้อารมณ์เย็นลง เหตุผลมันจะมาเอง แล้วเรื่องทุกอย่างบางทีจะกลับกลายเป็นเรื่องที่เล็กนิดเดียว

ครอบครัวภมรมนตรี

คุณแมมโบ้คะ ระหว่างพี่น้องคุยกันจะเข้าใจกันง่ายกว่าคุยกับพ่อแม่ไหมคะ

คุณแมมโบ้: ใช่ครับ เราเข้าใจกันทุกเรื่อง มองหน้ากันก็รู้แล้ว เราห่างกัน 13 เดือนเองครับ

คุณมุก: ตอนแรกๆ ที่เลี้ยงมา มุกยังกังวลใจว่า เขาจะรักกันหรือเขาจะตีกัน มุกไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงอย่างไรดี เพราะมุกกับพี่ชายตีกันมาก แต่ส่วนลึกน่ะรักกัน เราก็อยากให้ลูกเรารักกัน ช่วยเหลือกัน ก็โชคดีที่เขารักกันมาก พี่เขาก็จะดูแลน้อง ไปรับน้องตั้งแต่เด็กๆ ช่วยดูแลเรื่องเงินให้น้องตั้งแต่ตอนอยู่อนุบาล น้องก็รักพี่มาก ถึงเวลาพัก เขาจะพักพร้อมกัน น้องมายด์จะกินอะไรแมมโบ้ก็จะซื้อให้น้อง (พี่แซมบอก แต่ก็กินของน้อง) ห่วงน้อง รักน้อง แต่ตอนหลังความมาแตกที่น้องมายด์ขอเก็บเงินเอง ก็เลยรู้ว่าที่ให้ 40 บาทไปแบ่งกัน เขาน่ะใช้ 35 บาท แต่น้องได้แค่ 5 บาท ถ้าน้องเก็บเงินเอง น้องก็จะได้เต็ม 20 บาท

คุณแซม: ทุกวันนี้ก็ยังดูแลกันอยู่ เป็นห่วง เวลาไปซื้อเสื้อผ้าถ้าไปด้วยกัน แล้วพี่ชายบอกว่าไม่ คับไป หรือพี่ชายก็จะบอกว่าเอาที่หนาที่สุดเลยครับ น้องก็เงียบ ไม่กล้าเถียง คือถ้าแมมโบ้บอกไม่ผ่าน น้องก็จะไม่กล้าพูดอะไร

เรียกได้ว่าครอบครัวของคุณแซมเป็นอีกครอบครัวที่ลงตัวมากเลยนะคะ

คุณแซม: เราดูแลกันแบบนี้มานานแล้วนะครับ เคยถามลูกว่าครอบครัวเราอบอุ่นหรือเปล่า ลูกบอกว่า อบอุ่นจนร้อน (หัวเราะ) อยู่ด้วยกันตลอด ไม่เห็นสักคนก็คิดว่า เอ๊ะ หายไปไหน

 ครอบครัวภมรมนตรี

สำหรับแมมโบ้เอง การเราเป็นลูกของคนดัง ต้องถูกคาดหวังจากคนรอบข้างแน่นอน ไม่ทราบว่ามีวิธีรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรคะ

คุณแมมโบ้: เรื่องการเปรียบเทียบนี่ผมเจอมาตั้งแต่เด็ก ชินไปแล้วครับ

คุณแซม: แต่ผมไม่เคยบอกว่าลูกต้องเป็นเหมือนพ่อหรือทำอะไรให้เหมือนพ่อเลย แต่เคยพูดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งถ้าลูกจะชอบทำอะไร ก็ให้ทำให้มันโดดเด่นไปเลย เพราะว่าข้อดีส่วนหนึ่งก็คือ เราเป็นลูกของคนที่มีชื่อเสียง คนก็ให้ความสนใจ แต่ด้วยข้อเสียก็คือ บางครั้งมันอึดอัด และไม่ว่าจะทำอะไรที่เป็นเรื่องเดียวกัน มันก็จะเป็นการก๊อปปี้มากกว่าจะเป็นมาสเตอร์ ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ลูกทำอะไรที่เหนือกว่าหรือดีกว่า หรือเป็นในสิ่งที่เขาชอบ มันจะเป็นตัวตนของเขามากกว่า

คุณแมมโบ้เคยมีเรื่องเครียดแต่ยังไม่อยากปรึกษาพ่อกับแม่ไหม

คุณแมมโบ้: ทุกเรื่องเลยครับ เวลามีอะไรเกิดขึ้นผมจะไม่บอกครอบครัวเลย จะอยู่กับตัวเอง คิดก่อนนานๆ แล้วก็ค่อยบอก ผมไม่เคยโกหกพ่อแม่ มีอะไรก็จะบอกเขาตลอด ขึ้นอยู่กับว่าจะบอกช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง (หัวเราะ) รอเวลาที่พอเหมาะ ต้องอ่านอารมณ์ด้วย

ครอบครัวภมรมนตรี

ครอบครัวภมรมนตรี

ถามเรื่องลูกๆ มาหอมปากหอมคอแล้ว อยากให้คุณแซมถึงเรื่องความสัมพันในชีวิตคู่บ้างค่ะ

คุณแซม: เราผ่านหลายๆ จุดมาแล้วครับ ตั้งแต่เป็นแฟนจนกระทั่งมาเป็นสามีภรรยา ก้าวเข้ามาเป็นพ่อแม่ของลูก ทุกวันนี้คำว่าคู่ชีวิตมันตอบโจทย์ได้หลายๆ ข้อคือ มันเป็นชีวิตที่คู่กัน เพราะฉะนั้นมองหน้าก็รู้ คิดแทนกันได้เลย ตั้งแต่เราเป็นแฟนจนถึงทุกวันนี้ก็ปาเข้าไปกว่า 30 ปีแล้ว รู้กันหมดแล้วว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ใช่หรือไม่ใช่ เรารู้จักกันจนเรารู้แล้วว่าอารมณ์นี้ถึงจุดนี้ที่คนไหนต้องหยุด ฉะนั้นเรื่องการทะเลาะกันรุนแรงไม่มี และพื้นฐานคือเรารักกันและหวังดีต่อกัน เราวางแผนแล้วว่าจะอยู่ด้วยกันไปจนตาย ฉะนั้นถ้าจะอยู่อย่างไม่มีความสุขแล้วจะอยู่ไปทำไม หรืออะไรที่จะทำให้ชีวิตคู่มีปัญหา เราก็จะไม่ทำ เพราะว่าการหาชีวิตคู่ที่ดีจนลงตัว มันไม่ง่าย การทำให้พังมันอาจจะง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ภาวะแวดล้อมหรืออารมณ์ทางด้านลบหรือใครมาทำให้เกิดเรื่องราวหรือปัญหา

คุณแซมมีเทคนิคที่ทำให้บ้านมีความสุขอย่างไรคะ

คุณแซม: มุกเขาเป็นสีสันของบ้าน และคอยจัดการเรื่องนราวต่างๆ ถ้าจะไปเที่ยวไหน ผมก็จะเป็นหน่วยตาม โปรแกรมแม่ก็เซ็ตมาเถอะ เพราะถ้าแม่เซ็ต หมายความว่าเขาเลือกมาแล้วว่าที่นี่สวย สนุกดี จะกินอะไร แม่ก็เลือกมาเถอะ เพราะว่าแม่ได้สำรวจแล้วว่าร้านนี้อร่อย เราก็เดินตามไปแล้วกัน

คำว่าครอบครัวในมุมมองของคุณคืออะไรคะ

คุณมุก: ครอบครัวคือการอยู่ด้วยกันมั้งคะ

คุณแซม: คือความอื้ออาทร มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน เหนื่อยล้าเมื่อไรก็กลับมาที่ครอบครัว มันเป็นแหล่งฟูมฟักให้เรามีกำลังใจเดินไปต่อ เรามีความสุขที่อยู่ที่นี่ บ้านไม่ใช่แค่วัตถุที่สร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงาม แต่เป็นสถานที่ที่กลับไปแล้วมีความสุข

ครอบครัวภมรมนตรี

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/

♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/

♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand

♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

อยู่บ้านหยุดโรค อย่างมีความสุขแบบ บูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง

อยู่บ้านหยุดโรค อย่างมีความสุขแบบ บูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง

อยู่บ้านหยุดโรค มาร่วมเดือนแบบนี้ OK! เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มรู้สึกเบื่อๆ [...]

READ MORE
เปิดบ้าน คุณโรส พรรณี ซาเอกิ ผู้หญิงสุดสตรอง เจ้าของบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยสองมือและหนึ่งใจ

เปิดบ้าน คุณโรส พรรณี ซาเอกิ ผู้หญิงสุดสตรอง เจ้าของบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจด้วยสองมือและหนึ่งใจ

บ้านหลังงามสีขาวมูลค่ากว่าร้อยล้านที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ของคุณโรส-พรรณี ซาเอกิ ประธานบริษัท R.R.D [...]

READ MORE