บิลลี่ อายลิช นิยามใหม่ของทีนไอดอล งานเพลงสุดคูล และสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน

บิลลี่ อายลิช นิยามใหม่ของทีนไอดอล งานเพลงสุดคูล และสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน

ก่อนอื่นขอให้ลบภาพป๊อปสตาร์หญิงที่มีลุคสวยหวาน เปรี้ยว หรือเซ็กซี่ ในแบบที่หลายคนบอกว่าสวยออกไปเสียก่อน พร้อมกับเปิดใจยอมรับความต่างกันอีกนิด เพราะเรากำลังจะพาคุณไปทำความรู้จักบิลลี่ อายลิช นักร้องสาวดาวรุ่งวัย 18 ปีที่ฮอตที่สุดในปี 2019 จนถึงปี 2020 นี้ และขึ้นแท่นทีนไอดอลคนใหม่ขวัญใจของวัยรุ่นทั่วโลกอีกด้วย แม้บางคนจะบอกว่าลุคหลอนๆ ของเธอเหมือนโผล่มาจากหนังสยองขวัญอย่าง The Conjuring แม้หน้าตาของเธอจะออกดูเป็นคนหัวรั้นและไม่นิยมการยิ้มพร่ำเพรื่อ แม้เธอมักมาในเสื้อผ้าตัวโคร่งสไตล์บอยๆ แม้เนื้อเพลงบางเพลงของเธอจะฟังดูโหดจนผู้ปกครองอาจเป็นกังวล แต่เชื่อเถอะว่าภายใต้ข้อแม้ต่างๆ เหล่านี้ เพียงแค่คุณลองเสพงานเพลงของเธอสักนิด ลองดูไลฟ์โชว์อันเต็มเปี่ยมด้วยพลังวัยรุ่นของเธอสักหน่อย ตลอดจนดูเธอให้สัมภาษณ์ทางสถานนีวิทยุหรือรายการดัง แล้วจะพบว่าภายใต้ความห้าวและบุคลิกบางอย่างที่อาจทำให้เธอดูแปลกในสายตาใครในตอนแรก สาวเท่คาแรกเตอร์ชัดมาพร้อมเสน่ห์ที่สะท้อนผ่านความจริงใจ ความเป็นธรรมชาติ และความเป็นศิลปินมากพรสวรรค์ของเธอ มาดูเหตุผลกันว่าทำไมเด็กๆ รุ่นใหม่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายถึงเทใจให้บิลลี่ อายลิช ศิลปินวัยรุ่นสุดฮอตชาวอเมริกันเชื้อสายไอริชและสกอตติช นาทีนี้ไม่รู้จักเธอไม่ได้แล้ว!

 

WHY ALL EYES ARE ON BILLIE EILISH

บิลลี่ อายลิช นิยามใหม่ของทีนไอดอลสายดาร์กแห่งยุค

กับคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง งานเพลงสุดคูล และสตรีทสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน

 

1.She’s Got a Dark Vibe

ออกสตาร์ทต้นปี 2019 มาไม่นาน บิลลี่ก็สร้างปรากฎการณ์ในมิวสิกซีน เมื่อเธอปล่อยอัลบั้มแรกในชีวิตออกมาเมื่อปลายเดือนมีนาคมในชื่ออัลบั้มที่ชวนให้คิดตามว่า When We All Fall Asleep, Where Do We Go? บิลลี่มาพร้อมมู้ดแอนด์โทนของเพลงและอาร์ตไดเร็กชั่นของอัลบั้มที่ดูดาร์กและหลอนสุดๆ แต่ก็มีความอาร์ตผสมอยู่ด้วย เนื้อเพลงที่มีกลิ่นอายความดาร์ก ความหม่นเศร้า และความเจ็บปวด แบบไม่เหมือนศิลปินวัยรุ่นคนไหน เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งดนตรีเท่ๆ แนวอิเล็กโทรอาร์ตป๊อป เพลงดังๆ ของบิลลี่ก็เช่น “You Should See Me in a Crown”, “When the Party’s Over”, “Bury a Friend”, “Wish You Were Gay”, “Bad Guy”, “All the Good Girls Go to Hell” ฯลฯ แม้บางเพลงจะมีเนื้อหาหลอนไปนิด แต่วัยรุ่นหลายคนก็ปลื้มบิลลี่ตรงที่เธอทำเพลงด้วยตัวเอง เสียงร้องก็เพราะ และรู้สึกว่าพวกเขาเข้าถึงเธอได้ เพราะเธอเป็นศิลปินวัยรุ่น ซึ่งย่อมรู้ว่าวัยรุ่นต้องเจอะเจอกับความรู้สึกอะไรบ้าง และนำเสนออารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นเพลงได้อย่างเข้าถึงจิตใจของพวกเขา อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จจนขึ้นอันดับหนึ่งในบิลบอร์ดชาร์ต บิลลี่เป็นศิลปินคนแรกที่เกิดหลังปี 2000 ที่มีอัลบั้มขึ้นอันดับหนึ่งในอเมริกา และเป็นศิลปินหญิงอายุน้อยที่สุดที่มีอัลบั้มขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในอังกฤษด้วย! ตอกย้ำการเป็นทีนไอดอลรุ่นใหม่เมื่อบิลลี่ยังคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากเวที MTV Video Music Awards ในปี 2019 ไปครอบครองได้ด้วย

 

 

 

 

 

2.She’s Been Writing Music Since She Was 11

บิลลี่แต่งเพลงมาตั้งแต่อายุ 11 ปี ตอนเด็กๆ เธอเป็นสมาชิกของนักร้องประสานเสียงใน Los Angeles Children’s Chorus เจ้าตัวบอกว่าการเป็นนักร้องประสานเสียงช่วยพัฒนาทักษะการร้องเพลงของเธอ ทำให้รู้วิธีการร้องเพลงที่ถูกต้องและไม่ส่งผลเสียต่อเสียงของตัวเอง “ตอนนั้นฉันร้องเพลงตลอดเวลา ร้องเยอะมากจนที่บ้านถึงขั้นบอกว่าช่วยหยุดร้องเพลงเสียที” การร้องเพลงยังนำไปสู่การแต่งเพลงในเวลาต่อมา เด็กสาวจากแคลิฟอร์เนียเติบโตมาในครอบครัวดนตรีอย่างแท้จริง เธอฟังเพลงทุกประเภทจากที่พ่อทำมิกซ์เทปให้ฟัง บิลลี่เผยว่า “ฉันโตมากับเพลงของ The Beatles, Linkin Park, Green Day, My Chemical Romance, แอวริล ลาวีน แต่พออายุ 12 ปีมีโอกาสได้ฟังเพลงฮิปฮอป ตอนนั้นพอได้ยินก็รู้สึกเลยว่านี่ล่ะสไตล์เพลงที่ฉันพลาดไป แต่ศิลปินที่มีอิทธิพลต่อฉันมากทั้งในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งและนักแต่งเพลง คือแร็ปเปอร์ไทเลอร์ เดอะ ครีเอเตอร์ และวง The Beatles”

 

 

 

ก่อนมีอัลบั้มแรก บิลลี่เคยออกอีพีชื่อกวนๆ ว่า Don’t Smile at Me มาก่อนในปี 2017 โดยมีเพลงเด่นๆ อย่าง “Ocean Eyes”, “Bellyache”, “Watch”, “Copycat”, “Idontwannabeyouanymore”, “My Boy” ฯลฯ ส่วนอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรก When We All Fall Asleep, Where Do We Go? นั้น มีทั้งหมด 14 เพลงด้วยกัน โดยบิลลี่ได้ฟินเนียส พี่ชายวัย 22 ปีของเธอมาช่วยโปรดิวซ์ให้ทั้งหมด และเขายังช่วยเธอแต่งเพลงด้วย ฟินเนียสเผยว่า “เวลาแต่งเพลงด้วยกัน ผมพยายามช่วยบิลลี่เล่าเรื่องอะไรก็ได้ที่อยากเล่า เคาะไอเดียออกมาจากเธอ และฟังความคิดของเธอ” ทั้งคู่ทำเพลงที่สตูดิโอที่บ้านของฟินเนียสในแอลเอ แคลิฟอร์เนีย เรียกว่าทำแทบทุกขั้นตอนของการทำเพลงด้วยกัน นับเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและพรสวรรค์ทางด้านดนตรีเกินวัยมากๆ

 

บิลลี่กับฟินเนียส พี่ชายโปรดิวเซอร์ของเธอ

 

 

 

3.She’s an Outstanding Streetwear-Like Style

สไตล์การแต่งตัวของบิลลี่ยังยูนีกและทำให้เธอกลายเป็นที่จดจำ เมื่อบิลลี่เลือกใส่ชุดตัวใหญ่ที่ดูหลวมโคร่งออกแนวบอยๆ หรือไม่ก็ชุดวอร์ม ซึ่งมีสีสันหรือลวดลายโดดเด่น รวมทั้งแอ็กเซสซอรีส์ชิ้นเด่น ไม่ว่าจะหมวก แว่นตา กระเป๋า รองเท้าเท่ๆ ผสมผสานทั้งไฮแบรนด์และไอเท็มทั่วไป นักร้องวัยทีนสุดคูลเคยให้สัมภาษณ์ว่าสไตล์ส่วนตัวของเธอนั้นค่อนข้างแปลก และเหตุผลที่เธอมักชอบใส่เสื้อผ้าหลวมโคร่ง (แต่ไฮแบรนด์ทั้งนั้น!) ก็เพื่อว่าคนอื่นจะได้ไม่มาตัดสินเธอ บิลลี่ยังเปิดใจถึงการแต่งตัวของเธอในแคมเปญโฆษณา I Speak My Truth in #MyCalvins ของแบรนด์ดัง Calvin Klein เมื่อปีที่ผ่านมาว่า “ฉันไม่ได้อยากให้โลกรู้ทุกเรื่องของฉัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงชอบใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ หลวมโคร่ง คนจะได้ออกความเห็นไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าภายใต้เสื้อผ้านั้นรูปร่างของฉันเป็นอย่างไร” ความเป็นสไตล์ไอดอลของบิลลี่ยังทำให้ล่าสุดเธอมีแคปซูลคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าร่วมกับ Bershka แบรนด์เสื้อผ้าสตรีทแวร์จากสเปน ซึ่งเป็นสไตล์บอยแบบเท่ๆ และยังเป็นคอลเล็กชั่นแบบยูนิเซ็กซ์อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

4.She’s Been Open about Having Tourette Syndrome

เมื่อบิลลี่เริ่มมีชื่อเสียงในวงการเพลงมากเท่าไร ก็เริ่มมีคนพูดถึงพฤติกรรมทางร่างกายต่างๆ ที่ดูแปลกของเธอ ซึ่งเธอมักอยู่ไม่นิ่ง ยุกยิกตลอด เคลื่อนไหวแบบไม่ได้ตั้งใจ มีการกระตุกของกล้ามเนื้อ ตัวสั่น และควบคุมไม่ได้ ทั้งหมดนี้คืออาการของโรคทูเร็ตต์ (Tourette Syndrome) นั่นเอง เมื่อแฟนๆ เริ่มพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น บิลลี่ก็ออกมาเปิดใจว่าเธอเป็นโรคนี้ทางสตอรี่ในอินสตาแกรมและในรายการ The Ellen DeGeneres Show เมื่อเดือนเมษายนในปี 2019 เธอบอกว่าการพูดถึงโรคนี้ช่วยให้เธอรู้สึกเข้าถึงแฟนเพลงมากขึ้น “ฉันยังได้เรียนรู้ว่าแฟนเพลงหลายคนของฉันก็เป็นโรคนี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งทำให้ฉันสบายใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก รู้สึกว่าฉันกับแฟนๆ มีจุดเชื่อมโยงกันบางอย่าง” นอกจากบิลลี่จะเป็นโรคทูเร็ตต์แล้ว เธอยังเผยกับ The Guardian หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่จากอังกฤษว่าแต่ก่อนเธอเคยมีอาการซึมเศร้าด้วย

 

 

ไม่เพียงเท่านั้น บิลลี่ยังมีปัญหาในการนอน มีอาการฝันผวา ฝันร้ายกับเรื่องเดิมๆ ซึ่งนั่นสะท้อนผ่านชื่อและงานเพลงในอัลบั้มแรก When We All Fall Asleep, Where Do We Go? อย่างชัดเจน “ทุกอย่างจะแย่มาก ถ้าฉันไม่มีดนตรี” บิลลี่กล่าว ต้องขอบคุณดนตรีที่ทำให้ทีนไอดอลก้าวผ่านความรู้สึกมืดมนและเจ็บปวดมาได้ แต่อีกแง่หนึ่งก็ต้องขอบคุณความรู้สึกดาร์กๆ นั้น ที่อินสไปร์งานเพลงซึ่งนำเสนอมุมมองไม่เหมือนใครจากใจวัยรุ่นผู้เปราะบางรายนี้ ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนมาดมั่น ซ่า แข็งแกร่ง และไม่แยแสใคร เราเชื่อว่าหลากหลายแง่มุมทางความคิดและจิตใจของบิลลี่ จะนำไปสู่การผลิตงานเพลงที่สร้างสรรค์ของเธอต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต

 

 

5.She’s a Belieber

เห็นเป็นศิลปินวัยรุ่นสุดคูลที่ดูเหมือนจะชอบฟังเพลงอินดี้ขนาดนี้ ยอมรับว่าเราแอบเซอร์ไพรส์เบาๆ เมื่อบิลลี่เผยว่าเธอปลื้มป๊อปสตาร์มหาชนจัสติน บีเบอร์ มากมาตั้งแต่อายุ 12 ปี “เขาเปรียบเหมือนรักแรกของฉัน เป็นคนที่ฉันหลงรัก ในหัวฉันคิดว่าเขาอินเลิฟกับฉัน ความรู้สึกเหมือนว่านั่นเป็นความสัมพันธ์กับคนจริงๆ” บิลลี่ให้สัมภาษณ์กับคลื่นวิทยุ KROQ ในแพซาดีนา แคลิฟอร์เนีย และเมื่อครั้งเทศกาลดนตรี Coachella ในอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว บิลลี่ก็มีโอกาสพบจัสตินตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก และต้องบอกว่าความเขินอายของเธอที่ได้เจอศิลปินคนโปรดนั้น เป็นภาพที่น่ารักมากเลยทีเดียว!

 

 

6.She Wrote the New James Bond Theme Song

บิลลี่ยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นศิลปินอายุน้อยที่สุดที่ได้ทำเพลงประกอบหนังเจมส์ บอนด์ ในวัยเพียง 18 ปี ใน No Time to Die หนังสายลับ 007 ภาคที่ 25 ต้องเจ๋งขนาดไหนถึงได้รับเลือก! โดยที่ผ่านมาศิลปินที่ร้องเพลงประกอบหนังแฟรนไชส์สุดคลาสสิกเรื่องนี้มักเป็นชาวอังกฤษ เช่น อะเดล ในเพลง “Skyfall” จากภาคที่ 23 ชื่อ Skyfall รวมถึงแซม สมิธ ในเพลง “Writing’s on the Wall” จากภาคที่ 24 Spectre ฯลฯ ตามลุ้นว่าเพลงของบิลลี่จะออกมาเป็นแนวไหน จะฉีกไปเป็นเท่ๆ แบบศิลปินรุ่นใหม่ไปเลยหรือเปล่า No Time to Die นำแสดงโดยพระเอกขาบู๊มาดเท่แดเนียล เครก (ในวัย 51 ปี) เข้าฉายเดือนเมษายนปีนี้

 

 

 

 

7.She’s the Big Winner at Grammy Awards 2020

คอนเฟิร์มว่าบิลลี่คือศิลปินดาวรุ่งที่ฮอตที่สุดเมื่อปี 2019 รวมถึงปี 2020 ด้วย เพราะล่าสุดเธอเป็นบิ๊กวินเนอร์ของงานประกาศรางวัลทางดนตรีสุดยิ่งใหญ่ Grammy Awards 2020 ที่จัดขึ้นเมื่อคืนนี้ (26 ม.ค.) โดยกวาดไปถึง 5 รางวัลจากที่เข้าชิงทั้งหมด 6 รางวัล ทั้งยังเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่คว้ารางวัลใหญ่จากเวทีนี้ไปครองได้ทั้ง 4 รางวัล ได้แก่ Record of the Year (จากเพลง “Bad Guy”), Album of the Year (จากอัลบั้ม When We All Fall Asleep, Where Do We Go?) โดยทั้ง 2 รางวัลนี้บิลลี่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้เวที Grammy Awards ด้วยการเป็นศิลปินอายุน้อยที่สุดที่คว้ารางวัลไปครอง, Song of the Year (จากเพลง “Bad Guy”) และ Best New Artist ส่วนอีกหนึ่งรางวัลคือ Best Pop Vocal Album (จากอัลบั้ม When We All Fall Asleep, Where Do We Go?)

 

 

 

 

 

 

[Credit: Instagram/ @billieeilish, @recordingacademy, @007]

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

Website : www.okmagazine-thai.com
Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : twitter.com/okthailand

 

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

10 ผลงานที่ทุกคนจดจำ ของ นก-สินจัย เปล่งพานิช

10 ผลงานที่ทุกคนจดจำ ของ นก-สินจัย เปล่งพานิช

แค่ได้ยินว่ากำลังจะมีโปรเจ็กต์  “40 ปี นก [...]

READ MORE
สิงโต ปราชญา งานแน่น!  เพิ่มมิชชั่นปรับแพลนชีวิตเติมความสุขให้ตัวเอง