มุมมองตกผลึกในวันนี้ของแบรด พิตต์ ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดผู้เปี่ยมด้วยแรงดึงดูด

มุมมองตกผลึกในวันนี้ของแบรด พิตต์ ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดผู้เปี่ยมด้วยแรงดึงดูด

ตั้งแต่ต้นปี 2020 เป็นต้นมา เราเห็นซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดแบรด พิตต์ ปรากฏตัวบนพรมแดงงานประกาศรางวัลสำคัญและพื้นที่หน้าสื่อต่างๆ บ่อยครั้ง นั่นเพราะนักแสดงเจ้าบทบาทและเจ้าเสน่ห์คนนี้มีชื่อเข้าชิงรางวัลบนเวทีต่างๆ มากมาย จากบทบาทล่าสุดในหนังเรื่องดัง Once Upon a Time in Hollywood ของเควนติน ทารันติโน ผู้กำกับที่มีสไตล์การทำหนังอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอันท่วมท้นทั้งรายได้ คำวิจารณ์ และรางวัล ในเรื่องแบรดรับบทคลิฟฟ์ บูธ สตันต์แมนและเพื่อนคู่หูของริค ดาลตัน ตัวละครซึ่งรับบทโดยลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ อีกหนึ่งซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดที่เพิ่งโคจรมาเจอกับเขาบนจอเงินเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้หลังทั้งคู่คร่ำหวอดในวงการมาหลายสิบปี บทคลิฟฟ์ที่แบรดสวมบทบาทได้อย่างมีเสน่ห์และเต็มเปี่ยมด้วยพลังดึงดูด ทำให้เขากวาดรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากหลายเวทีใหญ่ ไม่ว่าจะ Golden Globe Awards, Critics’ Choice Awards และ Screen Actors Guild Awards (SAG Awards) ทั้งล่าสุดสตาร์สุดหล่อรายนี้ยังคว้ารางวัลเดียวกันจากเวทีประกาศรางวัลออสการ์สุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ตามเวลาในเมืองไทย โดยนี่เป็นรางวัลออสการ์ทางการแสดงที่เขาได้รับตัวแรกในชีวิตอีกด้วย

 

THE LIFE AND TIMES OF BRAD PITT

มุมมองตกผลึกในวันนี้ของแบรด พิตต์

ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดผู้เปี่ยมด้วยแรงดึงดูด

 

กว่า 20 ปีในวงการ และผลงานการแสดงทั้งทางภาพยนตร์และโทรทัศน์รวมกันเกือบ 80 เรื่อง แน่นอนว่าแบรดเคยผ่านมาหมดแล้วทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่ ผลงานการแสดงที่ปังและแป้ก ผลงานการแสดงที่ชอบและไม่ชอบ รวมทั้งเรื่องราวชีวิตและความรักที่อยู่ในจุดที่ราบรื่นและไม่ราบรื่น พอใจและไม่พอใจ แต่ทุกความสำเร็จและความล้มเหลวก็ผลักดันให้แบรดได้เรียนรู้และพร้อมก้าวเดินต่อไป รวมทั้งหล่อหลอมให้รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบทำอะไรมากขึ้น วันนี้สตาร์วัย 56 ปีตกผลึกแล้วว่าชีวิตย่อมมีขึ้นมีลง และในวันที่เขากลับมาดำรงสเตตัสหนุ่มโสดอีกครั้งหลังหย่าขาดกับแองเจลิน่า โจลี อดีตภรรยาอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2019 โดยทั้งคู่มีลูกๆ ที่เลี้ยงดูร่วมกันทั้งหมด 6 คน แต่ในความเป็นหนุ่มโสด แบรดก็เป็นหนุ่มโสดรุ่นใหญ่ที่ดูมีความสุข สบายๆ เป็นตัวของตัวเอง ทั้งยังมีเสน่ห์รุนแรงกว่าที่ผ่านมา ทั้งหมดสะท้อนออกมาเป็นออร่าระดับซูเปอร์สตาร์ที่อาจหาได้ยากในนักแสดงหนุ่มฮอลลีวูดรุ่นใหม่ในทุกวันนี้ นั่นเพราะแบรด พิตต์ ก็ยังคงเป็นแบรด พิตต์ หนึ่งเดียวคนนี้ที่ไม่มีใครเหมือน

 

แบรดคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ในปีนี้ โดยนี่เป็นรางวัลออสการ์ทางการแสดงที่เขาได้รับตัวแรกในชีวิต

 

WHAT MAKES HIM DECIDE TO TAKE ON A NEW ROLE

“นี่เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา นั่นคือถ้าผมจะรับเล่นบทหนังสักเรื่องหนึ่ง ผมจะทำอะไรกับบทนั้นในแบบที่นักแสดงคนอื่นทำไม่ได้ได้บ้าง หลังจากเล่นหนังเรื่อง Troy (2004) ซึ่งเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้มากทีเดียว นั่นทำให้ผมตัดสินใจว่าถ้าจะเล่นหนังอีก ผมขอเลือกหนังที่มีเนื้อเรื่องหรือเรื่องราวที่มีคุณภาพ มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการรับงานที่ชัดเจนสำหรับผม ยิ่งอายุมากขึ้น บทที่เลือกเล่นก็สำคัญมากขึ้น แต่มันก็มีน้อยและหายากกว่าเดิม อายุที่มากขึ้นทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของเวลามากกว่าเดิม อาจเพราะเรามีประสบการณ์ทั้งดีและแย่กับผู้คน เราผ่านมาแล้วทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว อายุที่มากขึ้นทำให้ผมไม่ได้มองว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรขนาดนั้น แต่มองว่าคนที่เราใช้เวลาด้วยและสิ่งที่เราทำ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมมากกว่าเดิมมาก”

 

แบรดกับลุคล่ำๆ ในหนังเรื่อง Troy

 

ON WRESTLING WITH GUILT OVER PAST MISTAKES

“ผมตระหนักได้ว่าผมให้อภัยตัวเองกับทุกข้อผิดพลาดที่เคยทำมา ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจหรอก แต่มองเห็นคุณค่าของก้าวย่างที่พลั้งพลาด เพราะความผิดพลาดนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้และเกิดปัญญาในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ทั้งยังนำไปสู่ก้าวย่างต่อไปในชีวิต เราคงเดินทางมาถึงจุดที่ยืนอยู่นี้ไม่ได้ถ้าไม่เคยผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตมาก่อน ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองโอบรับข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยทำมาในชีวิตได้มากขึ้น”

 

 

ON HIS BATTLES WITH ALCOHOL AND THE BEAUTY THAT COMES WITH EMBRACING ONE’S MISTAKES

ครั้งหนึ่งแบรดยังเผยด้วยว่าเขาเคยเสพติดแอลกอฮอล์อย่างรุนแรง แต่ตัดสินใจเลิกดื่มหลังแยกทางกับแองเจลิน่า โจลี อดีตภรรยาซูเปอร์สตาร์ในปี 2016 (โดยการหย่าของแบรดกับแองเจลิน่าสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา) “แต่ก่อนผมมองว่าการดื่ม ซึ่งที่จริงมันก็เป็นการทำร้ายตัวเองอย่างหนึ่ง คือการได้หลบหนีจากอะไรบางอย่าง เราใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้คนล้วนชอบตัดสินเป็นอย่างมาก และด่วนปฏิบัติต่อผู้อื่นราวกับเขาเป็นสิ่งของที่ใช้แล้วทิ้ง เรามักให้ความสำคัญกับความผิดพลาดเสมอ แต่สิ่งที่จะทำต่อไปหลังจากทำอะไรผิดพลาดมาแล้วต่างหากที่บอกความเป็นคนๆ นั้นได้อย่างแท้จริง เราทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาดกันทั้งนั้น แต่ถ้าพลาดแล้ว คำถามคือเราจะก้าวต่อไปอย่างไร ผมมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากทีเดียว”

 

 

ON VALUING HIS ROLE AS A FATHER

แบรดภาคภูมิใจกับบทบาทคุณพ่อของตัวเองที่มักพาลูกๆ ไปส่งที่โรงเรียนในตอนเช้า อ่านนิทานให้ฟัง รวมทั้งใช้เวลาพูดคุยกับพวกเขาอย่างใกล้ชิด “ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่มักใช้เวลาพูดคุยกับผมและพี่น้องเยอะมากในช่วงก่อนนอน บทสนทนาที่ครอบครัวเราคุยกันเป็นอีกหนึ่งบทสนทนาที่สวยงามที่สุดที่ผมเคยมีในชีวิต ในแง่ของความรู้สึก มันเป็นการพูดคุยที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นมาก เมื่อย้อนดูครอบครัวตัวเองจากมุมมองของเด็กคนหนึ่ง ครอบครัวควรเป็นสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้เติบโต ใช้ชีวิต ผิดพลาด และเรียนรู้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและปลอดภัย นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่าการเป็นพ่อเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ มันเหมือนผมได้รับสิทธิพิเศษในการเลี้ยงดูลูกๆ ให้พร้อมต่อการเผชิญหน้ากับโลกภายนอก คอยเลี้ยงดูเขาให้มีความสุข และรู้สึกปลอดภัยที่สุด เพื่อเขาจะได้พร้อมรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้”

 

 

ON THE TRUE MESSAGE OF ONCE UPON A TIME IN HOLLYWOOD

Once Upon a Time in Hollywood ผลงานหนังเรื่องล่าสุดของแบรด เป็นหนังคอเมดี้ดราม่าที่ถ่ายทอดเรื่องราวซึ่งอิงมาเหตุการณ์ฆาตกรรมชารอน เทต (รับบทโดยมาร์โกต์ ร็อบบี้) สุดสะเทือนขวัญซึ่งเกิดขึ้นจริงในปี 1969 ซึ่งในทศวรรษ 60 นี้ วัฒนธรรมฮิปปี้ ความรัก ความหวัง และสันติภาพ กำลังเบ่งบานและเป็นอุดมคติในโลกฮอลลีวูด เควนติน ผู้กำกับสายโหดเล่าเรื่องราวของหนังผ่าน 2 ตัวละครหลัก คือริค ดาลตัน ดาราหนังคาวบอยชุดทางทีวี (รับบทโดยลีโอนาร์โด) และคลิฟฟ์ บูธ สตันต์แมนคู่ใจ (รับบทโดยแบรด) ที่กำลังพยายามหาทางแจ้งเกิดในฮอลลีวูด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง สำหรับริค เขายังเป็นเพื่อนบ้านกับชารอน เทต ดาราสาวชื่อดังแห่งยุค ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นเหยื่อของชาร์ลส์ แมนสัน หัวหน้าลัทธิฆาตกรรมต่อเนื่องสุดอื้อฉาว จนทำให้เกิดเป็นเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวและชวนติดตามขึ้น

 

 

หลังได้ดูหนัง Once Upon a Time in Hollywood นักวิจารณ์และคนดูส่วนใหญ่ล้วนคาดเดาข้อความที่ผู้กำกับเควนตินบอกเป็นนัย ถึงหนังที่เขากล่าวว่าคือจดหมายรักที่มีต่อวงการฮอลลีวูดและทศวรรษ 60 ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยวัฒนธรรมต่างๆ ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แบรดกล่าวว่า “เมื่อพ่อแม่ผมพูดถึงช่วงปลายทศวรรษ 60 ช่วงเวลานั้นคือช่วงท้ายของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมในอุดมคติ ทุกวันนี้พ่อแม่ผมก็ยังมีความเป็นบุปผาชนอยู่นะ แต่เป็นบุปผาชนที่ได้สูญเสียความฝันไปแล้ว คงอย่างที่เควนตินอธิบายไว้ มันเหมือนคุณนำเสนอโลกในอุดมคติให้ผู้คนเห็น แต่ที่จริงแล้ว ด้านมืดของมนุษยชาติก็ยังมีให้เห็นอยู่ ซึ่งนั่นทำลายความหวังหลายๆ เรื่องของคนรุ่นพ่อแม่ผม โดยเฉพาะที่หวังไว้ว่าจะส่งต่อแนวคิดในอุดมคติเรื่องความรักและสันติภาพให้แก่ผู้คนที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ มันเหมือนทุกอย่างของยุคพังทลายลงอย่างกะทันหัน ไม่ต้องสงสัยว่า Once Upon a Time in Hollywood จึงเหมือนเป็นจดหมายรักที่มีต่อการบอกเล่าเรื่องราว เป็นจดหมายรักที่มีต่อแอลเอ และเป็นจดหมายรักที่มีต่อช่วงชีวิตวัยเด็กของเราด้วย ตอนนั้นเราทุกๆ คนต่างดูรายการโทรทัศน์ ซีรีส์ และหนังเรื่องเดียวกันทั้งนั้น จะว่าไปบทคลิฟฟ์ทำให้ผมนึกถึงพ่อและวิธีการที่พ่อดูแลตัวเองได้ดีทั้งจากภายในและภายนอกนะ ซึ่งสะท้อนจุดที่ผมยืนอยู่ในชีวิตตอนนี้ ผมรู้สึกว่าผมไม่สนใจหรอกว่าคุณเป็นใคร ชีวิตคือการดิ้นรนต่อสู้สำหรับทุกๆ คนทั้งนั้น แต่มุมมองที่คุณมีต่อการดิ้นรนต่อสู้นั้นต่างหากที่สำคัญ ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร ผมมองว่าชีวิตในทุกๆ วันก็เหมือนเราไปทำงานที่ออฟฟิศมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าแต่ละวันชีวิตจะโยนอะไรมาให้เราเจอ เราก็ต้องยอมรับให้ได้”

 

 

ON QUENTIN TARANTINO’S UNIQUE VOICE AS A FILMAKER

แบรดเผยว่าเขาติดตามผลงานของเควนตินมานานตั้งแต่มีโอกาสรับบทเล็กๆ ในหนังอาชญากรรมโรแมนติก True Romance ในปี 1993 ซึ่งเควนตินรับหน้าที่ผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้ แบรดประทับใจเควนตินตรงที่มีสไตล์การเล่าเรื่องอันโดดเด่นเฉพาะตัว จนนักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักอ้างถึงหนังเรื่องต่างๆ ที่มีการเล่าเรื่องและนำเสนอไปในทิศทางเดียวกันกับเขาว่าเป็นสไตล์ของเควนติน นับว่าผลงานการเขียนบท กำกับ และนำเสนอเรื่องราวของเขา มีอิทธิพลต่อฮอลลีวูดเป็นอย่างมาก “กองถ่ายของเควนตินเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความสุข คุณรู้ดีว่างานแสดงของคุณอยู่ในมือของคนที่มีความสามารถ และคุณก็รู้ดีว่าคุณจะได้พูดหนึ่งในบทสนทนาที่ดีที่สุดที่เคยได้แสดงมา ผมมักพูดว่าบทสนทนาของเควนตินมันอารมณ์เหมือนคุณกำลังทะเลาะวิวาทหรือกวนประสาทกันอยู่ แต่เวลาขับรถกลับบ้านคุณมักคิดว่า เออว่ะ เราเองก็อยากพูดอย่างนี้อยู่เหมือนกัน! บทพูดของเควนตินมักเป็นบทที่เราคิดว่าอยากพูดแบบนั้นบ้างเสมอ”

 

เบื้องหลังการถ่ายทำหนัง Once Upon a Time in Hollywood ระหว่างแบรด ลีโอนาร์โด และเควนติน

 

ON HOW HE APPROACHES EACH SCENE WHEN HE WALKS ONTO A FILMSET

“การเข้าฉากถ่ายหนังแต่ละฉากก็เหมือนเราขึ้นชกมวยแต่ละยกนั่นล่ะ คุณเตรียมตัวให้พร้อมทุกอย่าง ใส่นวม แล้วเดินไปขึ้นสังเวียน ทีมงานจะเข้ามาบอกว่าตอนนี้เราพร้อมถ่ายทำแล้ว จากนั้นคุณก็เดินไปขึ้นสังเวียน เมื่อเสียงระฆังดัง เวลา 3 นาทีในแต่ละยกนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าคุณจะปล่อยหมัดไปมากแค่ไหน หรือโดนต่อยกลับมามากเท่าไร ทุกอย่างล้วนบอกถึงความเป็นฉากนั้นได้หมด จริงอยู่ที่การแสดงที่ออกมาอาจไม่ใช่อย่างที่คุณหวังไว้เสมอไป แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเล่นถึงจุดที่เรียกว่าสมจริง ตอนนั้นก็ถือว่าคุณชนะแล้ว สิ่งที่เราเห็นผ่านหน้ากล้องไม่เคยโกหก”

 

 

ON HOW MALE ROLES ARE CHANGING IN HOLLYWOOD

“ผมคิดว่าบทตัวละครชายของฮอลลีวูดในทุกวันนี้เปลี่ยนไป มันนำเสนอความเป็นชายในมิติใหม่ นั่นคือตัวละครชายที่เปราะบางยิ่งขึ้น ผมหมายถึงผู้ชายที่รู้ดีว่าตัวเองมีข้อเสียและกล้าจะเปิดเผยข้อเสียนั้น เป็นผู้ชายที่มีมุมเปราะบาง อ่อนไหวง่าย ตรงไปตรงมากับความรู้สึก แทนที่จะเป็นผู้ชายแมนๆ ห่ามๆ ที่พยายามทำตัวให้ดูเป็นคนแข็งแกร่งอย่างที่คุ้นชินกัน”

 

 

ON WHY HE CAN’T REMEMBER DETAILS OF HIS PAST FILMS

“ผมไม่เคยกลับไปดูหนังที่ตัวเองเล่นเลย อย่างเช่นตอนถ่ายหนังเรื่อง Legends of the Fall (1994) เสร็จ ผมก็ไม่เคยกลับไปดูหนังเรื่องนั้นอีก จำได้แค่ว่ามันเป็นการถ่ายหนังที่หนักหนาสาหัสทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้ามีคนมาถามผมถึงรายละเอียดหนังหรืออะไร ผมคงตอบไม่ได้ ทุกครั้งที่เริ่มถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ ผมจะทุ่มเทตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อเข้าถึงบทนั้นเสมอ ช่วงเตรียมตัวก่อนการถ่ายทำ ผมจะศึกษาทุกเรื่องที่ต้องรู้อย่างละเอียด ทั้งเรื่องราวของหนังและตัวละครที่ผมเล่น ผมสามารถฝังตัวเองอยู่ในขั้นตอนนั้นราว 3-6 เดือนได้อย่างแท้จริง แต่ทันทีที่ถ่ายทำเสร็จ ผมก็จะถือว่าจบงานของตัวเองแล้วจนถึงขั้นลืมไปเลยด้วยซ้ำ จากนั้นก็หันไปทำโปรเจ็กต์ถัดไปต่อ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลามีคนมาถามผมเรื่องฉากเก่าๆ ที่เคยถ่ายทำในหนังเรื่องต่างๆ แล้วรอดูว่าผมจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ผมจึงมักไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเขาดีบ่อยๆ”

 

 

ON LIVING AND WORKING IN HOLLYWOOD

“ผมมักเข้าหาผู้คนที่ดีมากๆ และเก่งกว่าผม นี่ทำให้ชีวิตผมดีขึ้นนะ” อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือทุกวันนี้แบรดใช้ชีวิตในบ้านที่มองเห็นวิวป้ายคำว่า Hollywood อันโดดเด่นบนเทือกเขาได้อย่างชัดเจน “ผมใช้ชีวิตในฮอลลีวูด เพราะฉะนั้นฮอลลีวูดจึงเป็นสถานที่สุดโปรดของผม บ้านผมอยู่ใกล้กับป้ายสัญลักษณ์ Hollywood จึงมองเห็นวิวป้ายนั้นได้เลย สำหรับผมฮอลลีวูดคือสถานที่ที่เรื่องราวต่างๆ ถูกเล่าขาน และบางมุมของพวกเราก็ถูกเปิดเผยออกมา ฮอลลีวูดจึงเปรียบเป็นกล้องจุลทรรศน์ที่ส่องให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์”

 

ท่าโพสเท่ๆ ของแบรดกับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Once Upon a Time in Hollywood จากเวที Golden Globe Awards 2020

 

BRAD PITT’S UNFORGETTABLE ROLES

บทบาทที่เป็นภาพจำของนักแสดงมากฝีมือในร่างหนุ่มฮอต

 

1.Thelma & Louise (1991)

แบรดเป็นนักแสดงมาตั้งแต่ทศวรรษ 80 แต่แจ้งเกิดจนกลายเป็นหนุ่มฮอตขวัญใจสาวในยุค 90 ก็เพราะหนังโร้ดมูฟวี่เรื่องนี้

 

 

2.Interview with the Vampire (1994)

หนังที่ใส่เสน่ห์อันน่าหลงใหลให้แก่แวมไพร์ และทำให้แบรดดูเป็นแวมไพร์แสนเซ็กซี่จนสาวๆ ทั่วโลกอยากตกเป็นเหยื่อ!

 

 

3.Se7en (1995)

หนังทริลเลอร์สุดดาร์กที่ว่าด้วยบาปทั้ง 7 โดยแบรดรับบทตำรวจนักสืบหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก ซึ่งต้องเผชิญเรื่องราวชีวิตสุดดราม่ากระชากอารมณ์

 

 

4.Meet Joe Black (1998)

หล่อใสคลีนๆ ในลุคผมบลอนด์และชุดสูทสีดำกับบทโจ ทูตมรณะที่ยื่นข้อเสนอไม่ธรรมดา ด้วยการยืดอายุขัยของชายชราออกไปสักพัก เพื่อแลกกับการเรียนรู้ชีวิตบนโลก

 

 

5.Fight Club (1999)

เท่ ดิบ เถื่อน ให้สุด กับลุคแบดบอยของแบรด และรูปร่างสุดลีนที่คอหนังทั่วโลกยังจดจำได้จนถึงทุกวันนี้

 

 

6.Ocean’s Eleven (2001)

หนังโจรกรรมที่รวบรวมซูเปอร์สตาร์คับคั่ง ทั้งยังเปลี่ยนภาพโจรหนุ่มให้ดูหรูหราและคูลขึ้นมาทันตาเห็น

 

 

7.Moneyball (2002)

บางครั้งผู้จัดการทีมเบสบอลก็น่ามองและน่าตามเชียร์ไม่แพ้หนุ่มๆ นักกีฬาในทีมนะ

 

 

8.Troy (2004)

แบรดฟิตหุ่นให้ซูเปอร์ล่ำบึ้กเพื่อรับบทอคิลลิส นักรบสุดเซ็กซี่ในหนังสงครามกรุงทรอยเรื่องดัง

 

 

9.Mr. & Mrs. Smith (2005)

หนังสุดแมสส์ที่แบรดสวมบทคู่รักมือสังหารอาชีพร่วมกับแองเจลิน่า โจลี เคมีในเรื่องดีมากจนทั้งคู่ปิ๊งรักนอกจอกันเลยทีเดียว!

 

 

10.Inglourious Basterds (2009)

โหด รุนแรง และบ้าระห่ำสุดๆ กับบททหารอเมริกันเชื้อสายยิว ที่พร้อมเดินเครื่องยุทธการเดือดเชือดนาซีในหนังแอ็กชั่นตลกร้ายที่ไม่เหมาะกับคนจิตอ่อน!

 

 

11.Fury (2014)

ไถผมขึ้นมาครึ่งหัว บวกกับอัพหุ่นให้ดูล่ำขึ้น สมบทบาททหารจากกองทัพอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่สุด

 

 

12.Once Upon a Time in Hollywood (2019)

ขอถามคำถามเดียวว่าเราจะหาสตันต์แมนเท่ๆ คูลๆ ขนาดนี้ได้ที่ไหน!

 

 

[Credit]

Text: WENN, Photographs: Instagram/ @theacademy, @gettyentertainment, @goldenglobes

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

Website : www.okmagazine-thai.com
Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : twitter.com/okthailand

 

 

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

10 ผลงานที่ทุกคนจดจำ ของ นก-สินจัย เปล่งพานิช

10 ผลงานที่ทุกคนจดจำ ของ นก-สินจัย เปล่งพานิช

แค่ได้ยินว่ากำลังจะมีโปรเจ็กต์  “40 ปี นก [...]

READ MORE
สิงโต ปราชญา งานแน่น!  เพิ่มมิชชั่นปรับแพลนชีวิตเติมความสุขให้ตัวเอง