มหัศจรรย์ “วันพ่อ” คุณพ่อสายดนตรี ที เนมและโอม เผยเรื่องราวสุดประทับใจที่มีต่อลูกๆ

มหัศจรรย์ “วันพ่อ” คุณพ่อสายดนตรี ที เนมและโอม เผยเรื่องราวสุดประทับใจที่มีต่อลูกๆ

ตอนนี้เหล่านักร้องสุดเลิฟของเราต่างก็เปลี่ยนสถานะเป็นคุณพ่อกันไปหมดแล้ว และดูเหมือนว่าพวกเขาจะอินกับบทบาทนี้อย่างสุดหัวใจแบบที่ไม่อยากจะกลับไปมีชีวิตโสดอีกเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อมือใหม่นักร้องนำวงเก็ทสึโนวา เนม-ปราการ ไรวา, คุณพ่อเสียงนุ่ม อารมณ์ดี ที-พิพิธพล พุกกะณะสุต นักร้องนำวงเจ็ตเซ็ตเตอร์ หรือคุณพ่อมาดเข้มโอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำวงค็อกเทล ต่างก็บอกว่าการมีลูกทำให้ชีวิตพวกเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ได้รู้จักความรู้สึกของคำว่ารักที่ไม่มีเงื่อนไข และลูกคือคนที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ บนโต๊ะกลมกับการสนทนาเรื่องราวของ “คุณพ่อ” นอกจากทำให้เราได้เห็นอีกมุมของคุณพ่อสายดนตรีแล้ว ครั้งนี้ยังทำให้พวกเขาทั้ง 3 คนได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดในโหมดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัวของแต่ละคนอีกด้วย หลายครั้งที่พวกเขาก็เออ ออ หัวเราะร่วมกันเหมือนเข้าใจหัวอกของมนุษย์พ่อและสามี รวมถึงยังมีหลายมุมทีเดียวที่เราเองก็คาดไม่ถึงว่าวิถีของพ่อต้องเจอเรื่องราวขนาดนี้เชียวหรือ ขาดไม่ได้คงเป็นโหมดสุดซึ้งระหว่างความผูกพันธ์ของคนในครอบครัว รับรองว่าบทสัมภาษณ์ 3 คุณพ่อในครั้งนี้มีครบทุกรสชาติ แน่นอน

 

 

 

คุณพ่อเนม ปราการ และน้องเรน

 

ตั้งแต่มีลูก ชีวิต เนม โอมและที เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

เนม: เปลี่ยนไปมากครับ รู้สึกว่าวันของเนมยาวขึ้นเพราะตื่นเช้าขึ้น เนมอยากจะใช้เวลากับลูกให้ได้มากที่สุด

 

โอม: ลำดับความสำคัญในชีวิตเปลี่ยนครับ แต่ก่อนเป็นเรื่องของเรา ตัวเรา ชีวิตเรา พอมีลูก นอกจากเรื่องความรักที่มีให้กับเขา ยังมีเรื่องความรับผิดชอบต่อชีวิตอีกชีวิตหนึ่งด้วย เพราะชีวิตเขาจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับครอบครัว ต้องทุ่มเทเวลาให้กับเขา ผมไม่ได้ส่งลูกไป Pre-School เลย เพราะเชื่อว่าช่วงเวลาที่เขาได้อยู่กับพ่อแม่เยอะที่สุดคือช่วงนี้ เป็นการปลูกฝังความใกล้ชิด ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

 

ที: เปลี่ยนไปทุกอย่าง (ร้องเป็นเพลง) ผมว่าตั้งแต่มีลูก เราต้องรับผิดชอบมากขึ้น ทำตัวชิลล์ๆ เพลินๆ แทบไม่ได้ เพราะนอกจากต้องดูแลตัวเองให้ดีแล้ว ยังต้องเพิ่มความรับผิดชอบดูแลลูกและภรรยาให้ดีด้วย

 

 

ความรู้สึกของคำว่า “พ่อ” ของแต่ละคนเกิดขึ้นตอนไหน

เนม: ตอนที่มีคนเรียกผมว่าคุณพ่อครั้งแรกครับ ไม่ชิน (หัวเราะ) รู้สึกว่าคำนี้เหมือนมากระแทกในใจว่า “เป็นพ่อแล้วนะ” เราก็ต้องทำตัวให้เหมาะสมกับการเป็นพ่อ

 

โอม: ของผมคล้ายเนมเหมือนกัน แต่ว่าความเข้าใจของความเป็นพ่อยังไม่เกิดทันที ใช้เวลาสักพักหนึ่งที่จะปรับตัวเองว่าคนเป็นพ่อต้องทำอย่างไร การใส่ใจความรู้สึก การจัดสรรเวลา แล้วความรู้สึกผูกพันก็ค่อยๆ เกิดขึ้น

 

ที: สำหรับผมความรู้สึกนี้เกิดตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องของภรรยาเลยครับ วันแรกที่ภรรยาตรวจแล้วพบว่าตั้งครรภ์ เขาก็เข้ามาเรียกผมเลยว่าปาป๊า (หัวเราะ) หลังจากนั้นผมก็คิดว่า “ต้องเตรียมตัวแล้วสินะ”

 

 

 

 

แล้วคิดว่าตัวเองเป็นพ่อแบบไหน

โอม: ไม่กล้าวิจารณ์ตัวเองครับ ถ้าถามว่าเป็นพ่อแบบไหน ก็จะพยายามเป็นพ่อที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดอยู่ตรงไหนเหมือนกัน

 

ที: ของผม คงเป็นพ่อที่ใจดี แต่มีภรรยานี่ล่ะที่มาคานอำนาจความใจดีของผม เขารู้วิธีการเลี้ยงลูกที่เป็นระเบียบ

 

เนม: ผมเป็นคุณพ่อที่ใจดี ตามใจลูกแน่เลย ยิ่งเป็นลูกสาวคนแรกด้วย อะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็รู้สึกว่าอยากให้เขา ถ้าเขาร้อง ก็อยากไปดูแล เดินเข้าไปหา เรียกว่าสปอยล์ก็ได้ ผมว่าคุณพ่อทุกคนยอมลูกสาว แพ้ลูกสาวหมดนะครับ ตัวอย่างล่าสุดคือ ภรรยาต้องฝึกให้เรนเลิกนมตอนกลางคืน นั่นคือต้องหักดิบ ไม่ให้กินเลย คืนนั้นเรนร้องไห้จะเป็นจะตาย นอนก็ไม่ได้ เนมอยากลุกไปหาเขามาก แต่ภรรยาห้ามไม่ให้ผมไป ต้องปล่อยให้เขาร้องไป วันนั้นผมนอนร้องไห้บนเตียงเลย สงสารลูกครับ

 

โอม: เรียกว่าถ้าให้นมเองได้ก็ให้แล้วล่ะ (หัวเราะ) ถามว่าผมมีโมเมนต์แบบเนมไหม คือผมเป็นคุณพ่อที่ออกจะทื่อๆ ครับ แต่ลูกสาวผมเป็นคนพูดค่อนข้างเยอะ เขาบอกความต้องการของตัวเองชัดเจน และเราจะมีความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถอำนวยความต้องการของลูกได้ เพราะบางอย่างต้องไม่ให้ หรือไม่ควรต้องให้ ซึ่งการไม่ให้ก็บาดใจเราอยู่ลึกๆ เวลาเขาทำหน้าผิดหวัง แล้วก็เดินคอตกออกไป ทั้งๆ ที่ผมก็รู้นะว่าตรงนั้นเป็นแอ็กติ้งของลูก มันมีความเจ้าเล่ห์แฝงอยู่ แต่ก็ยังรู้สึก

 

เนม: ผมยังไม่เห็นภาพนี้

 

โอม: อีกไม่นานได้มีแน่ๆ (หัวเราะ)

 

ที: ของผมก็มีภาพแบบนี้คล้ายๆ กัน คือในจังหวะที่เราต้องไปทำงาน เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัดจะมีรถตู้มารับที่บ้าน แล้วทีเจ ลูกคนโตเขาจำได้ว่ารถลุงโอ๋มารับแล้ว เดี๋ยวปาป๊าต้องไปต่างจังหวัด แล้วผมไปทีก็ค้างหนึ่งคืน ตอนแรกๆ เขาก็มาบ๊ายบายดีๆ แต่หลังๆ เริ่มมาเกาะขา จะไปกับปาป๊าด้วย แล้วเราต้องแกะมือเขาออกไปจากขาเรา ซึ่งเป็นความรู้สึกโหวงเหวงหัวใจนะครับ ขนาดเป็นลูกชายนะ ยังเคยแอบคิดเลยว่า ถ้าพาไปด้วยได้ก็พาไปแล้วล่ะ สุดท้ายก็ต้องจบแบบดราม่า ให้เขาเปลี่ยนเรื่องไปทำอย่างอื่นแทน

 

โอม: จบจังหวะนี้แล้วจะมีจังหวะโหวงเหวงที่สองด้วยนะ เพราะพอแกะมือเขาเสร็จปุ๊บ หลังๆ คำพูดที่ได้ยินคือ “คุณพ่อไปเลย เวฬาไม่ต้องการคุณพ่อแล้ว เราก็อะไรเนี่ย” (หัวเราะทั้งสามคน)

 

 

เจอแบบนี้คุณพ่อรับมือกันอย่างไร

ที: ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ทำให้เราสามารถโทรศัพท์แบบเห็นหน้ากันได้ หลังจากเขาไปปรับอารมณ์แล้ว ก็โทรคุยกัน ลูกก็ลืมเรื่องราวแล้วว่าอะไร ยังไง ก็เริ่มคุยว่าปาป๊าไปที่ไหนเหรอ ไปนานเลยเหรอ เราก็บอกว่าพรุ่งนี้กลับแล้วลูก ทำแบบนี้ช่วยให้เรารู้สึก OK! ขึ้น มีกำลังใจไปเล่นคอนเสิร์ตมากขึ้น

 

 

 

คุณพ่อโอม ปัณฑพล และน้องเวฬา

 

มีโมเมนต์ใจละลายกับลูกบ้างไหม

โอม: เรื่อยๆครับ (หัวเราะ) แต่เนมน่าจะเยอะหน่อย

 

เนม: เขาทำให้เราใจละลายบ่อย แค่ร้องไห้ ผมก็ใจละลายแล้ว แต่มันมีเหตุการณ์ที่สอนเนมแล้วทำให้จำไปจนวันตายเลย คือวันที่เรนไม่สบาย ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 1 เดือน แล้วต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไรแต่รู้ว่าเขาปวดท้องมาก หมอก็เอ็กซเรย์ท้อง ปรากฏว่าเห็นแต่ลมในท้องที่กระแทกแรงมาก หมอบอกว่าลูกคุณมีสิทธิ์ลำไส้ทะลุ ต้องเข้าห้องผ่าตัดเลยวันนั้น เนมฟังแล้วคิดว่าเป็นไปได้อย่างไร ลูกเราเพิ่งเกิดมาเดือนเดียวเอง สงสารเขามาก เหตุการณ์นี้ทำให้เนมรู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต ซึ่งในที่สุดก็ไม่ต้องผ่าตัด แต่เขาก็ต้องอยู่ห้องไอซียู 2 วัน อยู่โรงพยาบาลหนึ่งอาทิตย์ เหตุการณ์นี้ทำให้เรนเป็นเด็กที่แข็งแกร่งนะครับ เหมือนเขามีภูมิอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เช่น เขาจะมีจิตใจนักสู้ขึ้นมาเวลาเขาจะยืน คลาน เขาพยายามสู้ที่จะทำให้สำเร็จ

 

ที: ส่วนเรื่องใจละลายของของผม น่าจะเป็นจังหวะที่เขาทำสิ่งดีๆ โดยที่เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น คือ ผมสอนลูกตลอดว่าเราต้องแคร์ เข้าใจความรู้สึกคนอื่นนะ แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าที่พูดไป เขาจะจำแล้วนำไปใช้ตอนไหน จนมีเหตุการณ์หนึ่ง เป็นการวิ่งแข่งขันกีฬาสีโรงเรียน ตอนนั้นทีเจกำลังวิ่งแข่งอยู่ สักพักมีเพื่อนข้างๆ สะดุดหกล้ม ทีเจก็หยุด แล้วคอยดูเพื่อนที่ล้มลงไปว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แทนที่จะวิ่งเข้าเส้นชัยไป ซึ่งตอนนั้นเขาแค่ 2 ขวบเท่านั้น ผมก็ประทับใจที่ลูกทำได้ขนาดนี้เลยเพราะเราอยากให้เขาเป็นคนดี เป็นเด็กที่ดีอยู่แล้ว

 

โอม: โมเมนต์ใจละลายของผมมีตลอดเวลาเลยครับ (หัวเราะ) เราพยายามทำให้ทุกวินาทีที่อยู่กับเขามีคุณภาพ เพราะถึงที่สุดแล้ว ลูกสาวจะจากเราไปสักวัน (เนมบอกว่าเป็นประโยคที่บาดใจสุดๆ) เหมือนตอนที่เราไปพาลูกสาวเขามานั่นล่ะ (หัวเราะ) ก็พยายามเก็บโมเมนต์ของเวฬาเอาไว้ ผมโดนสอนว่าคนเราเวลาคิดถึงจุดเริ่มต้น ก็ให้คิดถึงจุดจบอยู่เสมอ จะได้ไม่ประมาท พอคิดแบบนี้ทีไร เราจะรู้สึกว่าทุกโมเมนต์ที่มี เราจะให้คุณค่ากับมัน แต่ที่ละลายที่สุดก็คือ ผมเป็นคนชอบคุยกับลูก และโชคดีที่ลูกคุยเก่ง รู้สึกว่าบทสนทนาระหว่างเรามีค่ามากๆ แล้วยิ่งถ้าเขาโต้ตอบได้ซับซ้อนมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าดีจังเลย แต่จะมีเพื่อนคุยไปอีกกี่ปีล่ะ ถ้าเวฬาแต่งงานไปแล้วให้เขาย้ายออกไป หรือผมสร้างบ้านให้อยู่ข้างๆ ผมเลยดีไหม (หัวเราะ)

 

 

พอมีลูกแล้ว เคยมีแอบคิดถึงความโสดของตัวเองบ้างไหม

ที: ผมว่าช้าไปแล้วล่ะครับ (หัวเราะ) พอมีลูกแล้ว เหมือนเราข้ามระดับไปอีกหนึ่งขั้นในความเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง จะมาลั้นลาแบบสมัยก่อนก็คงไม่ใช่ ผมว่าเราทั้ง 3 คนน่าจะสนุกสนานมาพอแล้ว (หัวเราะ) อิ่มตัวแล้ว แต่ไม่ใช่จบชีวิตเสียทีเดียว เพราะเรายังมีเพื่อนแวะเวียนไปหาที่บ้าน และมีตระเวนทัวร์คอนเสิร์ต ซึ่งก็ไปเจอเพื่อนๆ อีก แต่ถามว่าคิดถึงชีวิตโสดไหม ไม่เลย

 

โอม: ต่อให้มันเกิดอุบัติเหตุใดๆ ก็ตามให้คุณกลับไปเป็นโสดอีกครั้ง คือในทางกฎหมายมันกลับเป็นโสดได้ แต่ลูกน่ะจะอยู่กับคุณตลอดไป อย่างผมทำกฎหมาย ทำคดีหย่าร้างบ่อย พวกแย่งสิทธิ์เลี้ยงดู ซึ่งประโยคแรกของทุกคนที่เข้ามาคือ จะเอาอย่างไรกับลูก ลูกจะอยู่อย่างไร มีค่าดูแลเลี้ยงลูกอย่างไร สิทธิ์ของลูกเป็นของใคร ทุกคนรักลูก และทุกคนลบลูกออกไปไม่ได้ น้อยคนมากที่เดินเข้ามาแล้วพูดเรื่องเงินทองก่อน เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าคิดถึงชีวิตโสดไหม ถ้าคิดเพราะมีลูก ผมไม่ได้เคยคิดอย่างนั้นเลยครับ

 

เนม: ผมไม่เคยคิดเหมือนกันครับ เพราะชีวิตเนมตอนนี้ดีกว่าตอนที่เป็นโสด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเอง การใช้ชีวิต เนมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีคุณภาพขึ้นกว่าตอนที่ยังไม่มีลูก เวลาทำอะไรก็จะมีเหตุมีผลมากกว่า

 

 

 

เป็นสามีที่ช่วยภรรยาเลี้ยงลูกกันไหม

ที: เรียกว่าเป็นคนใช้เลยก็ได้นะครับ (หัวเราะทั้งสามคน) กลายเป็นว่าเรามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไรโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่เคยคิดเลย แต่พอมีลูก เรารู้สึกว่าอยากช่วยผ่อนภาระของภรรยา ตอนที่เขาคลอดใหม่ๆ จะไม่สามารถเดินได้เยอะเท่าที่ควร ทำอะไรลำบาก แล้วไหนต้องนอนน้อยเพราะต้องให้นมลูกทุกวัน ทุกเวลา เราเลยรู้สึกว่าอะไรที่ช่วยเขาได้ก็อยากช่วย และก็ช่วยจนเป็นนิสัยไปเรื่อยๆ กลายเป็นเบ๊ไปในที่สุด (หัวเราะ) แต่เราก็เต็มใจครับ

 

 

คุณพ่อทั้ง 3 คนเคยนอนน้อยที่สุดกี่ชั่วโมง

เนม/โอม/ที: ถึงขั้นไม่ได้นอนเลยครับ (หัวเราะ)

 

ที: พอกำลังจะเกือบหลับ อ้าว มาแล้ว ช่วงคลอดแรกๆ จะเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวลูกที เดี๋ยวภรรยาที

 

โอม: ของผมหนักนิดหนึ่งเพราะว่าไม่ได้ใช้พี่เลี้ยง เคยลองใช้นะครับ แต่ภรรยารู้สึกไม่สะดวก พอเลี้ยงเองเลยต้องเป็นเรื่องของ 2 คน การช่วยเลี้ยงลูกไม่ใช่แค่เรื่องการเข้าไปจับลูก ไปอุ้ม แต่รวมถึงทำความสะอาด ล้างขวดนม ซักผ้า แต่ทุกวันนี้ที่ผมทำประจำกับลูกคืออาบน้ำ เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำมากที่สุด เนื่องจากถึงจุดหนึ่งเขาต้องรับรู้เรื่องความต่างเรื่องเพศ เราจะอาบน้ำให้เขาไม่ได้แล้วเพราะเป็นลูกสาว ผมจะใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุดกับเวฬา เขารู้เลยว่าถ้าอาบน้ำ คุณพ่อต้องอาบด้วย และผมจะใส่กางเกงว่ายน้ำตลอด ส่วนเรื่องอื่นเราก็ช่วยภรรยาเท่าที่ช่วยได้ แต่ผมจะบอกกับเขาตลอดว่า พูดมาเลยว่าจะให้ช่วยทำอะไร เพราะพี่ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกนะ อย่ามัวแต่รอหรือจ้องแล้วคิดว่าทำไมเธอไม่ช่วยฉัน เพราะเรายินดีจะทำทุกอย่าง เพียงแต่รู้ไม่เท่าเขา

 

เนม: ส่วนเนมจะคล้ายๆ พี่ทีครับ คือตั้งแต่ภรรยาเนมท้องจนถึงทุกวันนี้ เขาก็จะเป็นคนที่มีนิสัยเสมอต้นเสมอปลายตรงที่ว่าสั่งให้เนมทำทุกอย่าง (หัวเราะ) ตอนนี้ก็เพิ่งเริ่มทำอาหารให้ลูกกินกันเอง ไม่ยอมให้แม่บ้านเนมทำ เนมก็ต้องไปซื้อของให้เขาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อทำอาหารให้ลูก เป็นกิจกรรมที่สนุกดีเหมือนกัน แต่โชคดีหน่อยตรงที่ภรรยาต้องการมีพี่เลี้ยง เพราะว่าเขาทำงานออฟฟิศอยู่ทุกวัน แล้วตอนกลางคืนบางทีเขาต้องการเวลานอนจริงๆ แต่ลูกก็ยังมานอนกับเรานะครับ หรือบางวันที่เราอยากออกไปกันเองสองคนก็ฝากไว้กับพี่เลี้ยง พอกลับมาก็อุ้มเขามานอนด้วย ภรรยาผมเป็นห่วงมากเลยในเรื่องการที่เราไม่ได้มีเวลาให้กันสองคน เพราะพอมีลูกแล้วเหมือนอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปโดยหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ แต่สิ่งที่เขามองว่าสำคัญที่ต้องมีอยู่ระหว่างคู่รักคือการที่มีเวลาให้กัน ออกไปเจอเพื่อนของเราบ้าง

 

โอม: เพราะสุดท้ายลูกก็จากไปมีครอบครัวของเขา แล้วเหลือเราอยู่ 2 คน

 

เนม: ใช่ เรายังอยู่กันเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นจึงต้องไปทำอะไรให้มีความโรแมนติคเหมือนวันแรกที่เจอกัน

 

ที: พ่อแม่ต้องรักกันเหมือนเดิม ลูกถึงจะมีความอบอุ่น

 

 

 

คุณพ่อที พิพิธพล และน้องทีเจ

 

ถ้าอย่างนั้นของถามถึงเคล็ดลับกระชับความสัมพันธ์ของอีก 2 คุณพ่อหน่อย

โอม: ผมทำอะไรไปบ้างล่ะเนี่ย (หัวเราะทั้งสามคน) ภรรยาผมน่ารักมาก ตอนแรกรู้สึกว่าเขาดูบอบบาง ไม่คิดว่าพอเป็นแม่คนแล้วจะแข็งแรงได้ขนาดนั้น ตัดสินใจว่าฉันจะไม่มีพี่เลี้ยง และไม่ได้ให้ย่า ยายช่วยเลี้ยงด้วยนะครับ เราเลี้ยงกันอยู่ในบ้านแค่ 3 คน ตอนนี้กลายเป็นโมเมนต์ของคน 3 คน แต่คิดว่าลูกเข้าเรียนเมื่อไร เมื่อนั้นล่ะ เป็นเวลาของพ่อกับแม่แล้ว

 

ที: ส่วนผมจะเป็นจอมเซอร์ไพรส์ครับ ชอบวางแผน เวลาวันเกิดเขา ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เติมความหวานให้กับชีวิตคู่ หรือวันเทศกาลต่างๆ ปีใหม่, คริสต์มาส, วาเลนไทน์ หรือวันที่ทุกคนจะต้องมีการโพสต์รูปลง ผมก็ต้องทำอะไรที่พิเศษหน่อย ชอบให้ของขวัญ พาเขาไปกินข้าว ตัวเขาเองก็อยากไป เหมือนใช้ชีวิตคุณแม่มาเหนื่อยแล้ว ปีที่แล้วเพิ่งรับพี่เลี้ยงมาช่วย ชีวิตก็ดีขึ้น แต่ตอนนี้กลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะพี่เลี้ยงลากลับครับ (หัวเราะ)

 

 

ภรรยามีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดไหม

ที: มีครับ เต็มๆ เลย ผมก็ศึกษามาว่าเป็นยังไง อาการเป็นแบบไหน ผมเจอแบบว่าตอนแรกที่ผมอยู่ในบ้านก็ปกติดี แต่พอมีรถตู้มารับผมไปเล่นคอนเสิร์ตต่างจังหวัด เขาก็โทรมาหา คุยกันธรรมดา แต่ในประโยคธรรมดาที่คุยกัน อยู่ๆ ภรรยาก็ร้องไห้ไปด้วย น้ำตาไหลเอง เขาบอกไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงร้องไห้ ซึ่งผมพอเข้าใจเขานะ เพราะภรรยาผมต้องตัดพาร์ทสังคมของเขาไปหมดเลย เมื่อก่อนทำงานที่บริษัท ใช้ชีวิตแบบที่เรียกว่าเป็นคนเมืองจริงๆ มีเพื่อนเดินห้าง ช้อปปิ้ง พอมาอยู่บ้าน 24 ชั่วโมงตลอดเวลา ไม่ได้ไปไหน แม้กระทั่งหน้าบ้านก็ยังไม่ได้เดินออกไป เพราะว่าต้องดูลูกในบ้านตลอดก็คงมีความเครียด ผมเองก็คอยรับฟังเขาทุกอย่าง บอกว่าไม่เป็นไรนะ ฉันอยู่กับเธออยู่แล้ว ลูกก็อยู่ข้างๆ ไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ก็ช่วยให้สบายใจขึ้น

 

เนม: ของผม ภรรยาก็เป็นเหมือนกัน สักช่วงสัก 2-3 วันแรกที่ลูกคลอด เนมเห่อลูกหนักมาก อยู่ดีๆ เขาก็ร้องไห้เสียใจ คิดว่าเนมกำลังจะเทความรักที่มีให้เขาไปให้กับลูก หวงว่าจะไม่รักเขาและไม่อยากแบ่งความรักที่เนมมีให้ไปให้กับใครเลย ซึ่งเนมก็ต้องใช้เวลาอธิบาย ใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันทำให้เขาเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่การแบ่ง แต่เป็นความรักคนละแบบ

 

ที: เป็นเรื่องของฮอร์โมนล่ะ

 

โอม: เหมือนของคาวกับของหวาน มันคนละแบบ นั่นคือสิ่งที่เขาคิด ความเป็นจริงคือสุดท้ายภรรยานั่นล่ะที่ทิ้งเราไป (หัวเราะ) สุดท้ายแล้วชีวิตของเขาก็คือลูก คนที่ถูกลืมมากกว่าคือสามี (เนมกับทียืนยันพร้อมกันว่า ใช่เลยครับ) แต่ภรรยาผมไม่มีอาการเป็นแบบนั้นครับ เดิมเขาเป็นคนติดบ้านอยู่แล้ว เลยมีกิจกรรมในบ้านที่อยากทำ มีดูหนังด้วย วาดรูปบ้าง ทำโน่น ทำนี่บ้าง แต่พอถึงช่วงที่มีลูกเขาก็เครียด เพราะมีสิ่งที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ สิ่งที่ผมพยายามจะทำให้ได้คือ อย่างแรกผมต้องยอมรับก่อนว่าความเครียดของเขาเกิดขึ้นได้อย่างไร บางครั้งเรารู้สึกว่าไม่เอาเหตุผลไปอธิบายกับเขาดีกว่า เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึก คงใช้เหตุผลไม่ได้ เราต้องยอมรับกันและกันก่อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน และพยายามบอกว่าแต่ละคนมีเรื่องรับผิดชอบนะ ทั้งพ่อและแม่ มันเหนื่อยล่ะ แต่นี่คือชีวิตจริง ไม่ได้สวยงาม ส่วนใหญ่การซัพพอร์ตของผมใช้การคุย ใช้เวลาด้วยกัน เพราะว่าเขาไม่ได้ไปไหน ก็เลยต้องใช้เวลาคุยด้วยกันเยอะหลังจากลูกหลับ ซึ่งก็ผ่านไปได้ แล้วก็วนมาเป็นช่วงๆ ชีวิตก็เป็นอย่างนั้นล่ะครับ มีขึ้น-ลงได้

 

 

 

คุณพ่อที พิพิธพล และน้องยูเค

 

สิ่งที่คุณพ่อทั้ง 3 คนอยากส่งต่อให้กับลูกๆ เป็นเรื่องอะไร

ที: ผมอยากให้เขาเป็นคนที่รักษาน้ำใจคนอื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เรื่องนี้ผมให้ความสำคัญมาก รู้สึกว่าการเป็นคนไม่แคร์คนเป็นอะไรที่ใช้ไม่ได้

 

 

โอม: ผมอยากให้ลูกแข็งแรงทั้งใจและกาย บางคนให้ความสำคัญกับเรื่องข้างนอกเยอะ ต้องมีรูปร่างที่ดี ต้องมีวินัยในการกิน ต้องทำงานอย่างแข็งขัน แต่ที่เราไม่ค่อยได้ฝึกกันคือใจ วินัยของใจน่ะเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้ สิ่งที่อยากให้ลูกรู้ที่สุดคือโลกไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก ไม่ได้พูดให้เป็นแง่ลบ แต่โลกมันเป็นอย่างนี้ แล้วก็เปลี่ยนใครไม่ได้เลย เขาเป็นอย่างนั้น ผมชอบคำพูดหนึ่งจากเรื่อง Rocky ที่พ่อซึ่งเป็นนักมวยพยายามสอนลูกว่า ไม่สำคัญว่าหมัดเราจะหนักแค่ไหน แต่สำคัญว่าเราจะทนรับหมัดได้มากเท่าไร ต่อให้ล้มก็พร้อมที่จะยืนหยัดและลุยต่อไปได้ ไม่มีใครชกได้หนักเท่าชีวิต นี่คือเรื่องที่อยากให้เขาเห็นว่าโลกนี้จริงๆ เป็นอย่างไร

 

ที: เพลงขึ้นเลย ปล่อยให้เธอเรียนรู้ (หัวเราะ)

 

เนม: เนมก็จะนำแนวคิดของพี่ๆ ที่พูดเมื่อกี้มาประยุกต์ใช้ด้วย ได้ข้อคิดจากพี่ๆ ทั้ง 2 คนเยอะเลยครับ แต่สิ่งที่เนมเองคิดมาตลอดตั้งแต่ลูกเกิดก็คือ อยากให้เขาเป็นคนดี ยึดมั่นในความดี มีคุณธรรม อยากให้เขาเป็นที่รักของทุกคน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปเอาใจทุกคนรอบข้างไปเสียหมด เนมไม่ได้อยากจะผลักดันเขาให้ไปเรียนในที่ที่ดีที่สุดหรือไปทำอะไรที่ต้องเป็นเด็กเรียนเก่ง เด็กฉลาด ทำกิจกรรมเยอะแยะไปหมด แต่อยากให้เขาเลือกทำในสิ่งที่อยากทำ อยากให้เขาแฮปปี้กับชีวิตที่มี มีสังคมที่ดี เป็นเด็กดีกับพ่อแม่ กับคนรอบข้าง มีอัธยาศัยดีกับทุกๆ คน

 

 

คำว่า “พ่อ” หรือความเป็นคุณพ่อสร้างความมหัศจรรย์ในชีวิตของทั้งสามคนอย่างไรบ้าง

โอม: ทำให้เราเป็นคนอย่างสมบูรณ์นะ เพราะชีวิตเรามันมีแต่เรา เคยมีครูเขาสอนผมไว้ดีเลยล่ะ เขาพูดว่าบุญใดทั้งปวงมีรากฐานมาจากการเสียสละทั้งสิ้น และกว่าที่เราจะเข้าใจการเสียสละ ก็คือต้องมีสิ่งที่เราต้องสละมันจริงๆ ถึงจะเข้าใจ พอมีลูกเลยรู้สึกว่าถ้าอย่างนั้นเราคงเป็นคนอย่างที่ควรจะเป็นแล้วล่ะ รู้สึกว่า You Complete Me มันยิ่งกว่าภรรยา Complete เรา ลูก Complete ให้เราเป็นคน

 

ที: เช่นเดียวกันครับ เหมือนกับว่าเราต่างมอบพลังให้กันและกัน ความรู้สึกที่คุณพ่อทุกคนน่าจะเป็น คือไม่ว่าทำงานเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน แค่กลับมาได้เจอลูก ได้อุ้มลูกสักครั้งหนึ่ง ให้เขาได้มองตาเรา ยิ้มให้เราทีหนึ่ง เหนื่อยแค่ไหนก็หายจริงๆ ได้พลังในการดำเนินชีวิตต่อไป มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนขึ้นว่าเราจะต้องทำอะไรเพื่อเขา

 

เนม: เหมือนอย่างที่พี่ๆ พูดเลยครับ (ทีเสริมและหัวเราะว่า คำๆ นี้ทำให้เราขยันหาเงินขึ้นทันทีเลย) สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเนมตอนนี้คือเรามีความหมายในชีวิตที่ยิ่งใหญ่แล้ว เราต้องสุขภาพแข็งแรง ไม่ควรเจ็บไข้ ไม่สบาย ห้ามตาย (หัวเราะ) จากเดิมที่เคยอยู่เพื่อตัวเอง ตอนนี้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้น และเป็นความหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาตั้งแต่เกิดเลย คือการเป็นคุณพ่อของคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นสายเลือดของตัวเอง ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องอยู่เป็นผู้ปกครอง ดูแลเขาไปตลอดจนถึงวันที่เขาไม่ต้องการเราแล้ว และก็คิดว่าถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามที่จะเข้าไปดูแลเขาอยู่ดี

 

 

 

 

หลังจากมีลูกของตัวเองแล้ว มีตอนไหนที่คิดถึงคุณพ่อของตัวเองบ้างไหม

เนม: คิดถึงตลอดเลยครับ สมัยนี้การเลี้ยงลูกคนหนึ่งก็ถือว่ายากแล้วนะ แต่สมัยก่อนน่าจะยากกว่าเยอะ เพราะไม่มีอะไรที่อำนวยความสะดวกเหมือนอย่างทุกวันนี้ ความอดทนของคนสมัยก่อนต้องสูงมากๆ เราถือว่าค่อนข้างสบายกว่าคุณพ่อของเราที่ต้องเหนื่อยกับเรามามากขนาดไหน การมีลูกก็ทำให้ได้เห็นความอดทนของพ่อ ความเสียสละที่เขามี ซึ่งมันมากกว่าเราหลายเท่าอยู่แล้ว

 

ที: สรุปคุณพ่อเก่งมากว่าเราใช่ไหม (เนมตอบว่าใช่จริงๆ) ของผมลูกทำให้ผมคิดถึงพ่อในเรื่องของการช่วยเหลือ การมีน้ำใจครับ คือคุณพ่อผมเป็นคนที่ชอบบริการและชอบช่วยเหลือคนอื่นมาก เห็นคนอื่นถือของก็เข้าไปช่วย แล้วผมก็สอนลูกแบบนี้ จนมีวันหนึ่งที่เราอยู่บ้านด้วยกัน แล้วมีเหตุการณ์ที่ต้องให้ไปช่วยถือของ ทีเจก็รีบวิ่งไปช่วยก่อนเลย เรารู้สึกว่านี่คือนิสัยที่ได้จากคุณปู่มา เราก็คิดถึงพ่อและดีใจที่นำสิ่งดีๆ จากคุณปู่มา

 

โอม: ผมคิดถึงพ่อหลายต่อหลายครั้งเลยครับ แต่พูดตรงๆ เลยว่า ผมไม่ได้โตมากับคุณพ่อ ท่านไม่ได้เลี้ยงเลยเพราะทำงานหนักมาก ฉะนั้นเราเลยไม่มีปฏิสัมพันธ์ในช่วงที่ผมเป็นเด็กเท่าไร คุณแม่เล่าให้ฟังว่าคุณพ่อน่าจะอุ้มผมไม่ค่อยเป็น อาบน้ำให้ก็ไม่เป็น ไม่เคยป้อนข้าว แต่ไม่ได้พูดด้วยความน้อยใจนะครับ เพราะจริงๆ ครอบครัวอบอุ่นมาก และคุณพ่อมีอิทธิพลต่อผมมากในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เราได้เห็นการดำรงอยู่ของคุณพ่อ วิธีทำงาน วิธีคิด การถ่ายทอดความรู้บางอย่างให้กัน คุณพ่อให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษามาก เพราะท่านได้ดีด้วยการศึกษา นามสกุลผมจริงๆ เป็นนามสกุลของย่าบุญธรรม ซึ่งคุณพ่อผมเป็นลูกบุญธรรม ไม่ได้โตมากับคุณแม่แท้ๆ ระหกระเหินมา มีคนเลี้ยงอุปการะไป แล้วก็ให้ใช้นามสกุล คุณพ่อจะพูดอยู่เสมอว่า “ชีวิตเปลี่ยนได้ด้วยการศึกษา” เขาก็สอนทุกอย่างที่จำเป็นให้กับเรา การศึกษาที่ว่าไม่ได้หมายถึงปริญญา ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า รู้ความจริง รู้สัจจะ รู้รอบตัว รู้โลก รู้เขา รู้เรา รู้ใจ จะเข้าใจคนอื่นได้คือต้องรู้จักเขา คุณพ่อจะทำให้เราจำอยู่เสมอว่าอย่าขี้เกียจพูดกับลูก ต้องถ่ายทอดทุกอย่าง ในเรื่อง Star Wars: The Last Jedi มีคำพูดของโยดาก่อนตายว่า “ศิษย์ต้องไปไกลกว่าตัวเรา นั่นคือหน้าที่ที่แท้จริงของอาจารย์” (ทุกคนอือ ออเห็นด้วย) เป็นประโยคที่จับใจผมมาก รู้สึกว่าต้องถ่ายทอดให้เขาไปได้ไกลกว่าเรา ความผิดพลาดของเรามันก็เป็นแค่รอยไม่ให้เขาไปผิดซ้ำอีก

 

 

มีเพลงไหนที่อยากจะมอบให้ลูก

โอม: แดงกับเขียว (หัวเราะ) ของวงไททศมิตร ที่ตอนจบจะร้องว่า “แล้วใครที่ได้แค่นอนร้องไห้ถ้าไม่ใช่พ่อแม่” ผมมีเพลงที่แต่งให้เขาอยู่แล้ว “กาลเวลาพิสูจน์คน” แต่งเพลงให้ลูกแบบไม่แคร์เลยนะว่าลูกจะฟังไหม (หัวเราะ) มีชื่อลูกในชื่อเพลง สุดท้ายแล้วคือคนที่อดทนได้ก็คือคนที่ชนะ อยากให้เขาเป็นคนอย่างนั้น

 

ที: ถ้าเอาซึ้งๆ หล่อๆ ก็เพลงรักแท้ ของพี่บอย โกสิยพงษ์ รักแท้ที่ไม่ต้องการสักข้อแม้ เมื่อไรที่เธอต้องพ่ายแพ้ ฉันจะเตรียมรักให้

 

เนม: ผมคิดออกแล้ว เป็นเพลงที่แต่งให้กับภรรยาและขอบวกกับลูกไปเลยแล้วกัน เพลงความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึก เพราะมาพร้อมกันทั้งคู่เลย มอบความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิตให้ครับ (หัวเราะ)

 

 

 

เครดิต: OK! Magazine Issue 320

นายแบบ: พิพิธพล ธัชพันธ์ และ ภัคพล พุกกะณะสุต, ปราการ ไรวา, ปัณฑพล ประสารราชกิจ
นางแบบ: ปรฌา ไรวา, วลัลนา ประสารราชกิจ
สไตลิสต์: ศุภะกิจ หุนารักษ์
แต่งหน้า-ทำผม: โชติรส โรดดอน
ช่างภาพ: ทินกร วงเบญจศิลป์
ผู้ช่วยช่างภาพ: ธนพร พิกุล, ธีรภัทร รัตนกุลชัยอนันต์
สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ
นักศึกษาฝึกงาน: พรประภา อรียวิวัฒน์
สถานที่ : The Okura Prestige Bangkok โทร. 02 687 9000

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

มาไกลเกินฝัน! ป๊อปสตาร์เทย์เลอร์ สวิฟต์ กับ 13 เรื่องชีวิตดี๊ดีในวัยเลข 3

มาไกลเกินฝัน! ป๊อปสตาร์เทย์เลอร์ สวิฟต์ กับ 13 เรื่องชีวิตดี๊ดีในวัยเลข 3

เราเห็นนักร้องสาวสวยเทย์เลอร์ สวิฟต์ คร่ำหวอดในวงการเพลงมานานมาก และมีเพลงฮิตติดชาร์ทมากมาย [...]

READ MORE
โลกที่ใครก็อยากเข้าถึงของ CIX รุกกี้แถวหน้าแห่งวงการเคป๊อป

โลกที่ใครก็อยากเข้าถึงของ CIX รุกกี้แถวหน้าแห่งวงการเคป๊อป

มองเผินๆ หลายคนอาจคิดว่า บอยแบนด์เกาหลีไม่ต่างอะไรกับการจับเด็กผู้ชายหน้าตาดีมาก็อปปี้วางก็ได้แล้ว แต่ขอบอกว่าคุณกำลังคิดผิด [...]

READ MORE