นานา ไรบีนา อินทชัย “ลูกทำให้เรารักตัวเองมากขึ้นเพื่อที่จะได้อยู่กับเขาได้นานๆ”

นานา ไรบีนา อินทชัย “ลูกทำให้เรารักตัวเองมากขึ้นเพื่อที่จะได้อยู่กับเขาได้นานๆ”

จากดีเจเสียงใส พิธีกรมากความสามารถ นักแข่งรถสาวผู้หลงรักความเร็ว วันนี้ นานา-ไรบีนา อินทชัย ขยับบทบาทขึ้นมาเป็นภรรยาสาวของแร็ปเปอร์ชื่อดังของเมืองไทยปริญญา อินทชัย (เวย์ ไทเทเนี่ยม) และคุณแม่ของน้องบีน่าและบรู๊คลิน ลูกสาวและลูกชายฝาแฝดวัย 6 ขวบเศษ ที่เริ่มฉายแววชัดว่าเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น บทบาทนี้เองที่ทำให้นานารู้ว่าทัศนคติในการใช้ชีวิตและวิธีคิดของเธอเปลี่ยนไป จากคนที่เคยคิดถึงเรื่องตัวเองและคุณแม่ของเธอ นานาค้นพบความรักรูปแบบใหม่ที่ไม่มีเงื่อนไข เธอหลงรักเด็กทั้ง 2 คนตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า และลูกๆ ยังทำให้รู้ว่าเธอต้องรักตัวเองให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้อยู่กับพวกเขาได้นานๆ อีกด้วย OK! ร่วมกับ Tory Burch  ส่งต่อความรักสุดประทับใจของคุณแม่คนเก่งที่มีต่อลูกๆ ของเธอ ผ่านบทสัมภาษณ์ที่เผยให้เห็นอีกด้านของครอบครัวอินทชัยซึ่งไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก เป็นความรักที่ต่อเติมด้วยความรัก และหล่อหลอมเด็ก 2 คนให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข นานาบอกว่าทันทีที่รู้ว่ากำลังจะมีลูก ประโยคหนึ่งที่ดังขึ้นมาในความรู้สึกก็คือ “ฉันเป็นจะเป็นแม่ในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้”

 

เล่าถึงวิธีการเลี้ยงลูกสไตล์นานากับเวย์ให้ฟังหน่อย

เราพยายามเลี้ยงลูกแบบใกล้ชิดเท่าที่เราจะทำได้ ความใกล้ชิดไม่ได้หมายความว่าห้ามเขาทุกเรื่องหรือบอกเขาทุกอย่าง แต่เลี้ยงเขาในแบบที่เขาเป็นและไม่เอาเขาไปเปรียบเทียบกับใคร นี่คือสิ่งที่จะบอกกันเสมอ และปรับตามวัยของเขาด้วย อย่างวัย 6 ขวบจะเป็นวัยที่สร้างบุคลิกภาพของตัวเอง เราอยู่กับลูกเพื่อให้เห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาทั้ง 2 คนเป็นอย่างไร และจะไม่ปรุงแต่งอะไรให้ลูกเยอะ สำคัญที่สุดคืออยากให้เขาเป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ คิดหรือทำอะไรก็ตามด้วยเหตุและผล เรื่องนี้ต้องค่อยๆ สอน เพราะด้วยวัยที่ยังเด็ก จึงยังใช้อารมณ์เยอะ แต่เราก็จะบอกลูกว่าอารมณ์ไว้ทีหลัง ให้ใช้เหตุผลก่อน

ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหนเมื่อมีน้อง

เปลี่ยนไปมากเลยค่ะ และ 2 เรื่องที่เห็นได้ชัดเลยว่าชีวิตเราเปลี่ยนไปเมื่อมีลูกคือมุมมองความคิดและการใช้ชีวิต ถ้าเป็นเรื่องมุมมองชีวิต จากที่เรามองแค่ตัวเราคนเดียวหรือคิดถึงคุณแม่เรา กลายมาเป็นว่าเราทำทุกอย่างให้ลูกได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งยังค้นพบความรักอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือนอกจากจะรักเขาอย่างสุดหัวใจแล้ว นานายังรักตัวเองมากขึ้นเพื่อที่จะได้อยู่กับเขาไปนานๆ เพราะเวลาเรามองดวงตา 2 คู่นี้ รับรู้ได้เลยว่าเขาต้องการเรา อะไรที่จะทำให้นานามีอายุที่ยืนยาว มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงในการใช้ชีวิต เราจะทำ ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตที่เปลี่ยน เช่น จากเมื่อก่อนเป็นคนที่ทำอะไรเร็วมาก และสามารถทำได้หลายอย่าง ไปได้หลายที่ภายใน 1 วัน พอมีเขา เราก็ยังทำอะไรเร็วเหมือนเดิมนั่นล่ะ แต่จะเลือกทำงานในรูปแบบที่มีเวลาอยู่กับลูกได้มากขึ้น บางทีก็ใช้โทรศัพท์ในการแก้ปัญหาแทนที่จะไปถึงที่นั้นๆ หรือไม่เราก็ไปในที่ที่สามารถพาลูกไปได้ด้วย เพราะนานาต้องการใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด (ตอนนี้ยังขับรถเร็วเหมือนเดิมไหม) ตอนนี้แทบไม่ได้ขับรถเลยค่ะ (หัวเราะ) มีคนมาช่วยขับแทนแล้ว เพราะเราก็ต้องอยู่กับลูกและทำงานด้วย นานาคิดว่าขณะที่ขับรถ เราอาจไม่ได้ใช้เวลากับเขา ก็เลยใช้วิธีมีคนขับให้แทน

 

บีน่ากับบรู๊คคลินแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

แค่เพศก็แตกต่างแล้ว ส่วนนิสัยก็แทบไม่เหมือนกันเลย ด้วยความที่บีน่าเป็นผู้หญิง ก็จะมีความชอบแบบหนึ่ง ส่วนบรู๊คลินเป็นเด็กผู้ชายก็จะชอบอีกอย่าง นอกจากนี้เรื่องบุคลิก ลูกชายมีความเป็นส่วนตัวสูง ชอบอยู่กับคนที่คุ้นชิน ไม่ชอบอยู่กับคนมากมาย และชอบทำอะไรคนเดียวเยอะ เช่น ต่อเลโก้คนเดียว อ่านนิทาน เล่นกีฬาอย่างเทควันโด ชอบตีกลอง และชอบอยู่บ้าน แต่ลูกสาวออกแนวสาวสังคม ไปไหนกับแม่ได้ ไปกับเพื่อนแม่ได้

ตอนนี้น้องๆ เริ่มฉายแววว่าชื่นชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษไหม

ตอนนี้พอเห็นแววแล้วค่ะ หลังจากที่เรา 2 คนให้ลูกลองกิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น เรียนเปียโน, เต้นบัลเลต์,วาดรูป เรียนทุกอย่างที่เขาอยากลอง พอตอน 3 ขวบครึ่ง บรู๊คลินก็บอกเลยว่าอยากตีกลอง เพราะเขาเคยเห็นจัสติน บีเบอร์ ตีกลอง และพอได้ลองทำก็กลายเป็นจริงจังและตั้งใจมาก ส่วนกีฬาเขาชอบเทควันโด และเขายังกำชับนานาด้วยว่า “คุณแม่อย่าเพิ่มอะไรให้บรู๊คแล้วนะครับ บรู๊คจะทำแค่นี้” แต่ก็พยายามเสริมกีฬากลุ่มให้เขาด้วย เพราะเป็นเด็กผู้ชาย ส่วนบีน่าเขาก็ค้นพบว่าเขาชอบเต้น ซึ่งเวย์บอกว่าถ้าจะเต้น ต้องไม่เต้นเพราะสนุกอย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้เรื่องราวของสิ่งนี้ตั้งแต่ต้น และจริงจังด้วย

 

ถึงแม้นานาจะเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ แต่ก็ยังทำอะไรอีกหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กันด้วยใช่ไหม

ใช่ค่ะ นอกจากจะเป็นคุณแม่ฟูลไทม์แล้ว ก็ยังทำงานฟูลไทม์ด้วย ตอนนี้ดูแล Never Say Cutz ที่มีถึง 22 สาขา แล้วปีนี้จะพยายามเปิดสาขาให้มากขึ้น พอเริ่มเป็นองค์กรใหญ่ เราก็เริ่มแบ่งพาร์ตกับเวย์ว่าใครจะดูแลอะไร ซึ่งเวย์ดูเรื่องภาพลักษณ์ของบริษัท ส่วนนานาดูเรื่องบริหาร จัดการ ขยายสาขา งานตรงนี้เป็นธุรกิจครอบครัว นอกจากนี้ยังทำแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก DEKTAY (เด็กเท่) ซึ่งมาจากการที่เรามีลูกและพ่อเขาเป็นคนชอบแต่งตัว ก็เลยคิดว่าทำเสื้อผ้าเด็กเถอะ เพราะเสื้อผ้าแบบเท่ๆ ของเด็กยังไม่มี เราทำมาตั้งแต่ลูกอายุ 1 ขวบ ถึงวันนี้ก็จะ 6 ปีแล้ว แล้วก็ยังมีทำ eye see you เป็นอายไลเนอร์ของตัวเองด้วย ล่าสุดเพิ่งทำแชมพูเด็กด้วยค่ะ แต่ถึงจะมีอะไรทำเยอะ ก็ต้องแบ่งเวลานะคะ เราต้องมีเวลาให้ครอบครัว ซึ่งก็คือเรา 4 คน 50 เปอร์เซ็นต์ เวลาระหว่างสามี-ภรรยา 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลูกมักไม่ค่อยให้ (หัวเราะ) และสุดท้ายคือเวลาของนานาเอง 25 เปอร์เซ็นต์ เวลานั้นเราอาจไปทำสวย พักผ่อน หรือไปกินข้าวกับเพื่อนก็ได้

เห็นเป็นคู่สามี-ภรรยาที่รักกันขนาดนี้ เคยทะเลาะกันเรื่องลูกบ้างไหม

บ่อยค่ะ ไม่รู้ว่าครอบครัวอื่นเป็นหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วเรามีเป้าหมายเดียวกันนะคะ เพียงแต่ว่านานาก็มีวิธีการอย่างหนึ่ง เวย์ก็มีวิธีการอีกอย่างหนึ่ง เราเลยต้องมาพบกันครึ่งทาง เช่น เวย์อยากให้ลูกๆ ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น อยากให้ตัดกิจกรรมต่างๆ ออกไปหน่อย เพราะเขาเติบโตมาอย่างที่ใช้เวลาอยู่กับบ้านเยอะ แต่นานาบอกว่าให้ลูกได้ลองก่อนเถอะว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร แล้วค่อยตัดกิจกรรมที่เขาไม่ชอบออก รวมถึงการที่ให้ลูกออกมาทำงาน เวย์มองว่าลูกยังเด็ก แต่นานาบอกว่าตอนนานาอายุ 4 ขวบก็ช่วยแม่ทำงานแล้วนะ มันเป็นสิ่งที่ดีที่จะให้ลูกทำงานบ้าง เพราะจะได้เห็นคุณค่าของเงิน อีกสิ่งหนึ่งที่เรา 2 คนคุยกันแล้วพบว่าคิดเหมือนกัน คือสำหรับครอบครัวเรา ลูกต้องอยู่ในไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่ด้วย เพราะบางครอบครัวมีแต่ไลฟ์สไตล์ของลูก ทำแต่กิจกรรมของลูก แต่ลูกไม่เคยรู้เลยว่าวันหนึ่งพ่อแม่ทำอะไรบ้าง แต่นานาอยากให้เขาได้เห็นด้วยว่าแม่ทำอะไร ก็จะพาเขาไปออฟฟิศ ให้เขาได้รู้ว่าแม่เจออะไร เป็นอย่างไรบ้าง แม่อยู่กับคนกี่คน เวลาแม่พูดกับคนอื่นๆ เป็นอย่างไร และอีกส่วนหนึ่งคือชีวิตวัยเด็กที่เขาควรจะต้องมี เราก็จัดให้

คุณพ่อแร็ปเปอร์ได้ปลูกฝังเรื่องเสียงเพลงกับลูกๆ อย่างไรบ้าง

เวย์เป็นคนรักดนตรี แต่ไม่เคยผลักดันอะไรลูกเลย ไม่เคยบอกว่าลูกต้องแร็ป ต้องเต้น ต้องอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ลูกซึมซับจากเพลงที่เปิด ซึ่งก็เปิดแต่ฮิปฮอป ไม่ได้สอนให้แร็ป แต่ก็แร็ปให้ลูกฟังตลอด (หัวเราะ) คงจะด้วยดีเอ็นเอและหลายๆ อย่างรวมกัน ลูกๆ ก็เลยชอบทางนี้ ลูกชายชอบดนตรีในแง่การเป็นนักดนตรี แต่ไม่ได้อยากเป็นนักร้อง ซึ่งยังไม่รู้หรอกว่าอนาคตข้างหน้าเขาจะยังชอบแบบนี้ไหม ส่วนบีน่าก็ชอบเรื่องเต้น แต่เห็นคุณพ่อเป็นฮิปฮอปแบบนี้ เขาหัวโบราณกว่าแม่อีกนะคะ บางทีลูกสาวไปเรียนเต้นแล้วเห็นเด็กคนอื่นใส่เสื้อเอวลอย ก็จะถามว่า “หนูใส่ได้ไหมคะ” เราก็จะตอบลูกว่าถ้าหนูใส่เพื่อไปแสดงโชว์ หรือเพื่อความคล่องแคล่วในการเต้นก็ OK! นะคะ แต่หนูต้องไปถามคุณพ่ออีกคนหนึ่ง บีน่าก็ไปถามพร้อมกับใส่ให้ดูเลย ซึ่งพ่อก็จะตอบกลับมาว่า “พ่อว่าไม่สวยนะ” (หัวเราะ)

ตั้งแต่เป็นคุณแม่ ช่วงเวลาไหนที่ท้าทายบทบาทความเป็นแม่ของนานามากที่สุด

เรื่องที่ท้าทายที่สุดคือการให้ความรักและความสนใจที่เท่าเทียมกัน เพราะนานามีลูกแฝด เรื่องนี้สำคัญนะคะ เราต้องพยายามแบ่งเวลาให้เขาเท่ากัน และเวลาที่เขาต้องการเรา ก็มักเป็นเวลาเดียวกัน โจทย์คือต้องทำอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ท้าทายมากที่สุด วิธีแก้คือเราต้องแสดงออกด้วยคำพูดและคำอธิบาย เพราะบางทีการกระทำของเราในบางครั้งอาจทำให้เขาเสียใจ อย่างมีช่วงหนึ่งที่บีน่ากำลังเรียนเต้นและเขาต้องการการผลักดัน เพราะนี่ไม่ใช่การเต้นเพื่อความสนุก ทำให้นานาต้องเข้าไปใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้นและไปเฝ้าบีน่า ซึ่งวันนั้นตรงกับวันตีกลองของบรู๊คลิน แต่เราไม่ได้ไปหาลูกชาย สิ่งที่นานาทำคือคุยกับบรู๊คลินและอธิบายว่าพี่บีน่าเพิ่งเริ่มจริงจังกับเรื่องนี้ แม่จึงต้องให้ความสำคัญ ในขณะที่ตอนนี้ลูกรู้แล้ว เก่งแล้ว เข้าใจแล้วว่าจะต้องทำอย่างไร แม่ไว้ใจลูกแล้ว บรู๊คลินก็เข้าใจ ที่สำคัญเราต้องพูดกับลูกก่อนที่เขาจะรู้สึกด้วยนะคะ นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ไปทุกวัน นั่นคือการเปรียบเทียบโดยไม่ตั้งใจ อย่างตอนที่บรู๊คลินลือกได้แล้วว่าชอบอะไร ตอนนั้นบีน่ายังเลือกไม่ได้ กลายเป็นว่าความกดดันมาอยู่ที่ลูกสาวว่าเรียนมาก็หลายอย่างแล้ว ทำไมถึงยังไม่เลือกสักที โดยเราเองก็ลืมไปว่าลูกเราเพิ่ง 6 ขวบเอง ยังมีเด็กอีกหลายคนเลยที่เขายังเลือกไม่ได้เหมือนกันว่าชอบอะไร เราก็ต้องคอยบอกตัวเองและเวย์ว่ายังไม่ต้องรีบหรอก ให้เขาค่อยๆ คิด ค่อยๆ หาดีกว่า แต่กลายเป็นว่าตอนนี้บีน่าก็เลือกได้แล้วเหมือนกันค่ะ

ความรู้สึกของความเป็นแม่สำหรับนานาเกิดขึ้นตอนไหน

ตั้งแต่เขาอยู่ในท้องนะคะ เรารักเขาได้ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า นานาบอกตัวเองว่าจะพยายามเป็นแบบอย่างที่ดี จะดูแลและอบรมเขาให้ดีที่สุด เราจะดึงเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของเราออกมาให้เขา ถ้าพูดถึงโมเมนต์ที่ประทับใจที่สุดของนานาที่มีต่อลูกก็คือการได้เห็นเขาครั้งแรก ตอนนั้นมันเป็นภาพเบลอๆ แต่รู้ว่านานาตื่นเต้นที่จะเห็นหน้าลูกมาก จำได้เลยว่าลูกเราตัวแดงๆ ขาวๆ และร้องเสียงดัง หน้าไม่เหมือนตอนนี้เลย แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยที่ไม่ตั้งใจ

 

สิ่งที่อยากส่งต่อให้ลูกคืออะไร

ทั้งพ่อและแม่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเราไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ เลยค่ะ เรา 2 คนต้องทำ ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของตัวเองทั้งคู่ เรียนรู้ว่าคุณค่าของเงินคืออะไร นานาอยากให้ลูกมีชีวิตที่ต้องสู้เพื่อได้มา อยากให้เขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่เวย์ปลูกฝังมากและบอกเสมอคือให้ลูกเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน อย่างเมื่อวันเกิดของลูกปีที่แล้ว เขาก็คุยกับลูกๆ ว่าเข้าไปดูในห้องสิลูกว่ามีของเล่นชิ้นไหนที่ไม่เล่นแล้ว และให้นำของชิ้นนั้นไปบริจาค

ครอบครัวนานาเป็นบ้านที่มีของเล่นให้ลูกเยอะไหม

บ้านเราเป็นบ้านที่ไม่จำเป็นต้องมีของเล่นเยอะค่ะ แต่ด้วยความที่เป็นเรานี่ล่ะ ทำให้มีคนใจดีส่งของเล่นมาให้เสมอ และที่มีของเล่นเยอะเพราะลูกเราเล่นของเล่นไม่เหมือนกัน คนหนึ่งเล่นบาร์บี้ อีกคนหนึ่งเล่นซูเปอร์ฮีโร่ ของเล่นเลยต้องกลายเป็นดับเบิ้ล แต่เราก็ต้องสอนให้เขาเห็นความสำคัญของของเล่นแต่ละชิ้น เช่น ตอนวันเกิดเขา จะมีของขวัญส่งมาให้เยอะมาก เราก็มีเงื่อนไขกับลูกว่าเขาต้องทำอะไรมาสักอย่างหนึ่ง ถึงจะได้เปิดของขวัญ 1 กล่อง ซึ่งการทำแบบนี้ ทำให้ทั้งคู่ยังเปิดกล่องของขวัญไม่หมดจนถึงวันนี้ (หัวเราะ)

มีของชิ้นไหนที่คุณแม่แบบนานาคอนเฟิร์มว่าใช้กับลูกสาวได้ตลอดกาลบ้าง

กระเป๋าค่ะ เพราะทุกวันนี้ยังมีกระเป๋าบางใบที่ได้ใช้ต่อจากแม่ เดี๋ยวนี้วินเทจก็กำลังมา เราก็เลยใช้ทุกอย่างต่อจากแม่ได้ นานาไม่ได้ใส่เพชร ใส่พลอยอะไรมากมาย แต่กระเป๋าอยู่ในโมเมนต์นั้นๆ ว่าช่วงนั้นเป็นยุคสมัยไหน ยุคนั้นเขาใช้แบบไหนกัน แล้วเวลาบีน่าเข้ามาในห้องนานาก็มักถามว่า “ใบนี้ต่อไปเป็นของหนูใช่ไหมคะ”

 

นานาแต่งตัวให้ลูกสาวสไตล์ไหน

บ้านเราเป็นบ้านที่ชอบแต่งตัวอยู่แล้ว นานาคือคนที่แต่งตัวง่ายที่สุด แต่ลูกกับพ่อจะแน่นมาก ด้วยความที่เราทำแบรนด์เสื้อผ้าเด็กด้วย พ่อก็คอยแต่จะซื้อเสื้อผ้าและของใช้ให้ลูก เขาเลยจะแมตช์ชุดไปด้วยกัน อย่างพ่อมาชุดนี้ ให้ลูกใส่ชุดนี้ ส่วนแม่นี่แทบไม่เข้าไปอยู่ในส่วนนั้นเลย ส่วนมากพ่อจะคุมเซ็ตสี เช่น โทนนี้แมตช์กับชิ้นนี้นะ บรู๊คต้องใส่รองเท้าคู่นี้นะ กลายเป็นว่าพ่อแต่งตัวให้ลูกๆ มากกว่าแม่ค่ะ (หัวเราะ)

วันแม่นี้ครอบครัวมีกิจกรรมอะไรร่วมกันบ้าง

เราแพลนจะไปกินข้าวด้วยกันค่ะ แล้วลูกๆ ก็มักไปซุบซิบกันทำเซอร์ไพรส์ให้แม่ อย่างเช่น ทำสมุดที่เก็บรูปของครอบครัว เพราะเขารู้ว่านานาชอบถ่ายรูป หรือไม่ก็ทำการ์ด นานาได้ตั้งแต่เวอร์ชั่นปั๊มนิ้ว แสตมป์มือ เพราะลูกยังเขียนหนังสือไม่เป็น กลายมาเป็นการ์ดที่เขาเขียนให้ และพ่อเขาก็สอนให้กราบเท้าแม่ด้วยค่ะ มีอยู่วันหนึ่งโรงเรียนสอนเรื่องการให้ความเคารพพ่อแม่ว่าควรทำอย่างไร หลังจากนั้นอีกวัน ลูกๆ ก็มาบอกให้นานานั่งลงที่เก้าอี้และบอกว่า “หนูขอทำความเคารพแม่ได้ไหมคะ” เราก็บอกว่าได้ค่ะ ลูกชายกับลูกสาวก็วิ่งไปหยิบพวงมาลัยมากันคนละพวง ขาดบ้าง อะไรบ้าง แล้วก็มากราบแม่ ตอนนั้นนานาไม่ไหวแล้ว ร้องไห้นานประมาณครึ่งชั่วโมงได้ (หัวเราะ)

ในวันที่นานาเป็นคุณแม่ เคยคิดถึงคุณแม่ของตัวเองในโหมดไหนบ้างไหม

คุณแม่นานาเสียไปแล้ว เราก็ได้แต่คิดถึงเขาในวันที่เรามีความสุขมากๆ กับวันที่เราต้องการกำลังใจ แต่ตอนนี้ชีวิตเราก็ค่อนข้างสมบูรณ์ ดังนั้นเวลาที่เห็นลูกเราโตขึ้น นานาก็อดคิดไม่ได้ว่า “แม่น่าจะได้อยู่เห็นหลานนะคะ” ส่วนวันที่เราต้องการกำลังใจ ภาพที่เห็นคือแม่เป็นผู้หญิงที่ไม่เคยยอมแพ้และต่อสู้แบบไม่ถอย ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถเลี้ยงลูก 3 คนได้ด้วยมือของตัวเอง และสามารถเป็นแม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นานาไม่เคยเห็นแม่เหน็ดเหนื่อยเลย ซึ่งพอเรานึกถึงตรงนั้นแล้วเราจะไม่ท้อ คือเวลารู้สึกแย่แค่คิดถึงแม่ นานาก็สู้ต่อได้แล้วค่ะ

 

นางแบบ: ไรบีนาและบีน่า อินทชัย
แต่งหน้า: อิทธิกร ลักษมีจันทร์พร
ทำผม: พรรณทิพย์ บุตรปราบ
เสื้อผ้า รองเท้า และ กระเป๋า: Tory Burch
สถานที่จัดจำหน่าย
– ชั้น M พารากอน ดีพาร์ทเม้นสโตร์ 02-610-7734
– ชั้น 1 เซ็นทรัล ชิดลม 02-655-7916
– ชั้น M ดิ เอ็มควอเทียร์ 02-003-6422
สไตลิสต์: ศุภลักษณ์ มหาสุพรรณพงษ์
ผู้ช่วยสไตลิสต์: ธนวัฒน์ แสงสุวรรณ
ช่างภาพ: อิทธิพล พนาสุภน
ผู้ช่วยช่างภาพ: ชลนิธิ สุขอนันตธรรม
สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ
สถานที่: 137 Pillars Suite & Residences Bangkok โทร.02-079-7000

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

ร้ายก็รัก! “อูโดฮวาน” รับบทดาร์ก! ในหนังแอคชั่นแฟนซี “The Divine Fury มือนรกพระเจ้าคลั่ง”

ร้ายก็รัก! “อูโดฮวาน” รับบทดาร์ก! ในหนังแอคชั่นแฟนซี “The Divine Fury มือนรกพระเจ้าคลั่ง”

หากคุณเคยได้ชมผลงานที่ผ่านมาของ “อูโดฮวาน” คงพอจะทราบได้ว่าเสน่ห์ของนักแสดงหนุ่มดาวรุ่งคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ อู [...]

READ MORE
พัคซอจุน ปะทะ อูโดฮวาน ในหนังเกาหลีเรื่องใหม่ The Divine Fury

พัคซอจุน ปะทะ อูโดฮวาน ในหนังเกาหลีเรื่องใหม่ The Divine Fury

แชมป์ MMA กับบาทหลวงนักไล่ผี ต้องจับมือกันเพื่่อต่อสู้กับจอมปีศาจ [...]

READ MORE