เทคนิคถ่ายรูปเที่ยวคนเดียวด้วย Apple Watch Series 5 และ  iPhone 11 Pro (รีวิว)

เทคนิคถ่ายรูปเที่ยวคนเดียวด้วย Apple Watch Series 5 และ iPhone 11 Pro (รีวิว)

 

เพราะการเก็บกระเป๋าเดินทางคนเดียว ไม่ใช่แค่เพราะโสด เพื่อนไม่คบ เพิ่งอกหัก หรือถูกเทนัดจากเดอะแก๊งเป็นประจำ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การโกอโลน (Go Alone) ก็ทำให้เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยความท้าทายตัวเองเสมอ ขณะที่การเก็บภาพความประทับใจ แม้มีแค่ตัวเองก็ทำไม่ยากอย่างที่คิด ด้วย iPhone และ Apple Watch สองตัวช่วยติดตัวจาก Apple ที่ทำให้ชีวิตเราเหมือนมีคู่หูไปด้วยกันทุกที่

 

ทั้งนี้ หลังจาก Apple ได้ปล่อย iPhone 11 และ iPhone 11 Pro วางจำหน่ายในไทย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา กระแส “iPhone11 ฟีเวอร์” ก็เหมือนจะปกคลุมครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะด้วยยอดจองที่มาแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงเปิดตัว หรือกระทั่งพื้นที่บนโซเชียลของหลาย ๆ คน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งถูกแบ่งให้กับภาพ iPhone เครื่องใหม่ของบรรรดาเพื่อน ๆ ในโซเชียลที่นำมาอวดโฉมกันหลากสีสัน ไม่ว่าจะเป็น iPhone 11 กับ 6 สีสวย ๆ โทนพาสเทล ทั้ง ม่วง, เขียว, เหลือง, แดง PRODUCT(RED), ขาว และดำ หรือ iPhone 11 Pro ที่ครั้งนี้ ด้านหลังเป็นแบบด้าน 4 สี ได้แก่ สีทอง, สีเขียวมิดไนท์กรีน, สีเงิน และสีเทาสเปซเกรย์ ขณะที่ภายหลังเปิดตัว iPhone เพียงอาทิตย์เดียว Apple Watch Series 5 ก็วางจำหน่ายในไทยตามมาติด ๆ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ด้วยความโดดเด่นเรื่องความหลายหลายของวัสดุตัวเรือน และจอ Retina แบบติดตลอดเวลา ทำให้การดูเวลาเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเดิมไฮไลต์ใหม่ของ Apple Watch Series 5 คลิก! )

 

 

เทคนิคถ่ายภาพตัวเองด้วย iPhone และ Apple Watch

 

อย่างไรก็ตาม แม้ iPhone และ Apple Watch จะมาถึงเจเนอเรชันล่าสุดแล้ว แต่หลายคนยังไม่รู้กันว่า นอกจากการเชื่อมต่อข้อมูลด้านสุขภาพและความบันเทิง Apple Watch กับ iPhone ยังสามารถเชื่อมต่อการทำงาน เพื่อใช้ถ่ายภาพระยะไกลได้ตั้งแต่ iPhone 6s ที่ใช้ iOS 13  ขึ้นไป และตั้งแต่ Apple Watch Series 1 ที่ใช้ watchOS 6.1 ขึ้นไป ซึ่งภายหลังจากจับคู่อุปกรณ์แล้ว ( วิธีจับคู่อุปกรณ์ คลิก! ) วิธีถ่ายรูปตัวเองด้วย iPhone และ Apple Watch ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยขั้นตอน ดังนี้…

 

  1. ติดตั้ง iPhone กับขาตั้งกล้อง และหันมุมกล้องที่เราต้องการ
  2. เปิดใช้งานกล้องบน Apple Watch ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อแล้ว หน้าจอ Apple Watch จะแสดงภาพจากกล้อง iPhone จากนั้นหากต้องการตั้งค่าถ่ายภาพเพิ่มเติม ก็สามารถจัดการได้ผ่าน iPhone
  3. กดชัตเตอร์ถ่ายภาพบน Apple Watch เมื่อได้จังหวะที่พอใจ ซึ่งเราสามารถแตะโฟกัสวัตถุที่เราต้องการ และสามารถตั้งเวลา 3 วินาที เพื่อถ่ายภาพผ่าน Apple Watch ได้ด้วย

 

ตัวอย่างการติดตั้ง iPhone กับขาตั้งกล้อง และการแสดงผลบนจอ Apple Watch

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + โหมดถ่ายภาพบุคคล (ผ่านการปรับแต่งสีเพื่อความสวยงาม)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ (ผ่านการปรับแต่งสีเพื่อความสวยงาม)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ (ผ่านการปรับแต่งสีเพื่อความสวยงาม)

 

ถือเป็นอีกเทคนิคถ่ายภาพ สำหรับใครที่ชอบการเดินทางคนเดียว นอกเหนือจากการเซลฟี่ตัวเองล้วนๆ ทั้งนี้ สำหรับ iPhone ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น iPhone 11 หรือ iPhone 11 Pro นอกจากจะมาพร้อมไฮไลต์เด็ดกับครั้งแรกของกล้องอัลตร้าไวด์บน iPhone ที่ให้มุมมองภาพกว้างขึ้น 4 เท่า การกลับมาครั้งนี้ยังมีฟีเจอร์การใช้งานที่น่าสนใจอีกหลายอย่างเช่นกัน จะมีอะไรอีกบ้างนั้น เราจะมาบอกเล่าให้ฟังผ่านการรีวิวด้านล่างนี้…

 

 

รีวิว iPhone 11 & iPhone 11 Pro

 

ภาพรวมภายนอกของ iPhone รอบนี้ คงต้องบอกว่า นอกจากกล้องใหม่และสีสันที่มีให้เลือกเยอะขึ้น ทั้ง iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ยังคงมีความคล้ายคลึงกับรุ่นก่อน ไม่ว่าจะด้วยน้ำหนักหรือขนาดจอ

 

iPhone 11  : หน้าจอ Liquid Retina 6.1 นิ้ว
iPhone 11 Pro : หน้าจอ Super Retina XDR ขนาด 5.8 นิ้ว
iPhone 11 Pro Max : หน้าจอ Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้ว

 

เปรียบเทียบคุณสมบัติภาพรวมของ iPhone 11 Pro และ iPhone 11

 

 

ความเร็วและแบตเตอรี่

 

สำหรับ iPhone รุ่นนี้ มากับคุณสมบัติเรื่องการประหยัดพลังงานและการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น จากประสิทธิภาพของชิปใหม่อย่าง A13 Bionic ที่ว่ากันว่าเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน ทั้งยังมี CPU และ GPU ที่เร็วกว่าชิป A12 รุ่นก่อน 20% เมื่อทำงานร่วมกับ iOS 13 จึงทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งเรื่องของความลื่นและการประหยัดพลังงานกว่ารุ่นก่อน ๆ เริ่มตั้งแต่การสแกน ID Face ปลดล็อคเครื่องที่เร็วกว่าเดิม 30% ไปจนถึงความอึดของแบตเตอรี่ที่ใช้งานระหว่างวันได้ยาวนานขึ้นจากรุ่นก่อน

 

ซึ่งจากการใช้งานระหว่างท่องเที่ยว ทั้งฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต และถ่ายภาพตลอดวัน พบว่า iPhone 11 Pro ต่อการชาร์จ 1 รอบ สามารถใช้งานได้ยาวนาน 9-10 ชม. ขณะที่หากเปิดโหมดพลังงานต่ำจะทำให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่า iPhone Xs ในรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือในกล่อง iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ได้ให้สายชาร์จเร็ว 18W มาด้วย ทำให้เวลาชาร์จสั้นลง แค่เพียง 1 ชม. แบตเตอรี่ก็เพียงพอต่อกันใช้งานแบบเหลือ ๆ มากกว่า 80% ขณะที่หากเป็นการใช้งานทั่วไปในระหว่างวัน เช่น เช็คอีเมล หรือเล่นโซเชียล iPhone 11 Pro สามารถใช้งานได้ 11-12 ชม. ยิ่งเมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงานต่ำร่วมด้วยแล้ว จึงหมดห่วงเรื่องแบตหมดก่อนเข้านอนได้เลย

 

 

สรุปการใช้งานแบตเตอรี่

  • แบตเตอรี่ iPhone 11 ใช้งานได้นานกว่า iPhone Xr สูงสุด 1 ชม.
  • แบตเตอรี่ iPhone 11 Pro ใช้งานได้นานกว่า iPhone Xs สูงสุดประมาณ 4 ชม.
  • แบตเตอรี่ iPhone 11 Pro Max ใช้งานได้นานกว่า iPhone Xs Max สูงสุด 5 ชม.
    ( iPhone 11 Pro Max ถือเป็นรุ่นที่ใช้งานได้ยาวนานที่สุดที่เคยมาของ iPhone )

 

กันน้ำ

 

นอกจากจะกันน้ำดีขึ้นแล้ว ด้วยคุณสมบัติกันน้ำระดับ IP68 ทำให้ iPhone รุุ่นนี้ ทนน้ำลึกได้ ที่ระดับ 2 เมตร นาน 30 นาที สำหรับ iPhone 11 ขณะที่ iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max สามารถกันน้ำได้ลึกได้ถึง 4 เมตร ไม่เกิน 30 นาที

 

 

กล้องใหม่

 

ไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ หนีไม่พ้นครั้งแรกของกล้องอัลตร้าไวด์บน iPhone นอกจากนี้ยังมาพร้อมความดีงามอื่น ๆ ที่ผสานไปกับความสามารถจาก iOS 13 ทำให้ iPhone รุ่นนี้คล่องตัวและตอบโจทย์ต่อการใช้งานมากขึ้น แบ่งเป็นความน่าสนใจต่าง ๆ ได้ ดังนี้…

 

  • ครั้งแรกของ iPhone กับ “กล้องอัลตร้าไวด์” ให้มุมมองกว้างกว่าเดิม 4 เท่า (New!)
  • เลือกภาพถ่ายในอัตราส่วนต่าง ๆ ได้แล้ว ทั้ง จตุรัส, 4:3 และ 16:9 (New!)
  • Night Mode อัตโนมัติปรับแสงให้ทันที (New!)
  • โหมดภาพถ่ายบุคคล จัดแสงสตูดิโอ และปรับแก้ไขความชัดตื้นภายหลังได้ดีขึ้น
  • สโลโมชันกล้องหน้าได้แล้ว (New!)
  • QuickTake ถ่ายรูป(ต่อเนื่อง)สลับบันทึกวิดีโอได้รวดเร็ว (New!)

 

● ครั้งแรกของ iPhone กับ “กล้องอัลตร้าไวด์” ให้มุมมองกว้างกว่าเดิม 4 เท่า (New!)

 

สำหรับการกลับมาของ iPhone ครั้งนี้ มากับกล้องความะเอียด 12 MP สามารถถ่ายวิดีโอ 4K สูงสุด 60 fps ได้ทั้งกล้องหน้า-หลัง อีกทั้งเป็นครั้งแรกของกล้องอัลตร้าไวด์บน iPhone ที่ทำให้ได้ภาพมุมมองกว่าขึ้น 4 เท่า ไม่ว่าจะเป็น iPhone 11 ที่มากับกล้องคู่ ไวด์ และ อัลตร้าไวด์ ขณะที่ iPhone 11 Pro มีถึง 3 กล้อง โดยเพิ่ม กล้องเทเลโฟโต้ เข้ามา ซึ่งระหว่างใช้งาน ผู้ใช้สามารถเห็นมุมมองของภาพได้ทั้งไวด์และอัลตร้าไวด์พร้อมกัน เรียกว่าเอาอยู่ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะในพื้นที่กว้างหรือพื้นที่จำกัดที่กล้องธรรมดาเก็บไม่หมด โดยหน้าที่ของกล้องแต่ละตัวมากับความสามารถที่แตกต่างกันไป…

 

กล้องไวด์ (กล้องหลัก) 22 mm รูรับรู้แสง f/1.8 ช่วยเรื่องความคมชัดและทำให้ออโต้โฟกัสเร็วขึ้น 3 เท่า
กล้องอัลต้ราไวด์ ขนาด 13 mm รูรับรู้แสง f/2.4 ช่วยให้เก็บภาพได้มุมมองกว้างขึ้น 4 เท่า แม้อยู่ในพื้นที่จำกัด
กล้องเทเลโฟโต้ ขนาด 52 mm รูรับรู้แสง f/2.0 ช่วยในการถ่ายภาพระยะไกลและความชัดตื้นของวัตถุ ทำให้มีช่วงซูมแบบออปติคอลรวมกันถึง 4 เท่า iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จึงสามารถซูมได้สูงสุด 10 เท่า แบบดิจิตอล ขณะที่ iPhone 11 ซึ่งไม่มีกล้องเทเลโฟโต้ สามารถซูมออปติคอลได้ 2 เท่า และสามารถซูมได้สูงสุด 5 เท่า แบบดิจิตอล

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ระยะต่าง ๆ (1x ไวด์, 0.5x อัลตร้าไวด์, 2x เทเลโฟโต้)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ (พื้นที่กว้าง) + ปรับแต่งสี

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ (พื้นที่จำกัด) + ปรับแต่งสี

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ (ระยะประชิด) + ปรับแต่งสี

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ (พื้นที่กว้าง) + ปรับแต่งสี

 

●  เลือกภาพถ่ายในอัตราส่วนต่าง ๆ ได้แล้ว ทั้ง จตุรัส, 4:3 และ 16:9 (New!)

 

เรียกว่าเป็นสิ่งที่สาวก iPhone รอคอยกันมานาน โดยใน iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max รุ่นล่าสุดนี้ สามารถเลือกสเกลภาพถ่ายได้แล้ว ทั้ง แบบจตุรัส, 4:3 และ 16:9 ใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพลงสตอรี่ในโซเชียลมีเดียจึงหมดกังวลเรื่องภาพจะแตก หากต้องขยายภาพ 4:3 เป็น 16:9 เพราะแค่แตะลูกศรด้านบนจอ เมนูการปรับค่ากล้องต่าง ๆ ทั้ง 6 เมนูทั้ง แฟลช, โหมดกลางคืน, Live, นาฬิกาจับเวลา, ฟีลเตอร์สีต่าง ๆ ไปจนถึงการเลือกอัตราส่วนภาพ ก็จะปรากฏขึ้นรองรับต่อการใช้งาน

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลต้าไวด์ + 16:9

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + เทเลโฟโต้ + 16:9

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ + 16:9

 

● Night Mode อัตโนมัติปรับแสงให้ทันที (New!) 

 

สภาวะแสงน้อยค่อนข้างเป็นอะไรที่ปราบเซียนกล้องหลาย ๆ รุ่น ซึ่งสำหรับ iPhone รุ่นนี้มากับ Night Mode อัจฉริยะ โดยจะเปิดใช้งานทันทีตั้งแต่เปิดกล้อง เมื่อเจอสภาพแสงน้อย ทำให้ได้ภาพที่สว่างขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดนอยด์ได้ดีกว่าเดิมในมาตรฐานของ iPhone

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ 0.5x + ไม่ได้เปิดโหมดกลางคืน (No-Night Mode)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + ซูม 1.2x + เปิดโหมดกลางคืน (Night Mode)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลต้ราไวด์ + โหมดกลางคืน (Night Mode)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลต้ราไวด์ + โหมดกลางคืน (Night Mode)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลต้ราไวด์ + โหมดกลางคืน (Night Mode)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลต้ราไวด์

 

● โหมดภาพถ่ายบุคคล สามารถปรับแสงและปรับแก้ไขภาพภายหลังได้ดีขึ้น

 

โหมดภาพถ่ายบุคคล (Portrait Mode) เป็นตัวช่วยหนึ่งให้การถ่ายภาพบุคคลหรือวัตถุต่าง ๆ บน iPhone มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพราะไม่เพียงจะสามารถเลือกปรับแสงสตูดิโอ ทั้ง 6 แบบได้ (แสงไฟธรรมชาติ, แสงไฟสตูดิโอ, แสงไฟคอนทัวร์, แสงไฟเวที, แสงไฟเวทีขาวดำ และแสงไฟขาวดำไฮคีย์) แต่ด้วยความสามารถบน iOS 13 ทำให้เราเลือกปรับ f หรือ ระยะชัดตื้นได้ ซึ่งหากไม่พอใจ เมื่อถ่ายเสร็จก็สามารถปรับแก้ไขภาพได้ภายหลังได้ 16 อย่าง ทั้งการปรับแบบอัตโนมัติ, การเปิดรับแสง, แสงไฟรอบ ๆ, ไฮไลต์, เงา, ความต่างระดับสี, ความสว่าง, จุดดำ, ความอิ่มของสี, ความสด, โทนสี, ย้อมสี, ความคมชัด, ความละเอียด, ลดนอยซ์ และขอบจาง ไม่ว่าจะได้ภาพแบบไหนก็สามารถปรับภาพให้ได้ดั่งใจบนกล้อง iPhone

 

หน้าจอปรับแต่งภาพต่าง ๆ : การปรับระยะชัดตื้น (f), แสงสตูดิโอ, แก้ไขภาพเพิ่มเติม และฟีลเตอร์ (ซ้าย-ขวา)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + โหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait Mode)

 

● สโลโมชันกล้องหน้า (New!)

 

อีกความแตกต่างที่เพิ่มเข้ามาใน iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max คือสามารถถ่ายสโลโมชั่นกล้องหน้า (Slofie) ได้แล้วเหมือนกล้องหลังที่ความเร็วระดับ 120fps และ 240fps ให้เราสนุกกับการเซลฟี่ตัวเองในรูปแบบวิดีโอสโลโมชันเก๋ ๆ ไม่ต้องคอยพลิกเครื่องถ่ายกล้องหลังอย่างเดียวอีกต่อไป

 

● QuickTake ถ่ายรูป(ต่อเนื่อง)สลับบันทึกวิดีโอได้รวดเร็ว

 

ปิดท้ายด้วยฟีเจอร์ QuickTake ที่ช่วยให้การเก็บภาพช่วงจังหวะสำคัญเป็นไปได้พร้อมกัน ทั้งภาพและวิดีโอด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว โดยความเด็ดของโหมดนี้ นอกจากจะทำให้เราสามารถสลับโหมดการถ่ายภาพทั่วไป, ถ่ายภาพต่อเนื่อง และวิดีโอได้อย่างง่ายดาย เพียงลากปัดขวา (สำหรับถ่ายวิดีโอ) หรือปัดซ้าย (สำหรับถ่ายภาพต่อเนื่อง) แต่ฟีเจอร์นี้ยังทำให้เราสามารถถ่ายภาพขณะบันทึกวิดีโอได้พร้อมกัน เพียงกดปุ่มขวาสีขาวในหน้าจอของโหมดถ่ายวีดีโอที่จะปรากฏหลังบันทึก เท่านี้เราก็สามารถเก็บภาพช่วงเวลาสำคัญได้พร้อมกับวิดีโอโมเมนต์ดี ๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

หน้าจอโหมด QuickTake ขณะถ่ายวีดีโอ (กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์)

 

“ภาพถ่าย” จากหน้าจอโหมด QuickTake ขณะถ่ายวีดีโอ (กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์)

 

สรุป

เรียกได้ว่า การกลับมาของ iPhone ครั้งนี้มาพร้อมความคุ้มค่าที่สัมผัสได้ตั้งแต่รุ่นเล็กอย่าง iPhone 11 ซึ่งไม่เพียงมากับสีสันให้เลือกเพลิน ๆ 6 สี แต่ยังมากับความสามารถที่เพียงพอและเหลือเฟือต่อการใช้งานมาก ทั้งยังมีราคาที่เป็นมิตร โดย iPhone 11 มีเริ่มต้นเพียง 24,900 บาท ขณะที่ iPhone 11 Pro ราคาเริ่มต้น 35,900 บาท โดยส่วนต่างหมื่นกว่าบาทนี้ เป็นเหมือนการซื้อความสามารถในเรื่องของการถ่ายภาพซูมจากกล้องเทเลโฟโต้ รวมถึงแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้นจนสังเกตได้เข้ามา ซึ่งหากใครต้องการมือถือที่มีครบทุกฟังก์ชัน พร้อมปริมาณแบตที่มากขึ้น iPhone 11 Pro ถือเป็นตัวเลือกที่กะทัดรัดถนัดมือ ขณะที่หากใครต้องการมือถือที่มีแบตอึดบนหน้าจอใหญ่จุใจ iPhone 11 Pro Max คือคำตอบของทุกคนแบบไม่ต้องสงสัย

 

ข้อดี

– คุ้มค่า ราคาถูกลง ฟีเจอร์ครบครันขึ้น
– ตัวเครื่องมีสีให้เลือกเยอะขึ้น
– คุณภาพกล้องใกล้เคียงกันหมด ทั้ง iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ต่างกันแค่รุ่น Pro มีกล้องเทเลโฟโต้เพิ่มเข้ามาช่วยเรื่องการซูม
– กล้องใหม่สามารถเลือกขนาดภาพถ่ายได้แล้ว ได้แก่ จตุรัส, 4:3 และ 16:9
– โหมดภาพถ่ายบุคคล ทำได้ดีขึ้น
– ฟีเจอร์แก้ไขภาพภายหลังยังทำได้ดีเหมือนเดิม
ระบบเสียงเซอร์ราวนด์ Dolby Atmos ให้เสียงมีมิติสมจริงเหมือนเดิม
– แบตอึด ประหยัดพลังงานกว่ารุ่นก่อน ๆ
–  iPhone รุ่นแรกที่ถ่ายภาพมุมกว้างได้แล้ว
– รุ่น Pro แถมสายชาร์จ 18W มาให้
– Wi-Fi 6 ช่วยให้ดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น

 

ข้อสังเกต

– การถ่ายภาพที่มืดในบางสภาวะ Night Mode ทำงานได้ไม่ครบทุกเลนส์
– การถ่ายภาพกล้องหน้าปรับระยะได้ 2 ระดับเท่านั้น
– การถ่ายวิดีโอกล้องหน้าไม่สามารถปรับระยะอื่นได้
– แม้จะถ่ายภาพในที่มืดได้ดีขึ้น แต่ความละเอียดยังไม่สมบูรณ์พอ
– ภาพถ่ายออกไปทางโทนหลืองมากกว่ารุ่น iPhone Xs นิดหน่อย แต่ไม่น่าเกียจ
– โหมดพลังงานต่ำช่วยประหยัดแบตได้มาก แต่จะต้องเปิดใหม่ทุกครั้งที่ชาร์จเต็ม
– iPhone 11 ไม่มีสายชาร์จ 18W ต้องซื้อแยก
– กระจกหน้าจอยังเป็นรอยง่ายเหมือนเดิม
– ฝุ่นเกาะขอบกล้องหลังง่ายมาก ต้องหมั่นทำความละอาด
– แม้จะรองรับ 2 ซิม แต่เป็นแบบ Nano-SIM กับ eSIM ซึ่งการเปิดใช้ eSIM จะต้องดำเนินการติดต่อกับผู้ให้บริการเครือข่ายก่อนใช้งาน
– ยังไม่รองรับ 5G

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPhone 11 Pro

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + ไวด์ (ซ้าย) และ กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์ (ขวา)

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + โหมดภาพถ่ายพาโนราม่า + ปรับแต่งสี

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์

 

กล้องหลัง iPhone 11 Pro + อัลตร้าไวด์

 


ติดตามความเคลื่อนไหวของ OK! Magazine Thailand ได้ที่…

Website : www.okmagazine-thai.com
Instagram : @okmagazinethailand
Facebook : @okmagthailand
Twitter : @okthailand

 

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

“10 เส้นทาง เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ” แคมเปญอิ่มบุญจาก ททท.

“10 เส้นทาง เที่ยววัดใกล้กรุง สะสมแต้มบุญอิ่มใจ” แคมเปญอิ่มบุญจาก ททท.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายหลังเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ [...]

READ MORE
เที่ยวภูเก็ตแพงจริงหรือ? ค้นหาคำตอบได้จากงาน Unseen Kamala presents Disaya Vacationist

เที่ยวภูเก็ตแพงจริงหรือ? ค้นหาคำตอบได้จากงาน Unseen Kamala presents Disaya Vacationist

เที่ยวภูเก็ตน่ะแพง! เป็นคำพูดที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆ แต่ถ้ามองกันดีๆ เราอาจะจะลืมคิดไปว่าภูเก็ตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับเวิล์ดเดสติเนชั่นที่ผู้คนทั่วโลกอยากจะมาสัมผัส [...]

READ MORE