เปิดบ้าน เจ ปิ่น วรรธนะสิน และล้วงลึกเรื่องราวส่วนตัวของสามลูกชายสุดฮอต

เปิดบ้าน เจ ปิ่น วรรธนะสิน และล้วงลึกเรื่องราวส่วนตัวของสามลูกชายสุดฮอต

เกือบ 30 ปีที่เจ เจตริน วรรธนะสิน ยืนหนึ่งในฐานะคิงออฟแดนซ์ของเมืองไทย ทุกจังหวะชีวิตของเขาล้วนถูกจับตามองทุกฝีก้าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงาน เรื่องส่วนตัว และเรื่องความรัก ผ่านมาจนวันนี้ครอบครัวของเจตริน วรรธนะสิน ก็ยังยืนหนึ่งในฐานะบ้านสุดป๊อปปูลาร์ที่มีสาวๆ มาขอสมัครเป็นลูกสะใภ้ของพ่อเจและแม่ปิ่น (เก็จมณี วรรธนะสิน) กันทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นเพราะลูกชายทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย จินเจษฎ์, เจ้าขุน จักรภัทร และ เจ้าสมุทร จักร วรรธนะสิน ล้วนหล่อครบสูตร ขึ้นแท่นหนุ่มฮอตที่น่าจับตามอง และเมื่อครั้งนี้ OK! ได้มีโอกาสมาเปิดบ้านของครอบครัวที่ใครหลายๆ คนแอบปลื้ม เราจึงไม่พลาดที่จะขยับเข้าใกล้และเปิดความเป็นส่วนตัวของพวกเขาทุกคนมาให้แฟนๆ ได้รู้จักกันมากขึ้น

 

จริงๆ คุณเองก็มีบ้านของตัวเองมาก่อนหน้านี้ แต่เพราะอะไรถึงตัดสินใจสร้างบ้านใหม่และย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่

ปิ่น: ก่อนจะมาสร้างบ้านหลังนี้เราเคยมีบ้านเป็นของตัวเองมาแล้ว 2 หลัง แต่ว่าอย่างที่เห็นคือครอบครัวเรามีผู้ชาย 4 คนและตัวเท่าเจหมดเลย ก็เลยคิดว่าต้องขยายบริเวณบ้านให้กว้างขึ้น ทุกคนต้องมีสเปซของตัวเอง แล้วอีกหน่อยก็อาจจะต้องมีครอบครัว เราก็เลยดูที่ที่ใหญ่พอที่จะอยู่กันได้ครบอย่างสบาย มีสระว่ายน้ำ มีกิจกรรมในบ้านที่ทำแล้วมีความสุขโดยไม่ต้องออกไปไหน เจก็เลยชวนกันมาดูที่ตรงนี้ แล้วออกแบบกันเอง เจเขามีคอนเซ็ปต์ว่าอยากจะให้เห็นกันหมด แต่ก็มีพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน และมีสระว่ายน้ำอยู่ตรงกลาง เวลาใครทำอะไรก็จะได้เล่นด้วยกันได้ นอกจากนี้ยังมีห้องนั่งเล่นที่เป็นที่รวมของทุกคน อีกอย่างบ้านนี้ก็เป็นนักกีฬาด้วยเลยต้องมีห้องยิม และห้องเก็บรถส่วนตัวของเจที่เขาก็อยากจะโชว์ของเล่นอะไรของเขา ไม่ว่าจะเป็นเจ็ตสกี, มอเตอร์ไซค์, หรือรถ

เจ: ผมสังเกตว่าครอบครัวเราจะมีความสนุกมากเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือไปตามเกาะ ตามทะเล เวลาไปพักรีสอร์ท สวยๆ แถวหัวหิน, ภูเก็ต หรือสมุย เรามีความสุขมาก นั่นแสดงว่าทุกคนชอบบ้านที่เป็นรีสอร์ท มีห้องนั่งเล่น, ล็อบบี้, ห้องพักแต่ละคน, สระว่ายน้ำ, ที่พัตกอล์ฟ, สนามหญ้าที่ไม่ต้องกว้าง เพราะไม่ค่อยได้เดินกันมาก แต่ก็พอมีความเป็นสวนบ้าง นอกจากนี้ตามรีสอร์ทก็จะมีห้องเพลย์รูม เป็นห้องสำหรับไว้เล่นเกม, ร้องเพลง, เล่นดนตรีที่เป็นห้องกึ่งบาร์, ยิมออกกำลังกาย, โรงจอดรถ, มีห้องเก็บรถ ฟังก์ชั่นเหล่านี้มันสนุก พอทำบ้านแบบนี้ก็ทำให้ที่นี่มีชีวิตชีวามาก และหลังจากที่อยู่บ้านหลังนี้มาเกือบ 2 ปีก็พบว่าบ้านเราไม่นิ่ง ไม่เหงา บางคนมองว่าตอนที่ลูกๆ ไปเรียนต่างประเทศ แล้วผมกับปิ่นอยู่กัน 2 คนคงจะเหงา แต่ด้วยความที่ฟังก์ชั่นมันตอบโจทย์หลายอย่าง เช่น นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นกว้างๆ ก็เห็นว่ามีนกมาเกาะตรงนั้น ตรงนี้ แล้วก็มีน้องหมาวิ่งไปมา มีลมเย็นๆ พัดมา มองเห็นบรรยากาศรอบตัว ก็เลย OK!  ไม่ได้รู้สึกเหงาอะไร เรียกว่าบ้านหลังนี้ตรงแบบ ตรงสเป็กกับไลฟ์สไตล์ครอบครัวเจตรินจริงๆ

 

 

 

 

 

สมาชิกในบ้านมีส่วนร่วมในการสร้างบ้านหลังนี้อย่างไรบ้าง

เจ: ตอนที่เราเริ่มออกแบบ ผมวาดแปลนด้วยดินสอลงกระดาษให้กับคนที่ทำโครงสร้างว่าผมต้องการได้บ้านที่เรามองเห็นกันเอง ทุกห้องของบ้านจะหันด้านหลังออกนอกบ้าน เพราะเวลาเราอยู่บ้านก็ต้องการความเป็นส่วนตัวจริงๆ พอออกแบบแล้วก็ถามทุกคนว่าชอบไหม ทุกคนก็ OK! ครั้งนี้เราสร้างพื้นที่ให้คนละ 1 หลังเพื่อให้แต่ละคนมีพื้นที่ของตัวเองด้วย แต่ก็ต้องให้สมาชิกคนอื่นในบ้านสามารถเข้าออกห้องของตัวเองได้เหมือนกัน เแล้วพวกเราจะมีห้องนั่งเล่นไว้รวมตัวกันเป็นเหมือนล็อบบี้หรือเป็นห้องกินข้าว มีโต๊ะ โซฟาให้มานั่งดูทีวีด้วยกัน  นั่งทำกิจกรรมด้วยกัน เราจะอยู่ด้วยกันจนดึกมาก บางทีดึกกว่ายามอีกต่างหาก (หัวเราะ)

ปิ่น: เราออกกฎว่าต้องอยู่ร่วมกันค่ะ ถ้าหิวข้าวก็ต้องมากินที่นี่ ห้ามไปกินที่ห้อง พยายามทำให้ติดเป็นนิสัย เพราะคนสมัยนี้มักจะเป็นแนวต่างคนต่างก็ใช้ชีวิต ติดไอแพด ก็เลยอยากให้มาอยู่ด้วยกันในบางพาร์ทด้วย

 

ส่วนใหญ่ครอบครัวจะอยู่กันที่ห้องนั่งเล่นแล้ว ห้อง Garage Bar  ด้านล่างได้ใช้กันบ่อยไหม

เจ: ใช้บ่อยครับ ห้องนั้นเป็นห้องหลังโรงจอดรถ เราเล่นดนตรีกันที่นั่น แล้วเวลาเพื่อนลูกมาก็จะอยู่ในห้องนี้ซึ่งเสียงดังได้ มีทั้งกลอง, เบส, ลำโพง, ไมค์, กีตาร์ ฯลฯ เป็นเหมือนกิจกรรมของบ้าน เวลาเพื่อนมา เขาก็ท้าดวลกัน เล่นพูลเล่นอะไรไป ด้วยความที่กว่าจะมีบ้านหลังนี้เราเคยมีบ้านมาแล้ว ทำให้มีประสบการณ์เกี่ยวกับฟังก์ชั่นการใช้งานพอสมควร พอมาถึงหลังนี้เลยตั้งใจว่าทุกมุมของบ้านจะต้องได้ใช้ เพราะบ้านบางหลังที่ผ่านมาก็มีบางห้องที่ทำไว้แล้วไม่ได้ใช้

 

มุมไหนของบ้านที่สะท้อนความเป็นตัวของคุณเจและคุณปิ่นบ้าง

เจ: คงเป็นห้องส่วนตัว เพราะห้องของผมจะแบ่งเป็นทั้งห้องนั่งเล่นเล็กๆ ยื่นออกมาสำหรับดูทีวี ส่วนของห้องนอนจะมืด เก็บเสียง ตั้งอยู่ไกลผู้คนจนแทบไม่ค่อยได้ยินอะไร เพราะว่าผมเป็นคนทำงานกลางคืน กลางวันต้องนอนหลับสนิทจนถึงเที่ยง ส่วนห้องปิ่น เขาจะเป็นคนนอนไม่ดึกและพร็อพเขาจะเยอะ

ปิ่น: ด้วยความเป็นผู้หญิงในห้องก็จะมีวอล์กอินคลอเซ็ต มีห้องน้ำที่โล่งสบายเพราะใช้บ่อย และจะมีมุมสัตว์เลี้ยง มีชั้นหนังสือด้วย นอกจากห้องส่วนตัวแล้ว ในบ้านนี้น่าจะเป็นสวนหลังบ้านที่สะท้อนความเป็นตัวเอง เพราะชอบต้นไม้ ผักสวนครัว ผลไม้ ดอกไม้หอมๆ แล้วก็ปลูกต้นกระบองเพชรนิดๆ หน่อยๆ

 

ทุกคนในบ้านต่างก็มีหน้าที่การงานที่ต้องทำกันหลายอย่าง อยากรู้ว่าควอลิตี้ไทม์ของครอบครัวคุณมักจะเป็นช่วงเวลาไหน

ปิ่น: พวกเราจะพร้อมหน้าพร้อมตากันช่วงเวลาที่ไปกินข้าวด้วยกัน ไปทะเลด้วยกัน และเวลามีปัญหา เราจะมารวมตัวแล้วปรึกษากันว่าจะยังไงดี ทางออกคืออะไร เราเป็นครอบครัวที่สนิทกันมาก คุยกันทุกเรื่อง เรื่องยินดีก็จะรีบมาอวดกัน ตื่นเต้นด้วยกัน แต่ถ้ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นก็นัดทุกคนมาคุยกันว่าเราจะทำอย่างไร

 

 

บ้านหลังนี้ดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวามากเวลาที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้า แล้วเวลาที่เด็กๆ ไม่อยู่ คุณพ่อ คุณแม่จัดการความคิดถึงของตัวเองที่มีต่อลูกๆ อย่างไร

เจ: เวลาที่เขาไม่อยู่ บ้านก็จะเงียบๆ หน่อยครับ ช่วง 3-4 วันแรกก็จะเหวอนิดหนึ่ง เพราะเวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า บรรยากาศที่นี่จะคึกคัก แอ็กทีฟ มีเสียงอยู่ตลอดเวลา เฮฮา แต่พอลูกเริ่มกลับไปเรียน จะมีแต่ผมกับปิ่นในบ้าน ตอนนั้นเราก็จะเกาะกลุ่มกันไว้หน่อย เช่น เดี๋ยววันนี้กินข้าวเสร็จ เรามานอนเล่นตรงห้องนั่งเล่นดีกว่า อย่าเพิ่งเข้าห้องเลย เดี๋ยวแยกย้ายแล้วจะเหงา แต่พอผ่านไปสักพักก็จะเริ่มปรับตัวได้ บางเปิดเทอมปิ่นจะเป็นหนัก บางเปิดเทอมผมก็เป็นหนัก บางเปิดเทอมก็รู้สึกว่ารีบๆ ไปเถอะ เพราะซนกันมาก, นอนดึก, ไม่มีระเบียบ, สนุกจัด แต่พอไปแล้วเราก็คิดถึงเขาแหละ (หัวเราะ)

 

ตั้งใจอยู่แล้วไหมว่าต้องส่งลูกไปเรียนต่างประเทศทุกคน

เจ: เรามีความตั้งใจมาตั้งแต่สมัยเขายังเด็กแล้วครับ ตอนนั้นผมก็พยายามเก็บเงินเพื่อให้เรามีสำรองค่าใช้จ่ายในการศึกษาลูก คิดว่าอย่างน้อยต้องให้ลูกเรียนอินเตอร์ เพราะว่าเขาจะได้เรื่องของภาษา แต่พอไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ในไทยก็พบว่า ถ้าเราไม่ได้พูดกับฝรั่ง หรือพูดภาษาอังกฤษกับเขาที่บ้าน เขาก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไร ต้องให้ไปใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน อยู่กับครู กับพนักงานในโรงเรียน อย่างนั้นผมว่าได้ผล แล้วพอดูจากค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่างกัน เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้มากมายขนาดนั้น ถ้าเราขยัน เราหาให้ลูกได้อยู่แล้วในเรื่องการศึกษา แล้วก็คุ้มนะครับ แต่หลักๆ คือเราต้องทำใจในเรื่องต้องห่างกัน เราจะคิดถึงกัน ผมมองว่าการที่ให้ลูกตรงนี้ ไม่มีอะไรที่น่าเสียดายเลย เพราะนี่เป็นสมบัติทางปัญญาที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ดีกว่าให้เขาอยู่กับเรา ติดกับเรา แต่ว่าอาจจะไม่มีประสบการณ์ครับ

 

ทั้งคู่มีวิธีการเลือกโรงเรียนให้น้องอย่างไรบ้าง

เจ: เราต้องดูว่าลูกเราเหมาะกับที่ไหน เนื่องจากครอบครัวเราค่อนข้างจะรักกิจกรรม ดนตรี กีฬาเสียส่วนใหญ่ก็เลยเลือกให้เขาเรียนที่โรงเรียนมิลล์ฟีลด์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เด่นเรื่องนี้ สำหรับการศึกษาก็อยู่ในระดับที่ดี เพราะฉะนั้นได้ครบ เหมาะกับเขา ตอนไปทัวร์โรงเรียน ก็เห็นว่ามีทั้งงานอาร์ต งานสร้าง ฝึกให้เด็กมีความเป็นผู้นำ เด็กก็จะมีความมั่นใจ อีกอย่างตัวโรงเรียนก็ค่อนข้างอยู่ไกลจากลอนดอนด้วย ใช้เวลาเดินทางเข้ามาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ที่นั่นเป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไรทำให้เราไม่สบายใจ  แต่โรงเรียนใหญ่มากเหมือนมหาวิทยาลัยบ้านเรา

ปิ่น: แล้วที่นี่ก็เป็นโรงเรียนรวมหญิงชายด้วย เราอยากให้เขาเรียนโรงเรียนที่เป็นรูปแบบนี้เพราะถ้าอยู่โรงเรียนชายล้วน มันจะเครียดไปค่ะ

 

 

ตอนนี้เจ้านายเพิ่งเรียนจบจากที่นั่นกำลังจะเตรียมตัวต่อมหาวิทยาลัย อยากเรียนต่อทางด้านไหนเป็นพิเศษ

เจ้านาย: ผมกำลังจะเรียนต่อที่ BIMM London เรียนด้านมิวสิคโปรดักชั่นครับ

 

แล้วการไปเรียนต่างประเทศทำให้ทั้ง 3 หนุ่มได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง

เจ้าสมุทร: ผมได้เรียนรู้ว่าความเป็นตัวของตัวเองคืออะไร รู้จักพึ่งพาตัวเอง แล้วก็ฝึกในเรื่องการเข้าสังคม การหาเพื่อน และการเจอสังคมใหม่ๆ ด้วยครับ

เจ้านาย: ผมคิดว่าเราได้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องร่างกายหรือจิตใจ แล้วก็มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างที่น้องบอก เราต้องดูแลตัวเองจริงๆ พึ่งพาคนอื่นไม่ได้ เราโตขึ้นในทุกๆ เดือน ได้เรียนรู้อะไรเร็วกว่าอยู่ที่บ้าน ช่วงแรกๆ ต้องยอมรับว่าตัวเราคุ้นชินกับความสบาย แต่พอไปอยู่โน่นก็เริ่มรู้จักความรับผิดชอบว่าเป็นอย่างไร

 

อยู่ด้วยกัน 3 คนที่โน่น ได้ช่วยเหลือกันอย่างไรบ้าง

เจ้านาย: เราไม่ค่อยช่วยเหลือกันนะครับ เพราะว่าต่างคนต่างอยู่ แต่ก็จะเดินเจอกันในโรงอาหาร เพราะโรงเรียนใหญ่มากครับ

 

การเป็นลูกของพ่อเจและแม่ปิ่นที่ทุกคนต่างรู้จัก ทำให้พวกเรารู้สึกกดดันบ้างไหม

เจ้านาย: จะเรียกกดดันก็ไม่ใช่นะครับ ผมรู้สึกภูมิใจที่เกิดมาเป็นลูกพ่อเจ แม่ปิ่น แต่คนอื่นอาจจะมองว่าถ้าเราทำโน่นทำนี่ คนจะจับตามองไหม ซึ่งถ้าให้ตอบ ผมกลับมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะว่าพ่อแม่เลี้ยงเราให้เหมือนเด็กธรรมดาคนหนึ่ง มีเพื่อนฝูง, ได้เดินเที่ยว, ดูหนัง, เดินห้างฯ และสอนให้เราไม่ลืมตัวก็เลยไม่มีความแตกต่าง และไม่ได้กลัวว่าจะทำอะไรผิด เพราะเราเองก็ทำตามกฎ ทำทุกอย่างให้ถูกที่ถูกเวลาอยู่แล้ว

เจ้าขุน: ซึ่งผมกับเจ้าสมุทรเองก็คิดแบบเดียวกับที่เจ้านายพูดนะครับ

 

 

เรื่องไหนที่พี่น้องทั้งสามคนมักจะคุยกันเสมอ

เจ้าขุน: การเรียน (หัวเราะทั้งสามคน) เพลง

เจ้านาย: จริงๆ คุยกันแบบฮาๆ ครับ ไม่มีสาระ คุยเรื่องตลกๆ บ้าง ดูคลิปขำๆ บ้าง อยู่ด้วยกันแล้วก็มีความสุข ส่วนใหญ่ถ้าเวลาเครียด โดนพ่อแม่ดุ ก็จะคอยตักเตือนกัน

 

แล้วมีเรื่องไหนบ้างที่พี่น้อง 3 คนชอบเหมือนกัน

เจ้านาย: ดนตรีกับกีฬาครับ เราก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป แนวเพลงเราก็ชอบฟังทุกแนว ผมกับเจ้าขุนจะฟังได้หมด แต่เจ้าสมุทรจะชอบฟังแนวโซล ติสท์ๆ หน่อย

เจ้าสมุทร: ผมจะชอบแนวเพลงของ เร็กซ์ ออเรนจ์ เคาน์ตี้ หรือประมาณแดเนียล ซีซาร์ ครับ

เจ้านาย: คนที่ผมอยากจะมีภาพเหมือนเขาด้วยก็คือ จัสติน ทิมเบอร์เลค เพราะว่าเขามีความสามารถที่ครอบคลุมหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเล่นหนัง ร้องเพลง ชีวิตดูมีความสุข มีลูก มีภรรยาที่น่ารักและยังเล่นกอล์ฟด้วย

เจ้าขุน: ส่วนผมจะชอบเอแซพ ร็อคกี้, ทราวิส สก็อตต์  จริงๆ ก็ชอบหลายแนวเหมือนกันนะ

 

เลี้ยงลูกชาย 3 คนไม่ง่ายเลย คุณปิ่นมีเคล็ดลับในการดูแลพวกเขาอย่างไร

ปิ่น: ตั้งแต่แรกเลย เราเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ด้วยความสนุก และเหมือนเป็นเพื่อนกันค่ะ โตมาด้วยกัน เขาก็สอนให้เราเป็นแม่ เราก็สอนให้เขาเป็นลูกที่ดี คิดว่าถ้าทำอะไรด้วยใจ จะไม่รู้สึกเหนื่อย แต่อยากให้พวกเขาโตขึ้นมาเป็นคนที่ดี มีมารยาทความเป็นไทยอย่างที่เราสอนเขามาตลอด ถึงแม้พวกเขาจะเรียนโรงเรียนอินเตอร์ หรือไปเรียนที่ต่างประเทศ แต่สิ่งที่เขาขาดไม่ได้คือความเป็นไทย เคารพนบนอบ, ขอบคุณ, กราบลา เห็นผู้ใหญ่ก็ต้องก้ม ต้องคลาน เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ อีกอย่างหนึ่งต้องเป็นสุภาพบุรุษ การให้เกียรติผู้หญิงสำคัญมาก อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ทุกครอบครัวที่มีลูกชายสอนเรื่องนี้กับเขาเยอะๆ เพราะสังคมปัจจุบันดูเหมือนจะฉาบฉวย รีบเร่ง การแข่งขันสูง ไม่อยากให้ขาดตรงนี้ไป

 

 

ในบ้านนี้หนุ่มคนไหนฮอตที่สุด

ปิ่น: คิดว่าฮอตทุกคนนะคะ แต่จะเป็นคนละแบบ คุณพ่อเขาก็ไม่ได้แพ้ลูกๆ นะ เมื่อก่อนก็จี๊ดเหมือนกัน ลูกๆ  คงไม่แซง (หัวเราะ) แต่เจ้านายจะมีความอบอุ่น ทุ้มนุ่ม ละมุน โรแมนติก, เจ้าขุนมาแนวแรงๆ, ส่วนเจ้าสมุทรจะเป็นส่วนผสมระหว่างเจ้านายกับเจ้าขุน

 

พอจะเดาสเป็กสาวๆ ของลูกชายทั้งสามได้ไหมว่าเป็นแบบไหน

ปิ่น: สเป็กของเจ้านายไม่น่าจะเป็นฝรั่งมาก แต่เจ้าขุนนี่ฝรั่ง บิ๊กบึ้ม (หัวเราะ) แม่ลองเดาดูนะลูก ไม่รู้ถูกหรือเปล่า ส่วนเจ้าสมุทรก็พอๆ กันกับเจ้าขุน แต่พี่ชายจะชอบแบบหวานซ่อนเปรี้ยว ไม่หวานจนเกินไป

เจ้าขุน : แล้วผมคิดว่า สาวในสเป็กของเจ้าสมุทรก็น่าจะเป็นสาวที่ใส่แว่นสายตา อ่านหนังสือเยอะๆ แต่ก็เซ็กซี่นิดๆ แบบที่ไม่แต่งตัวเซ็กซี่ด้วยนะครับ

เจ้านาย: ส่วนสเป็กของขุน ด้วยอายุที่ค่อนข้างไล่เลี่ยกันก็เลยได้คุยกันเรื่องเหล่านี้บ้าง ผมขอเสริมว่าตอนนี้เขาเริ่มหันมาสนใจผู้หญิงไทย สเปกเริ่มมาทางนี้มากขึ้น เพราะเริ่มเข้าใจผู้หญิงไทยมากขึ้นแล้วนะครับ

เจ้าสมุทร: ส่วนเจ้านายเอง ผมว่าเขาน่าจะชอบผู้หญิงไทย น่ารักๆ อายุเท่ากันหรือน้อยกว่า

พี่เจ: พ่อว่าพูดกันมาขนาดนี้ ก็บอกชื่อไปเลยแล้วกันนะ (ทุกคนหัวเราะ)

 

มีวิธีสกรีนสาวๆ ที่จะเข้ามาหาทั้ง 3 หนุ่มอย่างไรบ้าง

ปิ่น: ปิ่นจะเป็นแนวแนะนำมากกว่านะคะว่าเวลาเราเลือกใครที่จะมาอยู่กับเรา ก็น่าจะเป็นคนที่เข้ากับเราได้พอสมควร หรืออะไรที่จะทำให้ปวดหัว ก็เลี่ยงๆ ไหม ปิ่นมักจะพูดว่า ลูกน่าจะอยู่กับคนที่เราหายใจออก ไม่อึดอัด อยู่ด้วยแล้วมีความสุข เขาอาจจะไม่ต้องสวยมาก ไม่ต้องเก่งมากก็ได้

เจ: แนะนำให้พวกเขาคบกับคนที่คุยกันแล้วควรมีพลังบวก ไม่ดึงให้เรารู้สึกดาวน์ลงไป

ปิ่น: เป็นคนที่สนับสนุนกัน ไปไหนไปกัน เหมือนพ่อกับแม่อย่างนี้ เราคบกัน มีแต่ดี มีแต่สนุก และมีแต่สร้างสรรค์อะไรดีๆ ไม่ใช่คบกันแล้วโกรธกัน งอนกัน อย่างนั้นไม่เอา ลูกเขาก็จะฟัง แต่ว่าทำได้หรือเปล่าก็อีกเรื่อง เพราะเขาก็ยังเด็กอยู่ ยังไม่ได้มีแฟนสำหรับจะไปแต่งงาน ส่วนมากเด็กๆ น่าจะต้องเรียนรู้จากการทำผิดพลาด เพราะเขาจะไม่ทำอีก แต่ว่าไม่ผิดพลาดเลยก็ดีนะคะ (หัวเราะ)

 

ให้คำแนะนำเรื่องการดำเนินชีวิตกับลูกชายทั้งสามอย่างไรบ้าง

ปิ่น: ง่ายๆ เลย คิดดี ทำดี และรักดี ทำตอนนี้ให้ดีแล้วต่อไปก็จะดีเอง

เจ: ทำอะไรต้องจริงจัง อย่าทำอะไรที่ทำแล้วเกิดผลไม่ดีกับคนอื่น

ปิ่น: แล้วเราจะให้เขาคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ เช่น เราจะสอนให้ไม่เห็นแก่ตัว ให้เขาลองคิดว่าถ้าทำอย่างนี้จะเกิดผลกับอีกคนหนึ่งอย่างไร เจ้านายเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เขาจะคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ ก่อนที่เขาจะพูด คิด ทำ เขาจะคิดว่าคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร

เจ: สำคัญคือจะต้องไม่คดโกง ทุกคนรู้ว่าผมเน้นตรงนี้มาก ต้องเป็นคนที่ตรงไปตรงมา เพราะถ้าเราเป็นคนไม่ซื่อ ใช้ชีวิตยากแน่นอน เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งที่เขาเห็นมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ (ศาสตราจารย์ เจริญ วรรธนะสิน) จนมาถึงผมที่เป็นพ่อ จนมาแม่ จนมาถึงเขา ตระกูลเราเป็นคนตงฉิน และการที่เราอยู่ในสังคมหรือในระบบการทำงานแล้วไม่โกง เป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีเราก็จะเจออุปสรรคบ้าง อาจจะไปขวางทางใครบ้าง แต่ต้องยืนหยัดไว้เถอะว่าเราต้องซื่อสัตย์

 

 

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณล้วนเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จัก มีวิธีบอกน้องๆ อย่างไรในการรับมือทั้งเสียงชื่นชมและคอมเมนต์แรงๆที่เข้ามาในช่องทางต่างๆ

เจ: ตอนแรกเราก็กังวลเรื่องนี้เหมือนกันนะครับว่าลูกจะรับได้ไหมกับการเป็นบุคคลสาธารณะ แล้วก็จะต้องเจอทุกรูปแบบ คือเจอทั้งพลังบวกและพลังลบที่เข้ามา ถ้าเจอพลังบวกก็ดีไป แต่ถ้าเจอพลังลบล่ะ แต่ปรากฏว่าเขารับมือได้ดี  เพราะลูกๆ เขาเกิดมาในยุค 2000 ที่เติบโตมาพร้อมกับสัญลักษณ์ไลค์กับดิสไลค์ เติบโตมากับสัญลักษณ์ของโซเชียลเน็ตเวิร์ก เติบโตมากับเรื่องของการคอมเมนต์ นักเลงคีย์บอร์ด เกรียนคีย์บอร์ด ไปๆ มาๆ เขารับมือได้ดีกว่าเราอีก เพราะเราเกิดมากับยุค 90 ซึ่งยุคนั้น คนที่เราจะต้องรับมือก็คือนักข่าวและสื่อต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว เราต้องรับมือกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่บ้านเราจะเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องนี้ ถ้าเป็นเพื่อนสนิทผมกับปิ่นที่รักกันจะรู้เลยว่าเวลามีข่าวกอสซิปเล็กน้อย

เราก็จะไม่ใส่ใจ

เจ้าขุน: คือถ้าติเพื่อก่อก็ OK!  ครับ เป็นความคิดเห็น เราก็รับฟังได้

เจ: มีบทความหนึ่งที่เขาเขียนไว้ว่า คนเรามีอยู่ 3 ประเภท ประเภทหนึ่ง คนที่เขาไม่รักเรา คนประเภทนี้อย่าไปเสียเวลาโต้เถียง เมื่อเขาไม่รักเรา จะไปพูดอย่างไร ทะเลาะหรืออธิบายกับเขาอย่างไร ยังไงมันก็ไม่รักเรา ประเภทที่ 2 คนที่รักเรา คนคน นี้เวลาที่เราพูดหรือทำอะไร เขาก็เชื่อใจ มั่นใจ เห็นคุณค่า รู้ว่าเจตนารมณ์ของเราคืออะไร คนที่เขารักเรา ให้เราเก็บรักษาเขาไว้ให้ดี ดูแลพวกเขาให้ดี เพราะว่าคนที่รักเรา อย่างไรเขาก็รักเรา ส่วนประเภทสุดท้ายคือคนที่ไม่สนสี่สนแปดอะไรเลย พวกนี้ไม่ต้องไปสนใจเขา ไม่ต้องไปทุ่มอะไรให้เขา เพราะว่าเขามีโลกของเขา คน 3 ประเภทนี้เราก็เห็นชัดแล้วว่าต้องแคร์ใคร จงยืนหยัดทำเรื่องของเรา มีอุดมการณ์ มีแนวทางของเรา ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าอยากจะให้คนชื่นชม ก็ต้องยึดแนวของตัวเองไว้ และก็แคร์คนกลุ่มนั้นที่รักเราตลอดไป อย่างนั้นจะสบายใจกว่า ซึ่งผมก็สอนเรื่องนี้กับลูกๆ ด้วย

ปิ่น: อีกอย่างที่จะเสริมคือเราจะสอนให้ลูกมีตัวตน รู้จักตัวเอง เพราะจะทำให้เขาไม่รู้สึกเหนื่อยหรืออึดอัดกับการเป็นคนสาธารณะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทุกอย่างก็เป็นตัวเองนี่ล่ะ แต่ก่อนที่ตัวเองจะไม่โดนว่า ไม่โดนคอมเมนต์ ก็ต้องเป็นคนดีให้ได้ ก่อนจะก้าวออกจากบ้าน คุณจะต้องพร้อมแล้ว เพราะคุณจะต้องมีคนมามอง, มาดู, มาสนใจ, มารัก, มาเกลียด, มาบอกว่าทำอย่างนี้ไม่ดี ทำแบบนั้นไม่ถูก แต่ถ้าเราจริงใจ รู้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ และมั่นใจว่าเราเป็นคนดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ใครจะมาทำอะไรเรา เราก็จะมั่นใจ และอาจจะไม่ได้ถูกใจทุกคน แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะไปทำให้ใครรู้สึกแย่

 

มีคำสอนหรือการกระทำไหนของคุณพ่อคุณแม่ที่หนุ่มทั้ง 3 คนรู้สึกชื่นชมและนำมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตบ้าง

เจ้านาย: ไม่ลืมตัวครับ คุณพ่อคุณแม่สอนว่าอย่าลืมว่าใครช่วยคุณมาจนถึงจุดนี้ อย่าลืมว่าคุณมาจากไหน เพราะถ้าวันหนึ่งคุณลืมตัว คุณเหลิงไปจนชีวิตพัง พอหันกลับมา ชีวิตคุณก็ไม่เหลือใครแล้ว เพราะตัวคุณเป็นคนผลักเขาออกไป

เจ้าขุน: ห้ามแย่งของเล่น, ห้ามแย่งของกิน, ห้ามแย่งผู้หญิงครับ ถ้าชอบผู้หญิงคนไหนเหมือนกัน ก็ห้ามแย่งกัน เรื่องอาหาร ใครอยากกินอะไรก็อย่าขโมย เป็นกฎเบสิคตั้งแต่เด็ก

เจ้าสมุทร: ก็เหมือนที่พี่ๆ พูดล่ะครับ (หัวเราะ) แต่ที่จะเสริมคือต้องมีมารยาท ให้น่ารักกับทุกคนเสมอต้นเสมอปลาย ให้เคารพคนทุกคนเหมือนกันไม่ว่าเขาจะแตกต่างจากเราอย่างไร ต้องให้เกียรติและปฏิบัติกับเขาอย่างเท่าเทียมกัน

 

เวลาอยู่กับลูก ระหว่างพ่อเจ กับแม่ปิ่น ใครดุกว่ากัน

เจ้านาย: คุณแม่จะดุถี่กว่าครับ ส่วนคุณพ่อจะดุในเรื่องใหญ่ๆ จะเป็นแบบนานๆ ที แต่มาทีจะมาแบบระเบิดลง (น้องๆ 2 คน พยักหน้าเห็นด้วย)

ปิ่น: เราจะดุกันคนละเรื่องมากกว่านะคะ บางเรื่องปิ่นก็เรื่องมากจริงๆ เช่น กิริยา มารยาท การกินอาหาร เล็บสกปรกต้องตัดเล็บ จะจุกจิก จู้จี้ขี้บ่น แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆ น่าจะเป็นฝั่งพ่อ

เจ: รวมๆ ก็จะเป็นเรื่องการวางตัว เพราะผมเป็นบุคคลสาธารณะมาเกือบจะ 30 ปี เราก็ต้องสอนลูกให้มีมารยาททางสังคมด้วย ผมจะเน้นเรื่องใหญ่ๆ ปลูกฝังวินัย ทำอะไรต้องจริงจัง อย่าเป็นคนเหยาะแหยะ มีความอดทน มุมานะ ขยัน อย่าเย่อหยิ่ง อย่าลืมตัว เรื่องนี้สำคัญมาก ต้องเป็นผู้ชายที่แมนๆ และให้เขาใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างเต็มที่โดยอยู่ในกฎ ระเบียบ วินัย อย่าทำผิดกฎหมาย ผิดกฎข้อบังคับของโรงเรียน หรือผิดกฎศีลธรรมจรรยาที่ดี ตอนเด็กๆ ก็มีตีเขานะครับ ตีมือ ตีก้นพอให้เขาเจ็บ ให้เขากลัว แต่พอโตมา ผมก็ไม่ตีเขานานแล้ว

ปิ่น: แต่ทุกวันนี้ปิ่นยังตีอยู่นะคะ เพียงแต่ทุกคนวิ่งเร็ว เราตีไม่ทัน (หัวเราะ)

 

แล้วน้องๆ กลัวใครมากกว่ากัน

เจ: พวกเขาก็น่าจะกลัวผมนะ เพราะผมเฮี้ยบ ถ้าถึงเวลาผมก็ดุเขาจริงจัง หรือพูดเป็นตลก แต่ฟังแล้วเข้าใจง่าย เช่น บอกเขาว่า นี่คืออาชีพพ่อ ซึ่งมีหน้าที่ต้องสั่งสอนลูก ต้องดุลูกให้อยู่ในระเบียบวินัย เมื่อจำเป็นก็ต้องดุ ลูกจะกลัวผมในลักษณะที่ เฮ้ย ไม่ได้ หัวหน้ามา แต่เขาจะกลัวแม่ก็เหมือนกับแม่เป็นผู้คุ้มครองกฎ เป็นเหมือนครูระเบียบ ทำไมไม่สระผม ทำไมไม่เก็บจาน หรือตื่นนอนไม่เป็นเวลา นัดเบี้ยวไม่ไปโบสถ์ เด็กๆ จะมาแนวเกรงใจแม่ เพราะถ้าแม่โมโหก็จะต้องงอน ลูกก็จะง้อนาน เหนื่อยหน่อย

ปิ่น: แต่ไม่เคยเกินครึ่งวัน เราก็ใจอ่อนแล้วค่ะ (หัวเราะ)

 

 

เร็วๆ นี้คุณเจกำลังจะมีคอนเสิร์ต J adrenaline 360 concert  ด้วย คอนเสิร์ตครั้งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เจ: สิ่งที่น่าสนใจก็คือการเป็นมากกว่าคอนเสิร์ต เป็นลักษณะเหมือนคอนเสิร์ตเจเฟสติวัล เจปาร์ตี้ เป็นครั้งแรกของคอนเสิร์ตที่เราเชิญชวนคนมาพบกับความสนุกที่ไม่ได้ปิดเลย เปิดให้เห็นแขกรับเชิญว่ามีใคร อะไร อย่างไรกันบ้าง อย่างคุณบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์, บอย พีซเมคเกอร์, ฮั่น- อิสริยะ ภัทรมานพ, ชิน- ชินวุฒ อินทรคูสิน ฯลฯ ก็จะมาร่วมแจมกับเราด้วย และยังเป็นครั้งแรกของผมที่จัดคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่กับบริษัท Change Showbiz ของพี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา)  ครั้งนี้จะจัดที่อิมแพคอารีน่า 2 รอบ แล้วเวทีที่เราทำจะเป็นเซ็นเตอร์สเตจ เป็นเวทีกลมอยู่ตรงกลางอิมแพคเลน ไม่ได้มีซ้ายหรือขวา หน้าหรือหลัง คนดูก็จะอยู่รอบทิศ ลักษณะเหมือนปาร์ตี้วงกลม ถ้านึกภาพอิมแพคอารีน่าออก เก้าอี้คนดูจะเอียงเหมือนเกือกม้า แต่นี่เราจะต่อที่นั่งคนดูให้เต็มเลย จะไม่เหมือนใครที่ทำมาเลยในอิมแพคฯ  ทุกคนที่เข้ามาในคอนเสิร์ตจะได้เป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ต คนดูจะนั่งล้อมรอบเป็นวงกลม ต่างคนก็ต่างเห็นกัน ฝั่งโน้นก็เห็นเรา ฝั่งเราก็เห็นเขา แล้วคอนเสิร์ตครั้งนี้ เราจะให้แฟนๆ แต่งตัวในธีมชุดไวท์สปอร์ตตี้สีขาว เพื่อที่ทุกคนจะรู้สึกความสบายในการแต่งตัว เช่น เสื้อยืดขาว, เกาะไหล่สีขาว, สายเดี่ยวขาว, ชุดกีฬาขาว, ผ้าโพกหัวขาว ฯลฯ แล้วเราจะเปลี่ยนสีให้พวกเขาเอง เราจะมีลูกเล่น มีเอฟเฟคต์อะไรให้เขา ส่วนเรื่องโปรดักชั่นของเวทีครั้งนี้ Change Showbiz ทุ่มเทเต็มที่ในเรื่องพื้นของเวทีซึ่งพื้นที่วงกลมจะเป็นจอแอลอีดีหมด อิมพอร์ตจอมา ไฟแผงบนและระบบเสียงเซอร์ราวนด์ 360 องศา บ่อยครั้งที่คนอยู่บนชั้น 3 ของอิมแพคจะบ่นว่าเสียงไม่ตึ้บหรือเสียงไกล แต่ครั้งนี้เสียงจะไปถึง เพราะเวทีอยู่กลาง ลำโพงมาอยู่ตรงกลาง มันกระจายออกไปเพื่อให้เกิดอรรถรสของเสียงที่เข้าไปอยู่ในใจ เพิ่มอะดรีนาลีนของคนดูให้พลุ่งพล่าน ไม่ว่าบัตรล่างสุด 5000, 4000, 3500, 2000, 1500 จะมองเห็นได้ทุกมุม ไม่มีกั๊ก

 

แล้วสมาชิกในครอบครับ อย่างน้องๆ ทั้ง 3 คนจะมาสนุกกับคุณพ่อบนเวทีไหม

เจ: แน่นอนครับ เจ้านาย, เจ้าขุน, เจ้าสมุทร จะมีโชว์ของเขาเลย อย่างเจ้านายจะมีซิงเกิลใหม่แล้วก็จะมีแขกรับเชิญของอย่างของเจ้านายก็คือคนที่โปรดิวซ์เพลงคนละชั้นให้เจ้านายคือทอม (อิศรา กิจนิตย์ชีว์) และโปรดิวเซอร์ที่ทำเพลงให้เจ้านายระดับเทพเลยคือพี่แมว (จิรศักดิ์ ปานพุ่ม) หลังจากนั้นก็มีพาร์ทของเจ้าขุน เขาก็จะมาร้องเพลงซิงเกิลใหม่ของเขาด้วย แล้วก็มีเพลงพิเศษที่เขาตั้งใจจะบอก เจ้าขุนจะจัดซีนของเขาเองว่าอยากจะร้องเพลงช้าเพลงนี้ จัดไฟหล่อๆ  ดีไซน์ซีนของเขาเอง นอกจากนี้ยังมีแขกพิเศษเป็นสาวสวยคนหนึ่งซึ่งยังบอกไม่ได้ ส่วนเจ้าสมุทรเขาก็จะมีพาร์ทของตัวเองโดยที่ครั้งนี้จะไม่ร่วมร้องอะไรกับใคร ครั้งนี้จะมาโชว์ความสามารถทั้งร้องและเต้นของตัวเองในแบบที่คุณจะไม่เคยเห็นเต็มๆ ที่ไหนมาก่อนเลย แล้วขอเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่าช่วงท้ายของคอนเสิร์ตเราจะเป็นเมดเลย์ที่เต้นไม่หยุด 1 ชั่วโมงกว่าๆ ครั้งนี้เรามีธีมว่าไนต์, ผับ, คลับ, บาร์ เรียกว่าเวลาคุณเที่ยวผับยุค 90 คุณจะได้ยินเพลงนี้ตลอด โดยเราจะเชิญเจ้าพ่อเพลงเหล่านี้  เช่น ไท-ธนาวุฒิ ชวธนาวรกุล, อิง-อชิตะปราโมช ณ อยุธยา, หนุ่ม-ยุทธพงษ์ แสงสุวรรณ (หนุ่ม กะลา)  , ปู-อานนท์ สายแสงจันทร์ (ปู แบล็กเฮด) , อ่ำ-อัมรินทร์ นิติพน, เป้-บดินทร์ เจริญราษฎร์ (เป้ วงมายด์) และอาจจะมีเซอร์ไพรส์เพิ่มด้วยมาแจมกัน  เพราะฉะนั้นใครมาดูคอนเสิร์ต  J adrenaline 360 concert ก็คุ้ม ใครพลาดคือเสียดายมาก

 

การที่คุณมีทั้งคอนเสิร์ตใหญ่และมีตารางงานทัวร์ให้ทำอย่างต่อเนื่องตลอดอย่างนี้ มีวิธีสร้างพลังให้ตัวเองให้สนุกไปกับสิ่งที่ต้องทำในทุกๆ วันอย่างไร

เจ: พลังบวกตรงนี้มีทั้งที่ต้องสร้างจากร่างกายและสร้างจากจิตใจ ด้วยความที่ผมมีครอบครัวที่ดี เวลาเครียดอะไร เราก็จะมารวมตัวกัน นั่งพูดคุย ระบาย ช่วยหาวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา ถ้าเราปราศจากความเครียด เราก็มีความสุข ต่อมาคือผมโชคดีที่ได้ทำงานที่ตัวเองรักนั่นคือ ร้องเพลง, จัดกีฬา  และวิธีขจัดความเครียดของผมอีกอย่างคือ ผมได้เล่นกีฬา ดูแลตัวเอง เข้าห้องยิม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวเตร่หรือเที่ยวกลางคืน ไปทำงานก็กลับบ้าน นี่คือสิ่งที่ทำให้เรามีพลังงานบวกในการออกไปทำงานในทุกๆ วันครับ

 

 

อย่างช่วงคอนเสิร์ตนี่คุณปิ่นต้องดูแลคุณเจเพิ่มขึ้นในเรื่องไหนบ้าง 

ปิ่น: ถ้าเป็นช่วงนี้ก็จะมีเตรียมไข่ต้ม ผัก ข้าวไรซ์เบอร์รี่เตรียมไว้ ตอนเช้าพอเจตื่นเช้ามาเข้ายิม เราก็เตรียมอาหาร เตรียมน้ำ มีโปรตีน ถ้าในเรื่องอาหารการกินก็เตรียมตัวอย่างนี้ แต่ว่าถ้าในเรื่องของจิตใจอารมณ์ ก็มาช่วยฟัง ช่วยคิดอย่างที่เจบอก จริงๆ เราดูแลกันในทุกโอกาสมาตลอด เช่น ตอนเขาเป็นนักเจ็ตสกี เราต้องดูแลโภชนาการ หรือว่าสนับสนุนให้เขาซ้อม นอนเร็ว และอาหารการกินต้องดูแลอย่างดีไม่ให้ขาด เพราะไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรี ล้วนใช้พลังงานเยอะ เวลาเขาก็จะไม่เหมือนคนอื่น เวลาที่คนอื่นนอนกัน เจก็ทำงาน จังหวะแบบนี้เราก็แอบงีบก่อน แล้วพอเขากลับมาตี 1-2 ก็มาอุ่นอาหาร นั่งคุยกันสักชั่วโมงหนึ่ง แล้วปิ่นก็ไปนอนต่อ ส่วนเจ พออุณหภูมิความอะเลิร์ตบนเวทีเริ่มลดลงแล้วก็เริ่มเข้านอนได้แล้วตื่นเข้ามาเริ่มวันใหม่ ก็วนไปแบบนี้ค่ะ

เจ: บางทีก็ออกต่างจังหวัด ไปเที่ยวเลย หรือซื้อตั๋วไปญี่ปุ่น ไม่ก็ลงภูเก็ต หรือขับรถไปหัวหิน เราสองคนมีอีกนิสัยที่เหมือนกันคือ ไม่ชอบยึดติด ไม่ชอบให้เวลามากำหนด อย่าตกเป็นทาสของเวลา อยากทำอะไรก็ทำถ้ามันลงตัวได้

ปิ่น: และอีกอย่างหนึ่งที่เราเหมือนกันมากคือกิน บางทีเครียดก็ชวนกันไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน

เจ: เรื่องนี้ครอบครัวเราเป็นกันทุกคนครับ (หัวเราะ)

 

ตอนนี้คุณมีการวางเป้าหมายของครอบครัวไว้อย่างไรบ้าง

เจ: คงเป็นเรื่องลูกๆ ผมอยากให้เขาเจอตัวตนนะครับ ซึ่งพ่อแม่ทุกคนก็คงอยากให้ลูกเจอตัวตนให้เร็วที่สุด ยกตัวอย่าง เราเป็นพ่อ เป็นผู้นำ เราเจอตัวตนตอนอายุเราเริ่มเข้ามัธยมต้นซึ่งเร็วมาก ผมรู้ว่าตัวเองชอบดนตรี ซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียนทุกเย็น ขณะที่เพื่อนเลิกเรียนแล้วไปเตะบอลกัน ผมไม่เคยเตะบอลกับเพื่อนเลย ไม่เคยไปเล่นบาสตัวเหนียวๆ เปียกๆ กลับบ้านกับเพื่อนเลย เราจึงมั่นใจว่ามาสายนี้แน่นอน ซึ่งวันนี้ลูกเราอาจจะเจอตัวเองยังไม่ครบทั้ง 3 คน อาจจะเป็นเจ้านายที่ชัดหน่อย เจ้าขุนกับเจ้าสมุทรเราเริ่มเห็นนิดๆ แล้ว อีกอย่างทุกวันนี้ผมก็ปูพื้นฐานของการทำงานให้พวกเขารู้จักตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะไปถ่ายคิวโฆษณา, ถ่ายคิวละคร, ถ่ายคิวเอ็มวี, ถ่ายสัมภาษณ์ หรือถ่ายแบบ จะต้องรู้ว่าเวลาทำงานร่วมกับคนอื่นต้องทำตัวอย่างไร มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร ต้องตรงเวลา เคารพทีมงาน เข้าใจในงาน ทำการบ้านของงานตรงนั้นมาอย่างดี ที่สำคัญเรื่องเรียน ต้องไม่ทิ้ง เพราะการเรียนสำคัญ เป็นการสะสมสมบัติทางปัญญา มีหลายคนที่อยากเรียนแบบเราแต่เขาไม่สามารถทำได้ ในขณะที่คุณมีโอกาสแล้ว ก็ต้องตั้งใจทำ สอนให้เขาเห็นคุณค่าทุกอย่างสิ่งรอบตัว เงินทองไม่ใช่อะไรที่หามาได้ง่ายๆ ต้องรู้จักการจับจ่ายใช้สอย การใช้ชีวิต การเรียงลำดับชีวิตให้ดี เรื่องแบบนี้สอนวันเดียวไม่ได้ สิ่งที่ผมกับปิ่นทำได้คือทำให้เขาเห็น เวลาผมไปทำงานกลางคืนแล้วตอนลงอินสตาแกรม ผมจะขอบคุณแฟนเพลงทุกเวที และผมจะแท็กชื่อลูกตลอดสังเกตดูได้ ผมไม่ได้แท็กเพื่อจะต้องการยอดไลค์หรือยอดฟอลโลเวอร์ แต่แท็กเพื่อให้ลูกเห็นว่าทำอะไรบ้าง เหนื่อยขนาดไหน ต้องเป็นคนจริงจังขนาดไหนกว่าจะมามีวันนี้

ปิ่น: เราทำให้ลูกเราเห็นมาตลอดและเป็นอย่างนี้มา 10-20 ปีแล้วค่ะ แล้วเขาก็รับรู้ในสิ่งที่เราพยายามสอนเขามาตลอด

 

………………………………………………………………………………………………………………..

OK! Issue 316 (August 2019)

นายแบบ:  เจตริน,จินเจษฎ์,จักรภัทร และจักร วรรธนะสิน

นางแบบ: เก็จมณี วรรธนะสิน

เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า: Club21 Men, Christian Louboutin,  Emporio Armani, Givenchy, Milin,Vatanika, Cherdchai_Club

สไตลิสต์: ศุภะกิจ หุนารักษ์

ผู้ช่วยสไตลิสต์: คุณัชญ์ ดาวมณี, สุธาวัฒน์ ส่องแสง

แต่งหน้า: ทิวากร โสภาอัศวภรณ์

ทำผม:ณัฐกร รังสีมาวงศ์

ช่างภาพ: อิทธิพล พนาสุภน

ผู้ช่วยช่างภาพ: ชลนิธิ สุขอนันตธรรม

สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

โมเมนต์สุดประทับใจในบ้านพักตากอากาศริมทะเลของคุณจิ๊บ อชิรญา อิงคตานุวัฒน์

โมเมนต์สุดประทับใจในบ้านพักตากอากาศริมทะเลของคุณจิ๊บ อชิรญา อิงคตานุวัฒน์

การหาเวลาพักผ่อนคือสิ่งสำคัญดังนั้นคุณจิ๊บ อชิรญา อิงคตานุวัฒน์ เซเลบริตี้สาวเจ้าของ [...]

READ MORE
เปิดบ้านที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์จอม มนุญสินี พร้อมพาชมมุมโปรดสุดใฝ่ฝันของสาวๆ

เปิดบ้านที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์จอม มนุญสินี พร้อมพาชมมุมโปรดสุดใฝ่ฝันของสาวๆ

อีกหนึ่งความภูมิใจของเซเลบริตี้สาวจอม มนุญสินี ฟูตระกูล หุ้นส่วน [...]

READ MORE