มุมมองชีวิตที่สวยงามผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในแบบฉบับของ สู่ขวัญ บูลกุล

มุมมองชีวิตที่สวยงามผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในแบบฉบับของ สู่ขวัญ บูลกุล

ผู้หญิงคนนี้เธอเป็นแบบฉบับที่หลายๆ คน อยากจะเป็น ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องรูปร่าง หน้าตา และสไตล์เท่านั้นที่ได้รับความชื่นชมจากคนรอบข้าง หากแต่ทัศนคติซึ่งอยู่กับความเป็นจริงของ สู่ขวัญ บูลกุล ที่มักจะชอบทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงพลิกไปมองด้านอื่นๆ ด้วยสติสัมปชัญญะ กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายๆ คนชื่นชม ระหว่างคุยกัน เธอย้ำอยู่หลายครั้งว่าชีวิตของคนคนหนึ่งจะมีความสุขหรือไม่มีความสุข น้ำหนักอยู่ที่ทัศนคติของคนคนนั้นสูงมาก เราคุยกันในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน, การใช้ชีวิต, ครอบครัว, การแต่งตัวรวมไปถึงเรื่องการจากลาระหว่างเธอกับคุณพ่อ ผู้ซึ่งสู่ขวัญบอกว่าท่านเปรียบเหมือนแก่นแกนในชีวิตของเธอเลยทีเดียว แม้ว่าเรื่องหลังนี้จะเป็นเรื่องล่าสุดที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่เธอก็ยังมองหาความสวยงามท่ามกลางความโศกเศร้านั้นได้อย่างน่าชื่นชม เธอบอกว่าเมื่อมีอะไรที่ไม่สวยงามเกิดขึ้นในชีวิต ถ้าเรามองให้ดีจะเห็นว่ามีสิ่งสวยงามเกิดขึ้นข้างกัน อยู่ที่เราเท่านั้นที่จะเลือกมองไปที่ความทุกข์หรือแบ่งมามองความสุขบ้าง

 

 

ช่วงนี้เราได้เห็นคุณทำงานเกี่ยวกับ แฟชั่นค่อนข้างบ่อย เมื่อก่อนเคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะมาทางด้านนี้

ไม่เคยคิดเลยค่ะ แต่เป็นคนชอบแฟชั่น ชอบแต่งตัว ชอบของสวยๆ งามๆ มาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีคนสนใจสไตล์ของเราหรือสนใจในสิ่งที่เราชอบ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าคนอื่นจะชอบแบบที่เราชอบด้วย

 

แต่งตัวให้มีความสุขแบบสู่ขวัญต้องเป็นอย่างไร

โชคดีที่ชัดเจนว่าเป็นคนชอบอะไร และก็ไม่ใช่คนหุ่นดีอะไรมากมาย บางอย่างก็ใส่สวย บางอย่างก็ใส่ไม่สวย ดีที่รู้ตัวว่าเราใส่อะไรแล้วเหมาะกับเราก็เลยเลือกที่จะใส่ในสิ่งที่เอื้อกับรูปร่าง แล้วสไตล์เราชัดเจนอยู่แล้วว่าใส่แนวนี้เรามั่นใจ สำหรับสาวๆ ท่านอื่น ขวัญว่าการรู้จักรูปร่างตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกชอบที่ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่รูปร่างอ้วน แต่ใส่เสื้อแขนกุด นุ่งกระโปรงสั้น แล้วเขาก็มีความ รู้สึกว่าเขาน่ารัก นี่คือตัวตนของเขา เขารู้ตัวนะว่าเขาอ้วนแต่ว่าก็ OK! กับการที่เป็นคนอ้วนที่น่ารัก คนกลุ่มนี้จะทัศนคติดี ยิ้มแย้ม แจ่มใส การแต่งตัวเป็นภาษาภาพที่พอคนมองเข้ามาจะรู้ว่าเราเป็นใครในทันที เลยคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตัวสวย แมตช์กันตั้งแต่หัวจรดเท้า เพียงแต่แต่งในสิ่งที่เราจะบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นใคร เช่น การที่ขวัญบอกไปว่าในเรื่องการแต่งตัว เราต้องรู้จักรูปร่างของเราว่าใส่อะไรสวย ไม่สวย ก็เพราะขวัญอาจจะเป็นคนนี้ยบก็ได้ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดในความรู้สึกของขวัญคือกาลเทศะ เราต้องรู้ว่าไปงานไหน ควรแต่งตัวอย่างไร แต่นอกเหนือจากนั้นก็จะไม่เอาตัวเองไปตัดสินคนอื่น เช่น เธอต้องแต่งตัวเรียบๆ เหมือนฉันสิ ถึงจะสวย เพราะทุกคนต่างมีตัวตน มีบุคลิก มีความสุขที่ต่างกัน เสื้อผ้าเป็นเพียงอีกมุมหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของเขาออกมา

 

ส่วนใหญ่สีที่คุณใส่จะเรียบๆ ให้ความรู้สึกเท่ อยากรู้ว่ามีวันที่ใส่ชุดที่เป็นสีสันบ้างไหม

มีอยู่เรื่อยๆ นะคะ แต่ว่าสีที่ชอบก็จะแรงๆ ไปเลย เช่น สีเหลืองจัด เขียวจัด สีช็อคกิ้งพิงค์ ฯลฯ คงจะเป็นสไตล์ว่าเราชอบสีแนวนี้คือ ดำ ขาว หรือสีจัดๆ

 

 

มุมมองในการทำงานของคุณในวันนี้เป็นอย่างไร

ขวัญพยายามเลือกงานที่ทำให้ได้อยู่กับความสุขต่างๆ เช่น ความสุขของเราคือได้อยู่กับคนที่รู้สึกว่าเขาเป็นคนน่ารัก เขามีทัศนคติที่ดี มันเป็นความสุขง่ายๆ เลยกับการที่เรานั่งคุยกับใครแล้วคุยกันสนุก ถูกคอ ทัศนคติของเราและของเขาเป็นประโยชน์ต่อกัน มันก็จะเป็นโมเม้นต์ดีๆ เพราะฉะนั้นงานหรือสิ่งที่ทำ บางทีอาจจะไม่ค่อยเรียกว่างานแต่จะเรียกว่าทำกิจกรรมต่างๆ เพราะบางทีก็ไม่ใช่เรื่องของเงินแล้ว แต่จะเป็นเรื่องที่ขวัญเอ็นจอยอยู่กับกลุ่มนี้หรือว่าคนนี้ หรือของที่เราเข้าไปช่วยสนับสนุนเขาก็ต้องเป็นของที่เราใช้จริงในชีวิต จะได้กล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ จุดแข็งจุดอ่อนเป็นอย่างไร แม้กระทั่งเรื่องการแสดงที่รับก็เพราะรู้สึกว่าบทบาทหลายอย่างที่ได้รับมามีความหมายสำหรับตัวเรา การที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม เป็นบางพาร์ทในภาพยนตร์ บางพาร์ทของซีรีส์นั้นๆ ก็เป็นพาร์ทที่เข้ามาเต็มเติมในการส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้นไปถึงผู้ชม แล้วก็จะเลือกรับในเรื่องราวที่เราเชื่อ เพื่อที่จะได้เล่าให้คนหลายๆ คนได้ยินได้ฟังในสิ่งที่เราเชื่อด้วยเหมือนกัน

 

พูดถึงการแสดง ทราบว่าตอนนี้คุณจะไม่รับบทคุณแม่ที่สูญเสียลูกแล้ว เป็นเพราะอะไร

เพราะขวัญได้ทำอย่างที่สุดแล้วใน Homestay  ซึ่งไม่รู้ทำไมถึงได้รับการติดต่อให้เล่นบทแม่ที่ลูกเสียชีวิต 3-4 เรื่องต่อกันเลย แต่ก็ปฏิเสธไป อีกมุมหนึ่งในความคิดของขวัญคือการแสดงเป็นเรื่องสนุก ไม่อยากทำอะไรซ้ำ ยกเว้นว่าจะมีประเด็นที่มากกว่าสิ่งที่เคยทำมาถึงจะคิดทำอีกที

 

คุณเป็นคนที่บาลานซ์ด้านต่างๆ ของชีวิตได้ดี บอกได้ไหมว่ามีเทคนิคอย่างไร

ขวัญแบ่งไปตามช่วงอายุ อย่างตอนที่เราเริ่มต้นคงเป็นเรื่องของความมั่นคงในชีวิต เป็นเรื่องของความพยายาม เป็นเรื่องของการเต็มที่ในการทำงาน แล้วเมื่อไรก็ตามที่รู้สึกว่าเรามีความมั่งคงแล้ว ชีวิตจะตอบแทนเราด้วยการบอกว่า เราได้ทำในสิ่งที่จำเป็นมามากแล้ว จากนี้อนุญาตให้ทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งก็จะเป็นพาร์ทในชีวิตขวัญตอนนี้ เพราะตั้งแต่เรียนหนังสือจบ ทำงานหนักมาตลอดชีวิต พอมีครอบครัวก็อยากมีลูก ก็เบรกการทำงาน แล้ววางแผนว่าจะอยู่เลี้ยงลูก ไม่ทำอะไรเลย 1 ปี พอครบ 1 ปีก็กลับไปทำงาน แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณงานตามความจำเป็นของลูก ถ้าลูกยังต้องการเรามาก ก็ไม่ทำงานมาก จนลูกเข้าโรงเรียนซึ่งช่วงที่เขาอยู่ในโรงเรียน เราไปทำงานได้ ตั้งแต่เป็นแม่คน ลูกเป็นอับดับหนึ่งเสมอ จากนั้นค่อยเรียงต่อไปว่าเรามีความสุขกับอะไร ก็ทำสิ่งนั้น ซึ่งความสุขในชีวิตเราราคาไม่แพงเลย จึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักมาก เพราะเท่าที่เรามีก็คงจะพอ ดังนั้นเกิดมาแล้วควรได้ใช้ชีวิตจริงๆ ควรได้เห็นโลกอย่างที่ควรจะได้เห็น อาจจะรวมไปถึงการใช้ชีวิตกับผู้คน การเดินทางอะไรแบบนั้นมากกว่า ตัวตนเราจริงๆ แล้วเป็นคนค่อนข้างชอบอยู่เงียบๆ มากกว่าสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนและแสงสี เลยยิ่งชัดเจนในเรื่องของแนวทางว่าอะไรหลายอย่างในชีวิตที่ผ่านมาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะรักษาไว้ก็ได้ ทำให้โฟกัสเรื่องครอบครัวมากขึ้น ลดประเด็นอื่นลง เคยคิดไว้ว่าเราอาจจะทำอะไรตรงนี้กระทั่งถึงอายุ 50 แล้วพอ จากนั้นก็ไปใช้ชีวิตแบบอื่น

 

 

ถ้าอย่างนั้นเคยคิดเล่นๆ ไว้ไหมว่าพออายุถึงเลข 5 แล้ว อยากมีชีวิตแบบไหน

ขวัญชอบใช้ชีวิตเงียบๆ เพราะมีความสุขดีเหมือนกัน ทุกวันนี้ เริ่มไปงานต่างๆ น้อยลง ไปเฉพาะคนที่รู้จัก สนิท กับคนที่เรารักจริงๆ เป็นเพื่อน ครอบครัวของเรา มีความรู้สึกว่าเราชัดเจนว่าสิ่งที่ชอบคืออะไร ขวัญสามารถอยู่คนเดียวได้ทั้งวัน อ่านหนังสือเงียบๆ เวลาเห็นภาพว่าอยากได้อะไรในอนาคต จะเห็นภาพตัวองอยู่เงียบๆ อยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ท่ามกลางธรรมชาติ จะเห็นแต่ภาพนั้นอย่างเดียวเลย

 

นอกจากครอบครัวและการทำงาน แบ่งเวลาไปแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ อย่างไร

ขวัญไม่ค่อยได้ไปค่ะ แต่เพื่อนๆ เขากินข้าวด้วยกันทุกศุกร์  อาจจะเพราะว่าเรามีลูกเลยอยากให้เวลาเขา เพราะปราบ (ปราบ บูลกุล) เป็นลูกคนเดียวด้วย อยากให้เขามีเราอยู่ด้วยตอนกลับบ้าน เรายังให้เวลาลูกเต็มที่ แต่ทุกอย่างกำลังค่อยๆ เปลี่ยน เพราะปราบเองกำลังจะโตเป็นหนุ่ม เขายังต้องการเรา แต่ไม่ได้ต้องการให้นั่งเฝ้าเวลากินข้าวแล้ว เขาอยากพูดคุยกับเราในเรื่องความคิด ทัศนคติและการมองชีวิต การแก้ไขปัญหามากกว่า รวมไปถึงการที่ปราบอาจจะต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศซึ่งอาจจะไปเรียนปี 2021 ตอนนี้เหลือเวลาอีก 1 ปี ถึงเวลานั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าคงเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง เคยคุยกับปราบเหมือนกันว่าหรือว่าแม่จะทำงานแหลกลาญไปเลย เพราะแม่ไม่ต้องเลี้ยงลูกแล้ว สามีก็เข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร อยากทำอะไรก็ทำไปเลย หรืออาจจะไปๆ มาๆ ระหว่างประเทศที่ลูกต้องไปเรียนกับเมืองไทยอะไรแบบนี้ อาจจะเป็นการใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้สรุป

 

น้องปราบมีความเหมือนและความต่างกับคุณในเรื่องไหนบ้าง

พูดยากเหมือนกัน เขาเป็นเด็กผู้ชายอายุจะ 14 แล้ว เข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นอย่างเต็มที่อยู่เหมือนกัน เขามีทัศนคติที่ดี มีความคิดเป็นของเขาเอง และมีความเป็นตัวเองสูงมาก ซึ่งไม่แปลกเพราะพี่โชค (โชคชัย บูลกุล) ก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ขวัญเองก็มี แต่พี่โชคอาจจะมีความเป็นตัวเองสูงแล้วแสดงชัดเจน แต่ขวัญมีความอ่อนนุ่มลงมาหน่อย ซึ่งปราบเขาจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน

 

 

คุณบอกว่าทุกคนในบ้านต่างก็มีตัวตนที่ชัดเจน อย่างนี้จะบาลานซ์การใช้ชีวิตด้วยกันอย่างไร

สำหรับการเลี้ยงลูกที่เขามีตัวตนที่ชัดเจน เวลาจะพูดคุยอะไรกับเขา ต้องเคารพในตัวตนของเขาด้วย อย่าถือว่าเธอเป็นลูกฉัน เธอเด็กกว่า ไม่รู้เรื่องหรอก เรื่องนี้ต้องตัดออกไปเลย เราต้องพูดคุยกับเขาด้วยเหตุผล แล้วเขาจะฟัง กับพี่โชคก็เหมือนกันถ้าเรายอมรับกันและกันว่ามีตัวตนแบบนี้ ให้เกียรติไม่เอาเปรียบ ไม่ทำให้อีกคนหนึ่งเดือดร้อน เราก็อยู่ด้วยกันได้ ขวัญรู้สึกว่าแรกๆ ที่ไปรับงานแสดงเรื่องรัก 7 ปีดี 7 หน ตอน 42.195 ลึกๆ ตอนนั้นคือพี่โชคไม่เห็นด้วย แต่เขาไม่ห้ามเลย แต่ว่าหลังจากที่เขาได้เห็นเนื้อเรื่อง เห็นทุกอย่างเขาก็ยอมรับว่าเออนี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ ขวัญก็เหมือนกัน เช่น เราก็รู้ว่าพี่โชคทำงานหนัก เป็นคนที่ทำงานได้ 7 วันต่ออาทิตย์ ถ้าไม่หลับก็คิดงาน เผลอๆ ตอนหลับอาจจะฝันถึง เราก็ต้องยอมรับ เพราะนี่คือตัวตน คือชีวิต คือคุณค่าในตัวเขา วันแรกที่รู้จักกัน พี่โชคก็เป็นแบบนี้ เขาไม่เคยปกปิดว่าตัวเองเป็นแบบไหน แล้วถ้าเราชอบเขาก็คงต้องรับมันมาทั้งหมด แล้วไม่ต้องบอกเลยว่าพักผ่อนบ้าง เพราะเป็นไปไม่ได้ เขาเกิดมาเพื่อเป็นสิ่งนั้น หรือว่าถ้าจะดึงงานออกจากชีวิตเขา เขาน่าจะเครียดกว่าเดิมอีก เผลอๆ อาจจะป่วยได้เลยนะ

 

คุณโชคนี่เป็นสเป็กของคุณไหม

ไม่เคยมีผู้ชายในสเป็กเลย รู้แต่ว่าไม่เคยชอบคนหล่อ ไม่ได้ปิ๊งคนที่หน้าตา คนหล่อเดินมา เรารู้ว่าคนนี้หล่อจังเลย เท่มาก แต่ในชีวิตจริงจะชอบคนเก่งมากกว่า คนเก่งเป็นคนมีเสน่ห์ ยิ่งตอนที่เขาพูดนี่เสน่ห์มันแรงมาก ขวัญชอบคนที่มีแพสชั่นอะไรมากๆ  ซึ่งคนที่มีแพสชั่นอะไรมากๆ เขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้คนอื่น ยกเว้นมีเวลาให้แพสชั่นของเขา และพี่โชคก็เป็นแบบนั้น ก็ต้องยอมรับ เคยแว่บคิดขึ้นมาเหมือนกันนะว่า ทำไมถึงทำงานทุกวัน ทำตลอดเวลา คุยโทรศัพท์อยู่กับงาน หรือไม่อย่างนั้นก็เล่นกีต้าร์ แล้วเราล่ะ กระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์นั้นประมาณว่าขวัญเหมือนอยากไปดูหนัง แล้วก็พี่โชคที่นอนสะลึมสะลือดูทีวีอยู่ เราก็เลยพูดว่า พี่จะนอนดูทีวีไปเรื่อยๆ แบบนี้เหรอ ไม่เห็นชวนเราไปเที่ยวไหน ไปกินข้าว เสาร์-อาทิตย์ เราก็อยากจะออกไปไหนบ้าง เขาพูดมาคำหนึ่งว่า สำหรับเขา แค่รู้ว่าขวัญอยู่ตรงนี้ มันก็พอแล้วนี่ พอฟังความคิดเขาแล้วมันเติมเต็มความรู้สึกเรา (หัวเราะ) แต่ทุกอย่างย่อมมีความพอดี จากนั้นก็แค่บอกเขาว่าต้องการอะไร แต่ว่าบางทีไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันมันก็มีความสุขดีนะ เรื่องแบบนี้มันปรับได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ส่วนเวลาอื่นๆ เราก็ได้ทำอะไรในแบบที่ตัวเองอยากทำ เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ก็เอ็นจอยกับชีวิตได้เหมือนกันค่ะ

 

เท่าที่คุยกันมาทุกเรื่องจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับทัศคติทั้งนั้น อยากรู้ว่าคุณได้รับทัศนคติดีๆ จากใคร

คงไม่สามารถระบุเป็นคนๆ ได้ แต่ขวัญก็เชื่อว่ามาจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ประสบการณ์ชีวิตที่เราได้เห็น ได้เจอ ได้ฟัง ได้ยินมา ขวัญมีแนวคิดหนึ่งว่าโลกใบนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ ความจริงเป็นสิ่งที่เรารับรู้ได้ยาก แต่ว่าโลกของเราจะมีความสุขหรือไม่มีความสุข น้ำหนักมันอยู่ที่ทัศนคติของคนนั้นสูงมาก เพราะฉะนั้นทำไมเราจะต้องมีทัศนคติที่ไม่ดี เพื่อให้โลกของเราน่าเกลียดด้วย เหมือนกับน้ำที่มีครึ่งแก้ว บางคนมองว่าเหลือน้ำครึ่งแก้ว แต่บางคนบอกว่ามีน้ำตั้งครึ่งแก้ว ก็เหมือนกับเรื่องของขวัญกับคุณโชคว่าการที่เขาทำงานหนักนั้นจะมองว่าเขาไม่มีเวลาให้ก็ได้ หรือจะมองว่าเขาทำงานอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นลูกผู้ชาย ในขณะเดียวกัน เราก็มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการด้วยก็ได้ เลือกเอาเองว่า เราจะมองอย่างนี้ หรือจะนั่งจ้องแต่เวลาที่เราอยากได้ แต่เขาไม่มีให้

 

 

เรามองว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี ถึงตรงนี้ขออนุญาตถามถึงเรื่องคุณพ่อนิดหนึ่งว่า เมื่อถึงวันที่ท่านไม่อยู่กับเราแล้ว รับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

เหตุการณ์นี้เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ยากที่สุดเลย เพราะขวัญเป็นเด็กผู้หญิงที่คุณพ่อเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ตัวตนของเรา 70 % เกิดจากการสร้างของเขา อาจจะด้วยว่าผู้ชายเลี้ยงลูกผู้หญิง วิธีการดูแลเลยไม่ใช่ในรูปแบบที่เปิดประตูห้องนอนเข้ามา แล้วมานอนเล่นด้วยกันบนเตียง หรือนอนกอดกันไปมา แต่ว่าโต๊ะกินข้าวจะเป็นโต๊ะที่เรานั่งด้วยกันแล้วก็คุย พูดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เป็นตัวตนของเรา เป็นความคิดของเรา เชื่อว่ารากฐานมาจากคุณพ่อเลย ซึ่งขวัญเคยบอกได้เลยว่าคุณพ่อเป็นแก่นและเป็นแกนของชีวิตขวัญ แต่คุณพ่อไม่สบายมายาวนานมาก เข้า-ออกโรงพยาบาลมาหลายครั้ง และทุกครั้งที่เข้าโรงพยาบาล เข้าไอซียู เราก็จะคิดว่าถ้าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายมาตลอด เหมือนกับเราเตรียมตัว เตรียมใจมานานมาก แล้วคุณพ่อก็เหมือนกับให้โอกาสเราซ้อมว่าถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น ความรู้สึกจะประมาณไหน เราต้องทำตัวอย่างไร แต่วันหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เราพบว่า ถ้าอยากซ้อม ซ้อมไปเถอะ แต่ถึงอย่างไรมันก็จะเจ็บปวดจริงๆ ขวัญว่าหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตมนุษย์คือพลัดพรากจากคนที่เป็นที่รัก พลัดพรากจากของรักยังไม่เป็นไรค่ะ มีเงินก็ซื้อใหม่ แต่พลัดพรากจากคนที่เรารักแบบที่ฉีกขาดออกจากกันมันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะซ้อมกันแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้เราพร้อมได้หรอก จากหลายๆ อย่างในชีวิตที่เราได้เจอ ได้ผ่าน ได้สัมผัส นี่เป็นเรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ว่าสัจธรรมชีวิตบางอย่าง ไม่สามารถผ่านไปด้วยความฉลาดของสติปัญญา มันจำเป็นต้องผ่านความเจ็บปวดทางจิตใจ แล้วสติปัญญาจะตามมาเอง ถ้าเรามีความคิดที่ถูกต้อง ไม่ทำตัวให้จมดิ่งอยู่ในความทุกข์หรืออะไร ทำความเข้าใจว่านี่แหละเรื่องจริงของชีวิต สิ่งที่มีค่ามากในชีวิตเมื่อจากไปมันเจ็บปวดเสมอ ผ่านมาจนถึงวันนี้ยังมานั่งถามตัวเองว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี่เป็นเรื่องจริงเหรอ ยากนะคะ แต่ขวัญก็บอกลูกว่านี่เป็นสัจธรรมของชีวิต ไม่สามารถจะยกตัวอย่างที่เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจได้ แต่เป็นความเจ็บปวดที่ต้องเรียนรู้และจะผ่านไป แล้วมันจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งไม่แปลกถ้าเราจะเสียใจมาก เพราะว่าเรารักมาก ก็ให้ถือว่านี่แหละเป็นประสบการณ์ของชีวิตอีกเรื่องหนึ่ง เพียงแต่เรื่องความทุกข์ เศร้า เราจะเลือกที่จะจมกับมันหรือจะเลือกให้เป็นพลัง

 

มีนาทีที่จมดิ่งไปไหมคะ

ถ้าเราปล่อย เช่น นั่งอยู่กับบ้านทั้งวัน นั่งมองรูป จมแน่ๆ ค่ะ แต่ในเมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ความเจ็บปวดเกิดขึ้นแล้ว เราจะใช้อย่างไร เป็นเราที่เลือก แต่ในความคิดของขวัญคือถ้ารู้สึกเศร้าก็ต้องเศร้านะคะ เพราะคุณพ่อขวัญคู่ควรที่จะได้รับความเศร้าจากลูกอย่างมากที่สุด ถ้าเราจะร้องไห้ คร่ำครวญ เสียใจ ร้องให้เต็มที่ไปเลย แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า วันนี้ร้องไห้ต่อ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็จะร้องไห้ต่อเหรอ หรือว่าจะอะไร แล้วในฐานะที่เป็นแม่คน ขวัญรู้ว่าเราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อวันหนึ่งปราบจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นขวัญก็เชื่อว่าพ่อของขวัญก็คิดอย่างนั้นว่าตลอด 46 ปีที่ขวัญโตขึ้นมา พ่อขวัญทำทุกอย่าง ทำทุกทาง เพื่อให้เราอยู่ได้ในวันที่ไม่มีเขา ดังนั้นขวัญจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง และตัดสินใจว่า จะทำให้ท่านภูมิใจในตัวเรา ไม่ห่วงเรา ขวัญจะอยู่ได้อย่างสวยงาม หลังจากที่ไม่มีคุณพ่อแล้ว เราเสียใจ แต่สิ่งที่เราจะเลือกเดินทางจากนี้คือหลังจากเสียใจแล้ว จะทำในสิ่งที่ท่านต้องการ และจะทำให้พ่อรู้ว่าพ่อทำสำเร็จ

 

 

คำสอน วิธีคิด การกระทำของพ่อที่คุณนำมาใช้ในทุกวันนี้คืออะไร

สิ่งพวกนี้เป็นเรื่องของการซึมซับมากกว่าคำสอน เพราะสิ่งที่ซึมซับมันจะอยู่ในใจเราแน่น คุณพ่อคุณแม่แยกทางกันทำให้ขวัญอยู่กับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นเราจึงซึมซับตัวตนของคุณพ่อเข้ามาเป็นตัวเราแบบเต็มๆ หลายๆ อย่าง เช่น บางคนจะบอกว่าเราพูดจาดี มีเหตุผล มีหลักการ นี่คือสิ่งเดียวกับที่พ่อเป็นทุกอย่าง มีรูปหนึ่งในอินสตาแกรมที่ขวัญลงไว้แล้วเขียนว่า สังเกตว่าพ่อชอบใส่สูทสีน้ำเงิน ซึ่งเราก็ชอบเหมือนกัน จริงๆ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบก็ได้ แต่เป็นสิ่งที่เราเห็นมาตลอด แล้วก็ซึมซับมันมาแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ใส่ วันนี้พอมองย้อนกลับไป ขวัญไม่สามารถบอกได้ว่าพ่อชอบอะไร ชอบอันไหน แต่สามารถบอกได้แค่ว่าขวัญซึมซับมาจากพ่อเกือบทั้งหมด

ยังจำได้ว่าเลยเวลาแต่งตัวไปทำงาน ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกง เข็มขัด ก็ไม่เคยคิดว่าพ่อจะมอง แต่พ่อสามารถบอกว่าลูกใส่เข็มขัดเส้นนี้ไม่เข้า (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นเราก็ไม่อะไร แค่ว่า พ่อดูขนาดเข็มขัดที่หนูคาดเลยเหรอ จริงๆ เทรนด์แฟชั่นเรียบๆ ก็อาจจะมาจากเขาก็ได้ อีกอย่างหนึ่งที่เราคุยกันตั้งแต่ต้นคือ ขวัญค่อนข้างชัดเจนว่าชอบใช้ชีวิตแบบไหน ที่บอกไปว่า แสง สี สังคม อาจจะไม่ใช่แนวที่บั้นปลายชีวิตที่อยากจะใช้ เพราะเห็นตัวเองอยู่ในบ้านที่เงียบๆ ในธรรมชาติ คิดไปคิดมามันก็คือชีวิตพ่อเราอีก รู้สึกว่านี่คือความสุขในชีวิตที่เราเดินทางเข้าไปหา และถ้าชีวิตหรือตัวเราจะมีดีอะไร ก็ต้องยกเครดิตให้คุณพ่อขวัญแล้ว

 

คิดว่าตัวเองเป็นลูกแบบไหน

ขวัญคิดว่าเราน่าจะเป็นลูกที่ดีกว่านี้ (หัวเราะ) เพราะไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน แต่วันหนึ่งเมื่อเวลามันหมด เราจะรู้สึกว่ายังไม่พอ น่าจะมีเวลามากกว่านี้ น่าจะทำมากกว่านี้ น่าจะอะไรมากกว่านี้ มักจะมีหลายคนบอกว่ามีเวลาอยู่กับพ่อแม่ให้เต็มที่นะ เราก็จะพยายามในระดับหนึ่ง แต่ด้วยความที่เราเองก็มีครอบครัว มีนู่นนี่ในชีวิตที่ต้องทำ พอถึงช่วงกดออดหมดเวลา ก็รู้สึกว่า เราน่าจะทำอย่างนั้น พาเขาไปทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งที่ขวัญพูดมาตลอดคือ เมื่อวันเวลาอยู่ในมือ เมื่อโอกาสยังอยู่ในมือ ให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในมือเราให้ดีที่สุด ให้อีก 5 ปี 10 ปี พอมองย้อนกลับมาในวันนี้จะต้องไม่มีคำว่าเสียใจ แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นกับตัวเองว่า ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะทำนั่นนี่ ให้ดีกว่านี้ จะใช้เวลาให้ดีกว่านี้ ถ้าเมื่อไรที่เราเกิดอาการ “ถ้ารู้อย่างนี้” ก็ไม่เป็นไร ให้เผชิญกับความรู้สึกนั้นเถอะ เราเกิดเป็นมนุษย์ สัมผัสความรู้สึกของมนุษย์ให้มันเต็มที่ มีด้านที่เศร้า เสียใจ ก็ให้เรียนรู้ไปว่านี่แหละพาร์ทหนึ่งของความเป็นมนุษย์

 

 

คติในการดำเนินชีวิตของคุณคืออะไร

ถ้าถามขวัญในปีนี้ที่เดือนสิงหาคมนี้ จะอายุ 46 เต็ม ก็พบว่าเวลาของขวัญก็น้อยลงไปอีก และคิดว่าเรายืนอยู่ในฐานะที่เป็นผู้เลือกแล้ว ขวัญก็จะขอเลือกทำในสิ่งที่มันเดินไปถึงจุดที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เลือกคนที่จะเข้ามาในชีวิต เลือกทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีคุณค่าและมีความหมาย ก็คงแค่นั้น เราใช้ชีวิตมาจนถึงตอนนี้ ชีวิตมันไม่มีอะไรซับซ้อน ตอนเด็กๆ เราจะเห็นทุกอย่างมันยุ่ง วุ่นวายไปหมด เพราะว่าเราเป็นเด็ก แต่ถึงวันนี้ขวัญพบว่า สุขหรือทุกข์ สุดท้ายชีวิตก็ต้องไปต่อ และเมื่อรู้แล้วว่าเราหยุดเวลาหรือเร่งเวลาไม่ได้ ก็ใช้ชีวิตให้มันเต็มที่ ให้มันมีความสุขเถิด เมื่อไรที่รู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงในชีวิตคืออะไร ก็มองมันให้ชัดเจน แล้วก็เลือกของที่จะเข้ามาในชีวิตให้พาเราถึงจุดที่มีความสุขในชีวิตให้ได้

 

การพูดคุยกับคุณในครั้งนี้ ทำให้เราคิดถึงคำว่า  Life is Beautiful เลยอยากรู้ว่า Life is Beautiful ของคุณเป็นแบบไหน

ถ้าจะอธิบายก็เช่น การจากไปของคุณพ่อขวัญ ได้นำมาซึ่งความเศร้าเสียใจอย่างแสนสาหัส ร้องไห้ มีน้ำตา แต่ Life is Beautiful เพราะที่เราเศร้าขนาดนี้ก็เนื่องจาก 46 ปีที่ผ่านมามันสวยงามเหลือเกิน ถ้า 46 ปีที่ผ่านมาระหว่างขวัญกับคุณพ่อคือความทุกข์ ความเกลียดชัง วันนี้ขวัญจะไม่มีน้ำตาเลย อย่างที่คุยกันมาตั้งแต่ต้นว่าชีวิตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันอยู่ที่มุมมอง วันที่เรามีความสุข คงไม่ต้องถามว่าชีวิตมันสวยงามขนาดไหน แต่เมื่อเรามีความทุกข์ ขวัญเชื่อว่ายังมีบางมุมในนั้นที่สร้างความสวยงามให้ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ นี่เป็นครั้งแรกที่ปราบสูญเสียอะไรที่เป็นครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา เป็นครั้งแรกที่เขาไปงานศพของคนที่เขารัก เขาแทบจะจัดการกับมันไม่ได้เพราะเขาเด็ก แต่เขาบอกว่า เหตุการณ์ครั้งทำให้เขารู้ว่าเพื่อนเขารักเขามากเหลือเกิน เพื่อนไม่ทิ้ง และโทร.มาคุย มาอยู่เป็นเพื่อน เขาบอกว่า ปราบไม่เคยรู้เลยว่าเพื่อนรักเขามากขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต ถ้าเรามองให้ดี จะมีสิ่งที่สวยงามเกิดขึ้นข้างกัน เพียงแต่ว่าเราจะนำสัมปชัญญะทั้งหมดของเรามองที่ความทุกข์ หรือจะแบ่งมามองที่ความสุขบ้าง ชีวิตเราสวยงามเสมอ เพียงแต่อาจจะไม่ได้พรีเซนต์เราด้วยความหอมหวานของดอกไม้ เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ตลอดไป บางครั้ง เราร้องไห้กับใครสักคนที่รับรู้ความเจ็บปวดของเรามันก็สวยงามเช่นเดียวกัน อยู่ที่จะโฟกัสที่น้ำตาของเราหรือจะโฟกัสที่น้ำใจของคนที่อยู่ข้างๆ เรา เท่านั้นเอง

 

เครดิต

OK! Issue 315 (July 2019)

นางแบบ: สู่ขวัญ บูลกุล

เสื้อผ้า: Yacco Maricard

เครื่องประดับ, รองเท้า : Cherdchai Club, Christian Louboutin, Kenneth Cole

แต่งหน้า: ทิวากร โสภาอัศวภรณ์

ทำผม: ทนนท์ ทรงศีล

สไตลิสต์: ศุภะกิจ หุนารักษ์

ผู้ช่วยสไตลิสต์: คุณัชญ์ ดาวมณี

ช่างภาพ: กฤษฎา หัสภาค

ผู้ช่วยช่างภาพ: พันธุ์เพชร เพชรพลอย, สุรธรรม เทพสุด

สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

คำทักทายแรกจาก 5 หนุ่ม CIX ที่ยืนยันว่า “เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น”

คำทักทายแรกจาก 5 หนุ่ม CIX ที่ยืนยันว่า “เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น”

คำว่า​ ‘คนแปลกหน้า’​ กำลังขยับสถานะสู่ ‘คนคุ้นเคย’ [...]

READ MORE
เปิดมิติใหม่ของบอยแบนด์กับ 4 หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นวง INTERSECTION

เปิดมิติใหม่ของบอยแบนด์กับ 4 หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นวง INTERSECTION

เซอร์ไพรส์ตั้งแต่แรกเห็น! ด้วยโปรไฟล์ระบุชัดว่า INTERSECTION ที่ประกอบด้วย [...]

READ MORE