คุยกับไมค์ ภัทรเดช สงวนความดี หนุ่มฮอต กระแสแรง ที่ขึ้นแท่นพระเอกแถวหน้า ณ เวลานี้

คุยกับไมค์ ภัทรเดช สงวนความดี หนุ่มฮอต กระแสแรง ที่ขึ้นแท่นพระเอกแถวหน้า ณ เวลานี้

          ถึงแม้ตอนนี้ละครเรื่อง มธุรสโลกันตร์ ทางช่อง 7 จะลาจอไปพักใหญ่แล้ว แต่กระแสความชื่นชอบ “เสือผา” พระเอกของเรื่องที่แสดงโดยไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี ก็ยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง ไมค์กลายเป็นหนุ่มฮอตขึ้นมาทันทีหลังจากละครออกอากาศเพียง 1 เดือนเขามียอดติดตามในอินสตาแกรมส่วนตัว @mike_pattaradet เพิ่มขึ้นจาก 700,000 แสนกว่าคนมาเป็น 1.1 ล้านคน มีตารางโชว์ตัวแบบแน่นเอี๊ยดอีกตลอดหลายเดือน และกลายเป็น “ไมค์ห้างแตก” ที่แฟนๆ ตามไปให้กำลังใจอย่างคับคั่ง ด้วยดีกรีความแรงของเขานี่เองทำให้ OK! ต้องขอคิวด่วนชวนไมค์บินไปสุโขทัยเพื่อถ่ายแฟชั่นรับศักราชใหม่ 2563 พร้อมพูดคุยถึงความสำเร็จของเขาในวันนี้ ซึ่งถ้ามองจากภายนอกเราอาจจะเห็นว่าไมค์เป็นหนุ่มชิลล์ๆ ยิ้มง่าย คุยเก่ง แต่เมื่อจับเข่าคุยกันถึงมุมมอง การใช้ชีวิต และการทำงาน เราพบว่า ไมค์เป็นคนที่จริงจังกับสิ่งที่ตัวเองคิดและทำ ไม่ยอมแพ้กับปัญหา มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน

 

 

ไมค์มองความสำเร็จของตัวเองในวันนี้อย่างไรบ้าง

พื้นฐานของผมเวลาทำงานจะเป็นคนที่ตั้งใจมากในทุกๆ งาน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เราตั้งใจมากเช่นกัน ถือว่าเราประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในความตั้งใจของเรา หายเหนื่อยเลยครับและเป็นกำลังใจให้เราพัฒนาตัวเองต่อไป

 

กระแสตอบรับที่ดีจากเรื่องมธุรสโลกันตร์ได้เปลี่ยนชีวิตไมค์ไปอย่างไรบ้าง

เวลาไปไหนมาไหนก็มีคนรู้จักมากขึ้น มีคนขอเข้ามาถ่ายรูป ถ้าในเรื่องของงานก็มีงานเข้ามาหลากหลายและเยอะขึ้น ได้เดินทางไปงานในหลายๆ จังหวัด นอกจากโชว์ตัว ตอนนี้ก็มีเรื่องโชว์การต่อสู้เข้ามา อีกอย่างคือผมได้รับบรรยากาศใหม่ๆ ในการทำงาน คือตอนนี้เวลาไปทำงานจะมีแฟนมาให้กำลังใจเยอะ เหมือนเป็นพลังบวกของเรา ผมมีความสุขมากที่ได้เห็นว่าแฟนๆ ละครอยากจะเจอผม หรือเวลาไปสนามบินที่จังหวัดต่างๆ ก็จะมีแฟนๆ มารับ-ส่งเรามากขึ้น รวมถึงมีงานถ่ายแมกกาซีนด้วย เป็นช่วงเดินทางเยอะครับ อย่างมาถ่ายกับ OK! ครั้งนี้ก็มาที่สุโขทัย ซึ่งผมเคยมาแล้ว ที่นี่เป็นจังหวัดที่เหมาะกับการมาพักผ่อนแบบสงบๆ และมีความเป็นตัวเองสูงมาก คือมีทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมหรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่ อย่างตรงสตรีตอาร์ตก็เป็นจุดที่เราเดินชิลล์ ถ่ายรูป ดูวิถีชีวิตของคนสุโขทัยได้อย่างสบายๆ อาหารก็อร่อย คนก็ดูใจเย็น มีความสโลว์ไลฟ์สูงมากครับ

 

ตารางงานแน่นขนาดนี้ ไมค์จัดตารางพักผ่อนอย่างไร

(หัวเราะ) ผมก็ยังพอมีเวลานอนนะครับ เพียงแต่นอนไม่ค่อยเป็นเวลา บางครั้งทำงานติดต่อกัน 3-4 วัน ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง แต่บางครั้งก็ได้พัก 2-3 วันติดกัน ซึ่งผมเน้นในเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอแล้วค่อยไปทำอย่างอื่น เช่น ออกกำลังกาย แต่ทุกๆ วัน ผมจะพยายามดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ แล้วผมก็กินวิตามินด้วย บางทีถ้าเราปล่อยแบบธรรมชาติและทำงานหนักด้วย เราจะดูโทรมมาก ก็เลยกินวิตามินเสริมเข้าไป แล้วดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อไม่ให้ตับ ไต ทำงานมากเกินไป

 

ไมค์เริ่มเป็นหนุ่มสายสุขภาพมาตั้งแต่เมื่อไร

ผมเป็นคนที่ดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็กและชอบออกกำลังกายมาตลอด กีฬาพวกลูกกลมๆ นี่ชอบมาก เตะบอลมาตั้งแต่อนุบาล เรื่อยมาจนถึงช่วงประถม ช่วงป.1  ผมตื่นตี 5 ไปวิ่งรอบสนาม 10 รอบ ไปซ้อมบอล จนโตขึ้นมาประมาณ ม.3 ก็เล่นบาสเก็ตบอล สาเหตุเพราะสาวๆ กรี๊ดเยอะ (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ รู้สึกว่าเล่นบาสฯ แล้วเราได้ใช้ร่างกายเยอะ จนตอนไปเรียนที่ประเทศจีนผมก็ไปเล่นที่จีนและเป็นตัวแทนของเมืองฉงชิ่ง ซึ่งเป็นเมืองที่ไปเรียนเข้าร่วมแข่งรายการเคเอฟซี (เขิ่นเต๋อจี) ที่เซินเจิ้น  ก่อนเข้าวงการผมต้องออกกำลังกายทุกวัน ช่วง 5 โมงเย็นต้องไปเล่นบาสฯ แต่พอเข้าวงการก็ปรับทุกอย่างตามความเหมาะสม (มีไอดอลที่ชื่นชอบไหม) ตอนที่ผมเตะบอล ผมชอบนักฟุตบอลหลายคนมาก ตอนนั้นเป็นยุคทองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมชอบ แกรี่ เนวิล, เดวิด เบคแคม, ไรอัน กิกส์ ฯลฯ ตอนเด็กๆ ผมจะเก็บสะสมของพรีเมี่ยมช่วงบอลโลกเยอะมาก ชอบเขียนไปรษณียบัตรส่งไปชิงโชค ถ้าเป็นบอลโลกผมชอบประเทศบราซิล เพราะเป็นประเทศที่เล่นบอลกับพื้นที่ได้สวยมาก พอมาเล่นบาสฯ ก็อินกับบาสฯหนักมาก ผมชอบเลอบรอน เจมส์ เป็นแฟนเขาตั้งแต่มัธยมเลย เขาเป็นคนที่ดูแลตัวเองดีมาก ตั้งแต่เข้าวงการมาจนถึงทุกวันนี้ที่อายุจะ 35 แล้ว ก็ยังเป็นนักบาสฯ ที่เก่งอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งพอไปดูว่าเขาดูแลตัวเองอย่างไร ก็เห็นว่าเขาให้ความสำคัญในเรื่องการกิน การพักผ่อน การซ้อมหนักกว่าคนธรรมดา มีวินัยมาก และเลอบรอน เจมส์ คือกรณีศึกษาของผมด้วย เวลาที่ผมรู้สึกเหนื่อย ท้อ เขาจะเป็นคนหนึ่งที่ผมคิดถึง

 

 

หลายคนไม่ทราบว่าไมค์เคยไปเรียนที่ประเทศจีน อยากให้เล่าถึงที่มาที่ไปของการไปเรียนที่นั่น บรรยากาศและการชีวิตช่วงนั้นให้ฟังหน่อย

ผมสนใจในเรื่องของภาษาอยู่แล้วครับ และคิดว่าการที่จะเรียนภาษาได้ดีต้องไปอยู่กับเจ้าของภาษา ตอนที่ผมจบมัธยม ผมอยากเรียนภาษาอังกฤษมากกว่า ก็พยายามหาว่าคณะไหนในประเทศไทย ที่มีโปรแกรมแลกเปลี่ยนกับที่ต่างประเทศ แต่ก็หาไม่เจอ จนมาเจอคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาจีนธุรกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สามารถเลือกไปเรียนที่จีน 2 ปีได้ ก็เลยสอบเข้าที่นี่ ตอนไปเรียนต่อที่นั่น เป็นช่วงชีวิตที่ดีมาก การใช้ชีวิตที่จีนสอนอะไรผมหลายอย่าง เรื่องเบสิกเลยคือการตรงเวลา คนจีนเป็นคนตรงเวลามาก ผมกับเพื่อนจะแข่งกันตรงเวลา แข่งกันมาก่อน คือ เราจะต้องมาก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง หรืออย่างต่ำคือ 20 นาที แล้วเพื่อนผมก็เป็นคนที่ขยันมาก คนจีนสามารถทำการค้าได้ในทุกที่แม้กระทั่งที่หอพักที่ผมอยู่ก็จะมีคนเดินมาขายของ มีโบรชัวร์ใต้หอเต็มไปหมด  ห้อง 502 ขายนม ห้อง 302 ขายเสื้อผ้าผู้ชาย นักศึกษาเองก็ไม่อายที่จะทำมาหากิน บางคนต้มไข่ในห้อง แล้วก็ถือมาขายตามห้องต่างๆ  ซึ่งถ้าถามถึงกำไรมันไม่เยอะเลย แต่เขาไม่ได้อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย อีกเรื่องที่ผมได้จากประเทศจีนคือ ตอนผมไปเรียนแรกๆ ผมเรียนอยู่อันดับบ๊วยๆ ของห้องเลย อาทิตย์แรกที่ผมไปจีน เศร้ามาก เพราะพูด ฟังไม่รู้เรื่อง เป็นอย่างนี้อยู่ 2 อาทิตย์ เราก็กลับมาตั้งหลัก หยิบหนังสือมาอ่านๆ หัดเขียนทุกวัน หลังจากที่ผมเล่นบาสฯ เสร็จ ผมก็จะมานั่งแปลศัพท์สำหรับที่จะไปเรียนต่อไปในวันพรุ่งนี้ ทำแบบนี้อยู่ 3 เดือน ผมก็ได้ทุนของประเทศจีนให้ใช้รายเดือนแบบไม่ต้องใช้คืนเขา  เป็นอะไรที่รู้สึกดีมาก และเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า คนเราถ้าหากตั้งใจทำอะไร เราทำได้ อาจจะไม่ได้เหมือนที่คิด แต่ก็ดีที่สุด ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

 

ตอนเรียนที่จีน ไมค์กลับไทยบ่อยไหม

ผมกลับแค่ครั้งเดียวครับ เพราะนี่เป็นครั้งเดียวในช่วงชีวิตของเรา เลยอยากรู้ในทุกมุม เช่น ช่วงปิดเทอมบรรยากาศเป็นอย่างไร ผมซื้อมอเตอร์ไซค์ไว้ขับ 1 คัน แล้วก็ขับไปในหลายๆ ที่ที่คนไทยไม่เคยไป เช่น ร้านขนมที่อร่อยอยู่ตรงไหน ร้านอาหารอร่อยอยู่ตรงไหน แล้วผมก็ไปเที่ยวเมืองต่างๆ แทบทุกปิดเทอม เช่น ซีอาน, เฉิงตู, กวางโจว, เซินเจิ้น, เซี่ยงไฮ้ ฯลฯ ชอบนั่งรถไฟไปเที่ยว รู้สึกเพลินดีครับ ผมเคยนั่งรถไฟ 30 ชั่วโมง จากเซี่ยงไฮ้กลับมาที่ฉงชิ่ง ตื่นมาสัก2-3 รอบ นั่งกินมาม่าดูทางไปเรื่อยๆ บางสถานีเขาจอดนานครึ่งชั่วโมง ก็ลงไปเดินเล่น หรือ ตอนไปซีอานผมเคยนั่งรถไฟแบบตู้นั่ง 15 ชั่วโมง คนเยอะมากครับ เดินเบียดกัน ส่วนคนที่นั่งพื้นก็จะพกเก้าอี้ส่วนตัวมา สักประมาณ 15 นาทีก็จะมีคนเข็นรถมาขายของ คนที่นั่งพื้นก็จะเบียดเขามาตรงที่เรานั่งอยู่ ก็เป็นประสบการณ์ที่ผมประทับใจนะครับ สำหรับผม เสน่ห์ของเมืองจีนคือวัฒนธรรมที่ยังชัดเจนอยู่ ที่นี่ยังมีอะไรดีๆ อีกเยอะและยังได้รับการส่งต่อ ตกทอดกันมา อีกอย่าง ผมคิดว่าสำหรับคนจีน ถ้าเราเป็นเพื่อนกันแล้วจะไม่ซับซ้อน ผมมีเพื่อนคนจีนหลายคนครับแต่ตอนนี้ทุกคนงอนผมไปหมดแล้ว เพราะช่วงนี้งานเยอะ ช่วงเขามาไทย เราก็ไม่มีเวลาไปเจอ แต่ยังไงก็จะนัดไปเจอกันแน่นอนครับ

 

ก่อนที่จะไปเรียนที่จีน ไมค์ใช้ชีวิตที่ขอนแก่นมาตลอด เล่าถึงชีวิตวัยเด็กให้ฟังหน่อยได้ไหม

ไมค์เป็นลูกคนเล็กของบ้านที่ห่างจากพี่คนโต 11 ปี หรือลูกหลงนั่นเองครับ (หัวเราะ) พ่อแม่ผมเลี้ยงแบบตามใจ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและเสีย ข้อดีคือผมมีอิสระในการเลือกใช้ชีวิต 100% ข้อเสียคือถ้าผมเป็นคนไม่ดีก็จบเลย โชคดีที่ผมรักพ่อกับแม่มาก (หัวเราะ) และก็เป็นคนที่รักตัวเองตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว บ้านเราขายน้ำปลา โดยเราเป็นพ่อค้าคนกลางที่รับมาจากโรงงานแล้วมาขายต่อ ตอนเช้าๆ ประมาณตีสี่ ตีห้า ก็จะมีรถกระบะมารับน้ำปลาไป รถคันหนึ่งประมาณ 30 ลัง วันหนึ่งก็ประมาณ 4-5 คัน คุณพ่อก็ทำกับคุณแม่ครับ แล้วเราก็ขายอะไหล่แต่งรถมอเตอร์ไซค์ รับแต่งให้กับศูนย์รถมอเตอร์ไซค์ในขอนแก่นด้วย ถึงบ้านเราจะทำธุรกิจตัวนี้ แต่พ่อจะไม่ให้ผมขี่มอเตอร์ไซค์เลย ตอนแรกผมอยากได้บิ๊กไบท์มาก งอแงจนพ่อซื้อให้ แต่พ่อก็เอาไปขายในที่สุดเพราะทำใจให้ขับไม่ได้ เนื่องจากพ่อเคยประสบอุบัติเหตุจากการขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อน พอเรียนมัธยมก็เลยให้ผมขับรถยนต์แทน พอจบมัธยมก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้วไปจีน กลับมาก็ลองมาทำงานในวงการบันเทิงครับ

 

ทำไมถึงสนใจวงการบันเทิง

จริงๆ มีคนมาติดต่อผมตั้งแต่ผมเรียนปีหนึ่งแล้วครับ แต่ไม่ได้สนใจ เพราะเคยเจอเรื่องราวที่ไม่ค่อยดีเท่าไร จนผมไปเรียนต่อที่จีนแล้วจบกลับมา พี่ผู้หญิงคนนี้ก็ยังโทรหาแม่ผมอยู่ ถามว่าน้องสนใจไหม ผมคิดว่าคงเป็นพรหมลิขิต เลยลองมาทำดู แล้วก็ทำมาจนถึงวันนี้

 

ไมค์ถ่ายรูปนี้กับเราที่สตรีทอาร์ต ที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ซึ่งจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งคนในจังหวัดและนักท่องเที่ยว

 

วงการบันเทิงทำให้ไมค์รู้จักตัวเองในเรื่องไหนบ้าง

ผมผ่านอะไรมาเยอะมากเลยครับกว่าจะมีวันนี้ ผมสู้กับตัวเองมาเยอะมาก ความยากในวงการบันเทิงของผมตั้งแต่แรกคือผมเป็นคนขี้อายและไม่กล้าแสดงออก แต่เป็นเรื่องตรงกันข้ามกับที่ทำอยู่ เลยต้องสู้กับความรู้สึกข้างใน ทำให้ผมกล้าที่จะทำในสิ่งที่เราไม่กล้าทำ แล้วพอเอาชนะมันได้ เลยกลายเป็นทุกสิ่งของชีวิตเลย เพราะสิ่งที่เราเคยกลัวมาตั้งแต่เด็กก็ชนะมาแล้ว พอเจอเหตุการณ์เหมือนเดิมอีก ทำไมเราจะผ่านไปไม่ได้ และทำให้ผมโตขึ้น ที่นี่ทำให้ผมเจอคนหลายรูปแบบ สอนให้เราทันคน ความประทับใจในการทำงานของผมตรงนี้อีกอย่างคือได้เห็นพ่อแม่มีความสุข เวลาท่านเห็นผลงานของเราท่านจะมีแววตาที่แสดงถึงความภูมิใจซึ่งเขาอาจจะไม่ได้พูดออกมา แต่ผมก็แอบดูเขาอยู่ (หัวเราะ) ซึ่งผมก็มีความสุขเหมือนกันที่ได้เห็นภาพนั้น คนที่เป็นกำลังใจที่สำคัญที่สุดในการทำงานคือพ่อแม่ผมครับ อยากให้เขามีความสุข สามารถพูดกับคนอื่นได้ว่า  “นี่ลูกชายผม”  เวลาเขาไปไหนมาไหนก็มีคนเข้ามาทักเขา

 

ตอนแรกไมค์เข้าวงการบันเทิงมาด้วยแนวคิดแบบไหน และตอนนี้เปลี่ยนไปไหม

ความคิดตอนที่เข้าในวงการบันเทิงใหม่ๆ กับตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะเลยครับ ตอนแรกผมวางเป้าหมายผิดจุด คิดว่าเป็นดาราคงได้เงินเยอะและคงจะเร็วกว่าไปทำงานเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่พอเข้ามา 1-2 ปี ผมทำงานอย่างไม่มีความสุขเลย เพราะว่าเราทำเพื่อเงินแล้วรู้สึกเหนื่อยมากเพราะเงินไม่มาสักที  ซึ่งในวันที่เหนื่อยสุดๆ วันหนึ่งผมก็ได้หันกลับไปมอง สิ่งที่ผมมีทุกอย่างในเวลานั้นว่า มันมาจากสิ่งที่ผมไม่ได้ชอบ ก็เลยเปลี่ยนความคิดและลองตั้งใจทำมันดูจริงๆ สักครั้ง ลองชอบมัน และวันนี้ผลงานของผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตก็มีความสุขขึ้นเพราะผมรักในอาชีพ อยากจะพัฒนาตัวเอง ผมไม่ได้วางเป้าหมายไว้ที่ตัวเงิน แต่มองไปที่ความสุขของครอบครัว ความสุขในการทำงาน การเห็นตัวเองเติบโตไปทีละขั้น การมีผลงานและมีคนชื่นชอบเรา พอเรามีความสุข เดี๋ยวเงินก็ตามมาเอง ทุกวันนี้เลยมีความสุขมากขึ้นไปอีก  (เป้าหมายในชีวิตของไมค์ในเวลานี้คืออะไร) ผมมีทั้งเป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายระยะสั้นไปเรื่อยๆ แบบปีต่อปี เป้าหมายระยะยาวคือเราอยากเห็นตัวเองโตที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมพูดภาษาจีนได้ก็อยากโกอินเตอร์ไปจีน แต่เป้าหมายระยะสั้นก็คือกำหนดเลยว่าปีหน้าจะไปอย่างไรอย่างชัดเจน จะอยู่จุดไหน จะทำอะไร จะเล่นละครแนวไหน เพื่ออะไร

 

ไมค์เป็นนักแสดงที่ให้ความสำคัญกับแฟนคลับมาก มีมุมมองกับคนกลุ่มนี้อย่างไร

แฟนคลับสำหรับผมคือพี่น้อง เป็นครอบครัว ไม่ได้มองว่าเขาเป็นแค่แฟนคลับ ผมเองเป็นคนที่แคร์คนอื่น ถูกสอนให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เลยรู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร ทำให้ผมอยู่กับพวกเขาได้อย่างแฮปปี้ (ภาพจำสุดประทับใจในการจัดแฟนมีตติ้งครั้งล่าสุดคืออะไร) คงเป็นภาพที่ทุกคนยกมือถือขึ้นมาแล้วเปิดแฟลช เป็นภาพที่ผมไม่คิดว่าวันหนึ่งเราจะมีฟีลแบบนี้ ส่วนบรรยากาศในงานก็ทำให้ผมไม่มีวันลืม นี่เป็นงานที่ผมตั้งใจทำมาก ดูแลเองทุกขั้นตอน วางตารางเกือบทุกอย่างในงาน ผมอยากให้ทุกคนที่มาได้รับประโยชน์อะไรกลับไปนอกจากจะได้รับความบันเทิง ซึ่งภาพและความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นคือพลังแห่งความรักครับ ผมได้พูดอะไรหมดใจ ผมได้ให้แรงบันดาลใจหลายอย่างกับแฟนคลับในการใช้ชีวิต แล้วก็มีแฟนคลับส่งข้อความมาหาผมเยอะมากเลยว่าขอบคุณมากที่ผมพูดเรื่องนี้ เรื่องนั้น ทำให้เขามีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น วันนั้นงานเริ่มตั้งแต่บ่ายโมงตรงแล้วจบตอนเที่ยงคืนสิบเอ็ดนาที ซึ่งทุกคนยินดีที่จะอยู่กับผมตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ ตั้งแต่เกิดมา ผมเองก็ไม่เคยมีพลังงานขนาดนี้มาก่อนและไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่บนเวทีนั้นได้อย่างไรถึง 12 ชั่วโมง แฟนมีตติ้งครั้งที่ผ่านๆ มาก็ดีจนไม่อยากจะจัดครั้งนี้ แล้วพอครั้งนี้ดีมากอีก ผมเลยยังคิดไม่ออกเลยว่าครั้งต่อไปจะจัดอย่างไร แต่ว่าครั้งหน้าต้องมีแน่นอนครับ เพียงแต่ยังไม่รู้เมื่อไร อีกอย่างผมเองมีสโสแกนด้วยว่า “เป็นน้องพี่ไมค์ต้องตั้งใจเรียน” แฟนคลับบางคนเลยมักจะมาบอกเล่าถึงการเรียนของเขาให้ฟัง บางคนมาบอกว่า เขาเรียนดีขึ้นนะ บางคนบอกว่าสอบติดแพทย์ บางคนบอกว่าได้ A หมดเลย ผมรู้สึกอบอุ่นมากนะครับ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำให้เขาในฐานะศิลปิน เราคือความสุขของเขาที่จะมอบพลังบวกในการที่จะไปทำอะไรก็ได้

 

แล้วความรักของไมค์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

เรื่องความรักก็มีคนคุยด้วยครับ เป็นคนในวงการ แต่เป็นการคุยไปเรื่อยๆ จากประสบการณ์แล้ว ผมว่าให้ถึงเวลา ให้พร้อมก่อน ถึงจะให้น้ำหนักไปตรงนั้น ในวันที่เรายังจริงจังกับการทำงานอยู่ เราก็ยังอยู่ในช่วงของการศึกษากันและกัน อยากเห็นภาวะอารมณ์ของกันและกันก่อน (ใช่นางเอกหรือเปล่า) ผมว่าขอแค่นี่ก่อนดีกว่านะครับ (หัวเราะ)

 

ผู้หญิงที่จะเข้ามายืนหนึ่งในใจไมค์ต้องเป็นแบบไหน

ผมชอบผู้หญิงที่ยิ้มเก่ง  เป็นคนที่ทำให้ผมสดใสขึ้น เพราะเวลาทำงานก็จะจริงจังประมาณหนึ่งเลย อยากได้คนที่จะเข้ามากอดผมแล้วบอกว่า “อย่าไปซีเรียสเลย” เพราะบางครั้งถ้าซีเรียสเราจะมองไม่เห็นทางออก อยากให้มีคนแบบนี้อยู่ในชีวิตผมครับ (รูปร่าง หน้าตา สำคัญไหม) เฉยๆ นะ ผมชอบคนสะอาด เป็นระเบียบ ดูแลตัวเองได้ดี ชอบผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ขอสูง 160 ขึ้นไปก็ OK! แล้วครับ

 

ไมค์มีอะไรจะบอกแฟนๆ ผ่าน OK! ไหม

เร็วๆ นี้ผมกำลังจะมีละครนะครับ อยากให้ช่วยติดตามกัน ส่วนใครที่คิดถึงไมค์ก็มาเจอกันได้ตามงานต่างๆ ดูได้ในอินสตาแกรมของผม @mike_pattaradet และของแฟนคลับ ตอนนี้ผมก็ทำธุรกิจด้วยนะครับ เป็นผลิตภัณฑ์แรกในชีวิตและตั้งใจทำมาก ใช้เวลาทำมาปีกว่า คือ “Coffee Mike” เป็นกาแฟเพื่อสุขภาพ เริ่มต้นจากที่แม่ผมชอบดื่มกาแฟ ผมเลยดึงแม่มาเป็นตัวตั้งในการทำกาแฟ ซึ่งกาแฟสำเร็จรูปทั่วไป ถ้าดื่มมากเกิน อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ แต่สำหรับ Coffee Mike  เราทำมาให้กับคนที่ชอบดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจสามารถดื่มได้อย่างไม่ต้องห่วงในเรื่องสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำตาล คอเรสเตอรอล ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น และคำนวณปริมาณคาเฟอีนมาอย่างดีด้วยครับ

 

 

 

เครดิต : Special Interview OK! Issue 321

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

Website : www.okmagazine-thai.com
Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

Apple เปิดตัว ‘Greatness Code’ ซีรีส์สั้นเกี่ยวกับกีฬา นำทัพโดยนักกีฬาดัง LeBron James และ Tom Brady
Mythic Quest ซีรีส์สุดฮา! เบื้องหลังนักพัฒนาเกม เตรียมปล่อยตอนพิเศษที่ถ่ายทำด้วย iPhone ทั้งหมด 22 พ.ค.นี้!