ช่วงเวลาแจ้งเกิดของ โมสต์ วิศรุต หิมรัตน์

ช่วงเวลาแจ้งเกิดของ โมสต์ วิศรุต หิมรัตน์

เพราะความแรงของละครเรื่องบุพเพสันนิวาสนี่เอง ที่ทำให้หนุ่มหน้าใสวัย 25 ปี ผู้ได้รับฉายาอโยธยาคิวท์บอย  โมสต์ วิศรุต หิมรัตน์ซึ่งรับบทเป็นจ้อย บ่าวคนสนิทของคุณพี่เดช (นำแสดงโดยโป๊ป- ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ) แจ้งเกิดเพียงชั่วข้ามคืน นอกจากสื่อต่างๆ จะประโคมข่าว เปิดวาร์ปเรื่องราวของเขากันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ละครเริ่มออกอากาศ ยอดฟอลโล่วของโมสต์ในอินสตาแกรม @witsamost ที่มีจากเดิม 140,000 คนก็พุ่งกระฉูดขึ้นมาเป็น 700,000 คนภายในระยะเวลาเพียง 2 อาทิตย์อีกด้วย ซึ่งความความสำเร็จอย่างท่วมท้นของละครบุพเพสันนิวาส บวกกับการแจ้งเกิดอย่างไม่ทันตั้งตัวจากบทจ้อย ทำให้โมสต์ที่กำลังเรียนภาษาเพื่อเตรียมเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโทที่เมืองพอร์ตแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า บินด่วนกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง  หลังจากถอดใจหนีไปเรียนต่อมา 7 เดือน โมสต์บอกว่าเพราะการแสดงคืออาชีพเดียวที่ทำให้เขารู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา และที่สำคัญไม่ว่าเขาจะทำพลาดสักกี่ครั้ง การแสดงก็ยังเป็นสิ่งที่เขารักและยังทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงเสมอ

ก่อนจะกลับเมืองไทยครั้งนี้ คิดอยู่นานไหม

ไม่นานเท่าไรครับ เพราะตอนแรกผมตั้งใจจะกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงสงกรานต์อยู่แล้ว แต่เพราะละครบุพเพสันนิวาสประสบความสำเร็จมาก ซึ่งผมก็ได้รับผลพลอยได้จากเหตุการณ์นี้ไปด้วย ก็เลยเห็นว่าในเมื่อโอกาสเข้ามาหาเราแล้ว จะให้ชิลอยู่ที่อเมริกาก็คงจะยังไงอยู่ แล้วก็ยังมีคน 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ พี่ๆ ที่ออฟฟิศ บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด, ญาติและเพื่อนๆ ที่คอยอัพเดทเรื่องของผมและละครให้ฟังตลอดเวลา เราเลยยิ่งตื่นเต้น กระทั่งอากู๋ของผมที่สนิทกันมากพิมพ์ไลน์มาหาบอกถึงความน่าสนใจของโอกาสครั้งนี้ ซึ่งเป็นข้อความที่ยาวและจริงจังอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน ก็เลยตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นกลับมาแล้วกัน แถมอากู๋ยังบอกว่าจะออกเงินค่าตั๋วให้อีกด้วย (หัวเราะ) ล้อเล่นนะครับ ส่วนงานแสดงเรื่องอื่นก็กำลังจะมีครับ พี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) ก็ดูงานไว้ให้แล้ว

 

งานเยอะขนาดนี้ มีแอบคิดเปลี่ยนใจไม่กลับไปเรียนต่อแล้วหรือเปล่า

ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นนะครับ เพราะถึงวันนี้ผมคิดว่าเราเรียนที่เมืองไทยก็ได้ อีกอย่างผมเพิ่งเรียนภาษา เพิ่งจะลงตัวกับสิ่งรอบตัว ยังไม่ได้เริ่มทำการสมัครอะไรเลย คือตอนแรกตั้งใจไปเรียนต่อด้านบริหารครับ  เพราะครอบครัวอยากให้เรียนด้านนี้เนื่องจากทำธุรกิจขายอุปกรณ์เสริมสวย แต่ผมเรียนจบทางด้านการแสดงที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็เลยคิดว่าอยากจะเรียนการบริหารที่เกี่ยวกับธุรกิจบันเทิง คือผมอยากจะพัฒนาสมองซีกขวาบ้าง เพราะที่ผ่านมาเราใช้สมองซีกซ้ายมาตลอด แต่ตอนนี้แผนก็เปลี่ยนอีก คงต้องดูไปก่อนครับว่าจะยังไงต่อ

 

ตอนไปอเมริกาไปด้วยความรู้สึกแบบไหน แล้วตอนกลับมา กลับมาด้วยความรู้สึกแบบไหน

ตอนไปอเมริกา ผมไปด้วยความรู้สึกว่าเรากำลังจะไปเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ตอนนั้นรู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าชีวิตที่ปราศจากงานแสดงจะเป็นอย่างไร เพราะตอนที่ทำอาชีพนักแสดง ผมไม่เคยที่จะหยุดคิดเลย ไม่ว่าจะเป็นเวลาเลิกงาน กลับบ้าน เดินไปตามถนน สัญชาติญาณทำให้เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา แต่สิ่งใหม่ที่กำลังจะไปเรียนรู้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เพียงแต่รู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องทำอย่างอื่นบ้าง เพื่อเป็นการหาลู่ทาง สร้างความมั่นคงและมั่นใจให้กับชีวิตและคนในครอบครัว  จะเรียกว่าเรายุติการเป็นนักแสดงเลยก็ได้ เพราะตอนนั้นผมทำงานในวงการมานานแล้ว แต่เหมือนเราวิ่งวนอยู่กับที่ ผมตอบคำถามในก้าวต่อไปของตัวเองไม่ได้ รู้สึกเคว้งคว้าง ในที่สุดก็บอกตัวเองว่าพักก่อนดีกว่า เราคงจะตามฝันอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เลยตัดสินใจไปเรียนต่อ และเลือกไปเมืองพอร์ตแลนด์

ที่ผมเลือกไปเรียนที่นั่นเพราะเป็นเมืองที่ปลอดภัย ไม่มีภาษี แล้วคนฝั่งนี้คนจะน่ารักกว่าคนฝั่งนิวยอร์ก เลยคิดว่าที่นี่เหมาะกับการเริ่มต้นและฝึกภาษาหรือใช้ชีวิตในอเมริกา ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นประมาณ 7 เดือน แล้วละครบุพเพสันนิวาสก็พาผมกลับมา ตอนกลับผมกลับมาด้วยความรู้สึกดีใจที่งานเรามีคนเห็น ชื่นชอบ แล้วรู้สึกเซอไพรส์เพราะไม่คิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะได้เห็นตัวเองในละครที่มีคนพูดถึงเยอะขนาดนี้ ซึ่งตอนนี้ก็มีแต่คนเรียกผมว่าจ้อยครับ หมายถึงจ้อยประสบความสำเร็จ แต่โมสต์เนี่ย ยังไม่รู้ครับ (หัวเราะ) เพราะตอนนี้ก็ยังมีเรื่องราวของละครบุพเพสันนิวาสออกมาอย่างต่อเนื่อง  เลยไม่มั่นใจว่าจ้อยหรือผมกันแน่ที่แฟนๆ เขาอยากรู้จัก

 

เราว่าคนอยากรู้จักทั้งจ้อยและโมสต์นั่นแหละ และตอนนี้โมสต์ก็ดังมาก ทำให้คนอยากรู้จักทุกๆ เรื่องรวมถึงทรงผมทรงนี้ของคุณด้วย

ผมทรงนี้ผมตัดเองครับ เพราะค่าตัดผมที่นั่นแพงก็เลยพกปัตตาเลี่ยนไปด้วย แล้วก็ตัดเองตลอดเลย สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องช๊อคตอนอยู่พอร์ตแลนด์คือค่าเงิน (หัวเราะ) ตอนไปถึงแรกๆ ผมนี่ผอมซูบเลย เพราะว่าไม่กล้าใช้เงิน อาหารกล่องหนึ่งที่ซื้อตามรถเข็นขายอาหาร ราคาต่ำสุดจะอยู่ที่ 7-7.5 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 200-250 บาท ต่อหนึ่งมื้อก็ถือว่าแพงสำหรับผม เพราะอยู่เมืองไทย เราใช้จ่ายประหยัด มื้อหนึ่งกินหรูสุดประมาณ 100-150 บาทถ้ากินข้าวที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยไม่เคยใช้ถึง 50 บาทเลย ซื้อข้าว น้ำหวาน ขนม ครบ แต่ถ้ากินข้างนอกข้าวหนึ่งจานอย่างต่ำก็ 50 บาท วันไหนกินเยอะหน่อยก็ 2 จาน 100 บาท รวมน้ำก็เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยเองครับ วิธีแก้ความตกใจตอนนั้นคืออาศัยกินข้าวกับโฮสต์ เพราะมันรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายรายเดือนที่จ่ายเขาไปหมดแล้ว พอเรียนเสร็จก็รีบกลับไปกินข้าวที่บ้าน แต่อยู่ไปสัก 3-4 เดือนก็เริ่มปล่อยวางได้ คิดว่าจะมาเทียบเงินที่เมืองไทยกับเงินที่อเมริกาไม่ได้ ก็เลยสบายใจขึ้น

 

ตอนนี้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว คิดว่าจะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไรต่อไป

ตั้งแต่ผมเรียน สิ่งที่ตั้งใจมากเรื่องหนึ่งคือเมื่อเรียนจบมาแล้วเราอยากเป็นนักแสดงที่ดี และได้ทำงานที่ตัวเองชอบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อก่อนผมไม่รู้สึกมั่นใจเลย  แต่วันนี้ถึงผมไม่รู้ว่าสิ่งที่อยากจะทำในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ก็สามารถก้าวไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ระยะเวลาทำให้ได้เรียนรู้ ได้เห็นช่วงชีวิตที่เรารู้สึกท้อมากๆ แล้วพอมาถึงวันนี้เราก็ไม่ได้ตื่นเต้นมากขนาดนั้น ผมว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะเราเองก็โตขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถ้ามีชื่อเสียงตั้งแต่แรกๆ ก็คงไม่มีวิธีคิดแบบนี้

โมสต์เข้าวงการมาจากการประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ลปี 2009 ความยากด่านแรกที่เจอเลยคืออะไร

การแสดงครับ ตอนแรกทำไม่ได้ ผมอายมาก ก็เลยตัดสินใจไปเรียนด้านการแสดง เพื่อต้องการทำให้ตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้นมันคงเป็นการเอาชนะใจตัวเองด้วย ซึ่งพอเราทำได้ การแสดงก็เปลี่ยนชีวิตเราไปเลย จากคนที่ไม่รู้อะไร กลายเป็นว่าผมเจอทุกอย่างที่เป็นเป้าหมายชีวิต ได้เจอสิ่งที่เข้ากับตัวเองมาก และได้ปลดล็อกอะไรหลายอย่าง เพราะได้สำรวจความสามารถและความคิดของตัวเองผ่านการเป็นนักแสดง เราจะทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรบ้าง สามารถนำวัตถุดิบอะไรในตัวเองมาใช้บ้าง แล้วการแสดงก็สอนให้ผมเป็นคนจริงใจครับ เพราะเวลาแสดงต้องจริงใจกับตัวละครที่ได้รับ และจริงใจกับตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลที่ค่อยๆ เรียนรู้ทำให้ความคิดผมเปลี่ยนไป จากเพียงแค่อยากทำงานในวงการบันเทิง กลายเป็นว่าผมอยากเป็นนักแสดงจริงๆ แล้วนี่ยังเป็นสิ่งเดียวที่เราทำพลาดแล้วเราก็ไม่อยากเลิก ในทางกลับกัน เราก็อยากจะเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากผลงานละคร ผมก็ยังเล่นละครเวทีด้วย เล่นมาตั้งแต่ตอนปี 1 ที่มหาวิทยาลัย ผมจะเล่นปีละ1-2เรื่อง เรียนจบออกมาก็ยังแสดงละครเวทีอยู่ ผมเคยเล่นที่Thong Lor Art Space และที่ Democrazy Theatre Studio ซึ่งพี่คนหนึ่งที่ผมสนิทด้วยคือ พี่หยา (จรรยา ธนาสว่างกุล แสดงเป็นผิน ในเรื่องบุพเพสันนิวาส)  เพราะผมเรียนการแสดงซึ่งเป็นละครเวที ต้องดูงานเยอะมากเลยทำให้เจอพี่หยา ดูงานพี่หยามาตลอด แล้วพอเล่นละครน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ พี่หยาก็มาทำเวิร์กช็อปเลยสนิทกัน  อย่างเวลาที่เล่นเรื่องบุพเพสันนิวาสพี่เขาจะเป็นคนที่ผมคุยได้ทุกเรื่อง พอถ่ายเสร็จแล้วก็ไปหาอะไรกินกันต่อ (หัวเราะ)

 

สาวคนสนิทแสดงความคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของโมสต์บ้าง

เขาก็บอกว่าดีใจด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องของเขาก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก นี่ผมยังไม่เคยคุยเรื่องผู้หญิงกับพ่อแม่มากเท่ากับที่ตอบกับสื่อต่างๆ เลยนะครับ (หัวเราะ)

 

แล้วคนนี้เป็นสเป็คของเราเลยหรือเปล่า

ไม่ใช่ครับ พูดเล่นนะครับ (หัวเราะ) ผมชอบผู้หญิงผิวสีแทน ไม่สำอางจนเกินไป ไม่ดราม่า เป็นคนมีเสน่ห์ที่ไม่ใด้เกิดจากการแต่งองค์ทรงเครื่อง สวยแบบธรรมชาติ

 

ความรักสำหรับโมสต์สำคัญขนาดไหน

ตอนนี้ผมยังไม่ได้ซีเรียสกับมันและผมไม่ใช่คนโรแมนติกเลย แถมยังติดเพื่อนมากด้วย แต่ในชีวิตเราก็ต้องมีลิ้นชักมุมนี้ไว้ด้วยนะครับ เพราะมันซัพพอร์ตความรู้สึกหลายอย่างของเรา

 

ในชีวิตการทำงาน ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาไหนของตัวเอง

ช่วงเวลานี้ผมเหมือนได้โปรโมตเลื่อนขั้น แต่บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ไม่มีอะไรแน่นอนเลยครับ สิ่งที่ผมทำได้คือทำงานในตำแหน่งนี้ให้ดีที่สุด รักษาตำแหน่งไว้ ทำให้ตัวเองมีความสุข และผมก็รู้ว่าวงการนี้มันมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ ซึ่งผมอยากจบให้สวยที่สุด ผมไม่อยากจะจบอย่างที่ทุกคนไล่ผมไป กลายเป็นไม่มีใครจ้าง พูดง่ายๆคือ ผมต้องเลือกลาออกก่อนที่จะไม่มีใครจ้างครับ

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

5 เรื่องต้องรู้ของวงร็อคสุดจี๊ด The Killers ก่อนดูคอนเสิร์ตใหญ่ของพวกเขาในเมืองไทย
7 เรื่องไม่ลับของ เบลค ไลฟ์ลี่ นักแสดงนำจากหนังเร้นลับแสนเจ็บแสบ A Simple Favor