ถอดรหัสหัวใจของสาวๆ One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ พร้อมเปิดตัว “สายซับ” ตัวจริง

ถอดรหัสหัวใจของสาวๆ One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ พร้อมเปิดตัว “สายซับ” ตัวจริง

โดนตกทันทีที่สไลด์หน้าจอมือถือและคลิกเข้าไปดูไฮไลท์ของซีรีส์เรื่อง One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ และเป็นที่มาของการดูย้อนหลังพร้อมติดตามตอนต่อๆ ไป พร้อมลุ้นให้ความสัมพันธ์ทุกมิติของตัวละครผ่านไปด้วยดี ตอนนี้ซีรีส์เรื่องดังได้ฉายครบทุกตอนแล้ว สามารถดูย้อนหลังได้แบบรวดเดียวได้ทาง Line TV ซึ่งมียอดเข้าชมในแต่ละตอนอย่างน่าชื่นใจ อาจเป็นเพราะกว่าจะมาเป็นซีรีส์เรื่องนี้ได้ทีมงานทุกคนต้องทำการบ้านอย่างหนักโดยใช้เวลาทำงานประมาณ 2 ปี อีกทั้งยังได้พลังความสดใสของสาวๆ ทั้ง 8 คน จากวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง BNK48 นำทีมโดย เฌอปราง อารีย์กุล, ปัญ-ปัญสิกรณ์ ติยะกร, จูเน่-เพลินพิชญา โกมลารชุน, วี-วีรยา จาง, มิวนิค-นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา, น้ำใส-พิชญาภา นาถา, เจน-กุลจิราณัฐ อินทรศิลป์ ที่เคมีเข้ากันจนคนดูอินจัดคิดว่าเป็นพี่น้องกันจริงๆ เมื่อผสมเข้ากับการแสดงของนักแสดงเบอร์ใหญ่อย่างแหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช, ดู๋-สัญญา คุณากร และขวัญใจวันรุ่ยที่อายุไล่เลี่ยกันอย่าง เก้า-จิรายุ ละอองมณี และไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ ก็ยิ่งทำให้ทั้งเรื่องดูกลมกล่อม น่ารักและอบอุ่นสไตล์หนังครอบครัวที่มีทั้งความโรแมนติกและดราม่า

OK! มีโอกาสพูดคุยกับแคลร์-จิรัศยา วงษ์สุทิน ผู้กำกับสาวไฟแรงของเรื่องที่รั้งตำแหน่งหัวหน้าทีมเขียนบทของเรื่องไว้ด้วย เธอคนนี้อาจจะเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ในวงการซีรีส์แต่ถ้าในวงการหนังสั้น แคลร์ได้รับการรันตีฝีมือจากรางวัลทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้เรายังไปพูดคุยกับสาวๆ BNK48 ทั้ง 8 คน ถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ได้รับจากผลงานชิ้นนี้ รวมไปถึงสเปกของหนุ่มๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตเธออีกด้วย

 

 

ถามถึงทีมาที่ไปของ One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ หน่อยว่าทำไมถึงเลือกหยิบประเด็นเรื่องครอบครัวมาเล่า

แคลร์: ตอนแรกที่ได้โจทย์ว่าต้องทำซีรีส์ที่มีน้องๆ BNK48 ก็เครียดเหมือนกัน รู้สึกว่าซีรีส์วัยรุ่นมีเยอะมากแล้ว เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ซีรีส์มีภาพอย่างที่เคยเห็นมาก่อน แล้วก็ไม่อยากเล่าแค่เรื่องวัยรุ่นอย่างเดียวแต่อยากเล่าถึงคนหลายๆ วัย เลยนึกถึงคำว่าครอบครัวขึ้นมาว่า แล้วน้องๆ เองก็มีหลายวัย ถ้านำมาเล่นเป็นพี่น้องกัน ก็น่าจะได้อะไรหลากหลายมากขึ้น พลอตในเรื่องนี้จะเป็นแบบ ซิงเกิลมัมกับซิงเกิลแด๊ดที่ต่างฝ่ายต่างก็มีลูกติดมารักกัน แล้วพอมาอยู่บ้านเดียวกัน หนุ่มสาวอยู่ใกล้ชิดกันก็เกิดอาการปิ๊งปั๊ง รู้สึกว่าน่าสนใจ เหมือนเป็นคอนฟลิกต์ในจิตใจของทุกคนในครอบครัว ที่จะมีความกระอักกระอ่วน เพราะความรักครั้งนี้ดูผิดๆ ไม่เหมาะไม่ควร ซึ่งแคลร์ชอบความรู้สึกแบบนี้ของมนุษย์ที่มีความหม่นๆ นิดนึง ก็เลยหยิบคำว่าบ้าน ครอบครัวที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด มาบวกกับพล็อตนี้ พอบวกกันก็เลยกลายเป็นมีสองบ้าน อย่างบ้านฉัน แคลร์อยากได้บ้านหญิงล้วนอยู่แล้ว เป็นซิงเกิลมัมที่มีลูกสาว 5 คน รู้สึกว่าน่าสนใจดี เขาเลี้ยงกันมาอย่างไร โตมาอย่างไรในบ้านที่มีแต่ผู้หญิงเป็นอย่างไร ส่วนอีกบ้าน คิดว่าถ้ามีแต่ผู้ชาย คงจะแปลกๆ ก็น่าจะมีพ่อ ลูกชาย ลูกสาว อะไรแบบนี้

 

ด้วยสมการความรักที่ออกจะบิดๆ เบี้ยวๆ ในบ้านหลังนี้ แล้ววันหนึ่ง 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ จะกลายเป็นบ้านเราได้อย่างไร

แคลร์: ถ้าตอบก็สปอยล์นะคะ อยากให้ดูกันก่อน (หัวเราะ) แต่ในความเป็นจริง เรื่องแบบนี้ก็มีอยู่ คิดว่าต้องอาศัยความเข้าใจ คือลูกต้องมองในฐานะแม่ แม่ต้องมองในฐานะลูกด้วย ไม่ใช่ต่างคนต่างมองในฐานะตัวเองอย่างเดียว นี่เป็นเบสิกในการใช้ชีวิตเลย คือ เราต้องมองมุมของอีกคนหนึ่งบ้าง เพราะถ้ามองในมุมอย่างนี้ เราจะไม่ทำร้ายกัน เข้าใจกัน แล้วจะไปกันได้ค่ะ

 

แล้วตัวละครในเรื่องเหมือนหรือต่างกับตัวจริงอย่างไรบ้าง

เฌอปราง: ตัวละครเพชร มีส่วนที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนหนูค่ะ อย่างการตัดสินใจนี่ไม่เหมือนเลย (หัวเราะ) ด้วยความที่เพชรถูกบรีฟมาว่าเขาไม่เคยมีความรัก ไม่ได้ยุ่งกับคนอื่นข้างนอก ดูแลเรื่องในบ้านอย่างเดียว พอมาเจอก็คิดว่าจะทำยังไงดี ทำแบบนั้นได้ไหม แบบโน้นได้ไหม คนจะรู้ไหม แล้วมีคอนฟลิกต์เรื่องพ่อแม่อีก การตัดสินใจของเพชรก็จะคิดเผื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง แต่ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเฌอ ก็จะตัดสินใจคนละแนวค่ะ คือถ้าชอบใครสักคนก็คงคุยตั้งแต่แรกๆ แล้ว ตัดสินใจคล้ายๆ ตัวละครบูม (เก้า จิรายุ) ที่ต้องคุยกับพ่อแม่ก่อน และไม่ได้มีปัญหากับการที่แม่จะมีบ้านใหม่ เพราะถ้าเป็นความสุขของแม่ก็ OK! ค่ะ แล้วดูกันว่าเราจะอยู่กับเขาอย่างไร ถ้าเขาเป็นคน OK! ไม่ได้ทำให้เกิดความเดือดร้อนอะไร ก็อยู่ได้ แต่ถ้าเรื่องสูบบุหรี่ เราก็จะขอพื้นที่กันนิดหนึ่งเพราะเป็นคนไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ ไม่ได้ห้าม แต่ขอให้มีข้อตกลงกันในบ้านค่ะ

ปัญ: ตอนแสดงก็ไม่รู้ว่าเราเหมือนหรือต่างกับตัวละครพลอยอย่างไรนะคะ รู้สึกว่าในแง่การพูดการจา หรือคาแร็กเตอร์ก็คล้ายๆ กัน อาจจะมีต่างกันตรงการแต่งตัว แต่พอเราได้กลับมาย้อนดูถึงได้เห็นว่ามันต่างกับเราเยอะเหมือนกันนะ ตัวจริงหนูไม่ได้แบ๊วเท่าพลอย แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนแสดงเราทำแบบนั้นออกไปได้อย่างไร

วี: ไพลินกับหนูก็จะมีความเหมือนกันบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับ 100 เปอร์เซ็นต์ ตอนเด็กๆ หนูอาจจะมีความเหมือนไพลินอยู่ เพราะตอนนั้นทะเลาะกับพ่อแม่บ่อย หนูเคยเล่าเรื่องนี้ให้พี่แคลร์ฟัง เลยคิดว่าพี่เขาน่าจะนำชีวิตในวัยเด็กของเรามาปรับเป็นตัวละครตัวนี้ด้วย

ฟ้อนด์: ความเหมือนและความต่างของตัวจริงกับตัวละครเบบี้น่าจะ 50-50 นะคะ เราเหมือนกันตรงที่สดใส สนุกสนาน แต่เบบี้ค่อนข้างที่จะพูดจาขวานผ่าซาก ตรงๆ มากกว่าหนู และแต่งตัวสีสันจัดจ้านกว่า ส่วนหนูจะไม่ค่อยชอบแต่งตัวเท่าไร

น้ำใส: หนูกับจิ๊บบี้เหมือนกันตรงที่เราเป็นคนชอบเต้นเหมือนกัน รักเพื่อน สนุกสนานเฮฮาเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันน่าจะเป็นความคิด หนูรู้สึกว่าตอนม.3 หนูอาจจะจะเหมือนตัวละครจิ๊บบี้ก็ได้ แต่พออายุ 20 แล้ว ความคิด การมองโลกอะไรทุกอย่าง มันคนละมุมเลย

จูเน่: หลายคนจะบอกว่าคนที่เล่นเป็นตัวเองมากที่สุดคือหนู เพราะตัวจริงก็เป็นคนชัดเจน กวนๆ มีความเป็นพี่หน่อย อีกอย่างที่คิดว่าตัวเองคล้ายตัวละครตะวันคือ พยายามมองหาผู้ชายที่เพอร์เฟ็กต์ มองหาคนที่ดีที่สุด ก็เลยรู้สึกว่าไม่ลงเอยกับใครเสียที แต่เรื่องที่ตะวันเก่งกว่าคือการควบคุมอารมณ์และการเอนเตอร์เทนคนอื่น ในชีวิตจริงอาจจะไม่ได้ทำได้มากขนาดนั้น

เจน: ตัวละครทรายกับเจนเหมือนกันค่ะ แต่ในซีรีส์จะมีความเป็นสาวมากขึ้น และน่าจะหวานกว่าตัวจริงนิดหน่อย

มิวนิค: ส่วนแพรวพราวกับหนู ต่างกันตรงที่ในชีวิตจริง หนูเป็นพี่คนโต แต่ในเรื่องเป็นน้องคนเล็กสุดของบ้าน  นิสัยก็อาจจะไม่เหมือน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแพรวพราวไม่ได้เป็นเด็กที่คิดมากและคนชอบวางแผนชีวิตแบบหนู

 

 

ทำไมถึงเลือกแหม่มคัทลียา แมคอินทอช และดู๋สัญญา คุณากร มารับบทพ่อและแม่ในซีรีส์เรื่องนี้

แคลร์: พอคิดว่าจะให้ใครมาเล่นเป็นพ่อแม่ ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวละครหลัก ก็รู้สึกว่านักแสดงผู้หญิงที่มารับบทนี้ ที่มีลูกสาวสวยถึง 5 คนต้องแข็งแรง มีบารมี แล้วตอนนั้นพี่แหม่มก็เพิ่งเล่นเลือดข้นคนจางไป ประกอบกับตอนที่แคลร์ยังเด็กได้ดูพี่แหม่มเล่นละครแนวโรแมนติก-คอเมดี้เยอะ รู้สึกว่าเขาน่ารัก ซึ่งตัวจริงเขาก็น่ารักอยู่แล้ว เลยอยากเห็นพี่แหม่มในมุมน่ารักๆ อีก ซึ่งพอชวนพี่แหม่ม เขาก็แฮปปี้มาก ตกลงรับเล่นง่ายๆ เลย ต่อมาคือบทพ่อ โจทย์คือคนที่จะมาแสดงคู่ด้วยก็ต้องเป็นเบอร์ใหญ่เหมือนกัน  พี่ปิง(เกรียงไกร วชิรธรรมพร) โปรดิวเซอร์ซีรีส์เรื่องนี้ก็นึกถึงพี่ดู๋ขึ้นมา แล้วพี่ดู๋กับพี่แหม่มก็เคยเล่นละครเรื่องชายไม่จริงหญิงแท้เวอร์ชั่นแรกด้วยกันมาก่อนด้วย ตอนแรกทีมงานทุกคนบอกว่าพี่ดู๋ไม่รับแน่ๆ เขาไม่รับละครมา 7 ปีแล้ว ในใจหนูก็รู้สึกกลัวด้วย คิดว่านี่เราต้องทำงานกับพี่ดู๋เลยเหรอ ก็เลยมีความต่อต้านลึกๆ แต่พอทุกคนสรุปว่า นี่เป็นภาพที่ดีมากที่จะได้เห็น ดู๋-แหม่ม หวนกลับมาคืนจอด้วยกัน ซึ่งพี่แหม่มเองก็อยากให้พี่ดู๋มาเล่นด้วยเหมือนกัน ก็เลยลองติดต่อดู พอไปคุยกับพี่ดู๋ แล้วบอกว่ามีพี่แหม่มกับเก้าเล่น เขาก็ตกลงเลย แล้วพวกหนูก็อึ้งมาก เพราะคิดว่าน่าจะยากกว่านี้ พอถึงวันที่อ่านบทก็ได้เห็นว่าพี่ดู๋อ่านบทละเอียดมาก เขามีความเห็น อยากมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตรงไหนที่ไม่สมเหตุสมผล พี่ดู๋จะถามกลับมาเยอะมาก หนูก็ตายแล้ว ตายแน่ (หัวเราะ) แต่เพราะอย่างนั้น ก็เลยทำให้ต้องฮึดสู้ขึ้นมา ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะนักแสดงที่มาร่วมงานกับเราทุกคนคือสุดยอด ก็เลยคุยกับเขามากขึ้น พยายามให้เราเห็นภาพตรงกัน และทุกคนโปรเฟสชันนัลมาก หลังๆ กลายเป็นเราเข้ากันได้ดีมาก ตอนนี้ไม่เกร็งกับพี่ดู๋แล้วค่ะ กอดเลย เรียกเป็นพ่อดู๋เลย กลายเป็นสนิทกัน เข้าใจกันไปแล้ว

 

ถ้าอย่างนั้นช่วยเล่าถึงประสบการณ์ดีๆ ที่เกิดขึ้นในละครเรื่องนี้ให้ฟังหน่อย

แคลร์:  ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้หนูได้ทำงานกับคนที่เก่งกว่าเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น นักแสดง ทีมงานทุกคนล้วนมีประสบการณ์มากกว่าหมดเลย แล้วทุกคนก็สอนเราว่าต้องทำอะไรบ้าง อีกอย่างหนูเคยทำแต่หนังสั้นไม่เคยทำงานใหญ่ขนาดนี้ พอมาทำซีรีส์ สเกลมันใหญ่ขึ้น เราเลยเหมือนได้เรียนใหม่เลย

เฌอปราง: ส่วนเฌอ ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนเป็นการปลดล็อกเรื่องการแสดงของตัวเอง เพราะตอนที่แสดงเป็นพาย ในเรื่องโฮมสเตย์ มีจุดที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บและไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีก แต่พอได้มาแสดงเรื่องนี้ เหมือนได้เรียนรู้และแยกตัวออกจากการแสดงได้มากขึ้น จากความรู้สึกนี้ทำให้กล้าทำอะไรมากขึ้นด้วยค่ะ

ปัญ: ตอนแรกไม่ชอบการแสดงมากๆ  รู้สึกกลัวไปหมด แต่พอเล่นซีรีส์เรื่องนี้เสร็จ ก็เหมือนได้ทำลายกำแพงด้านการแสดงลงไปและเริ่มชอบเรื่องนี้มากขึ้นค่ะ อีกอย่างหนึ่งคือเหมือนเป็นการโกงประสบการณ์ด้วย เพราะหลายๆ อย่างในชีวิตยังไม่เคยเจอก็ได้มาลองรู้สึกในการเป็นตัวละครพลอย เช่น  ชีวิตจริง เรามีกันแค่ 2 พี่น้อง แต่ในเรื่องนี้ต้องมีพี่น้อง 5 คน และเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องแรกเต็มตัวด้วยค่ะ

วี: วีว่าเรื่องนี้เราได้เวิร์กช็อปเยอะมาก (ลากเสียงยาว) และได้เรียนรู้ว่าซีรีส์ ต้องเล่นยังไง เรียนรู้การวางตัว ทั้งกับเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ ส่วนตัวเองไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาแสดงละครด้วย แต่พอได้รับโอกาสจริงๆ ก็แฮปปี้และสนุกมากค่ะ

ฟ้อนด์: ประสบการณ์ที่ได้มากที่สุดจากซีรีส์เรื่องนี้คือการได้เห็นว่าคนที่เป็นมืออาชีพเขาทำงานกันอย่างไร และก็ได้อะไรจากนักแสดงท่านอื่นเยอะเหมือนกัน

น้ำใส: สำหรับหนู One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ เหมือนทำให้เราได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งและเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขมากค่ะ

จูเน่: ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชีวิตเลยนะคะ ทำให้ได้ประสบการณ์สายการแสดงที่แทบจะไม่มีมาก่อนเลย ได้ทำงานกับทีมงานคุณภาพอย่าง GDH ที่อยากทำด้วยมากๆ ได้เรียนรู้วิธีการทำงานโปรดักชั่นทั้งหมด และที่สำคัญที่สุด คือได้ลองแสดง ได้เวิร์กช็อป มันให้อะไรมากกว่าการแค่รู้ว่าจะต้องแสดงอย่างไร แต่ว่าได้เข้าใจถึงตัวละคร ความเป็นมนุษย์ในหลายๆ รูปแบบมากขึ้น ซึ่งนำมาใช้กับชีวิตจริงได้ และได้รู้จักพี่ดู๋ พี่แหม่ม พี่เก้า พี่ไอซ์ซึ และนักแสดงอีกหลายๆ คนเลย

เจน: ได้ประสบการณ์การเป็นนักแสดงซึ่งเป็นครั้งแรกค่ะ ได้เรียนรู้ว่ากองถ่ายต้องทำงานกันแบบนี้ และต้องทำการบ้านเวลาที่เราต้องไปแสดงด้วย

มิวนิค: สำหรับหนู หนึ่งในประสบการณ์ที่ดีที่สุดคือการได้ร่วมงานกับพี่ดู๋ พี่แหม่ม ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีฝีมือมากๆ ตัวจริงๆ พี่เขามีความเป็นกันเอง และช่วยซัพพอร์ตในเรื่องการแสดงให้กับหนูด้วยค่ะ

 

 

ซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงการซัพพอร์ต การดูแลซึ่งกันและกัน และยังมีซิงเกิ้ลสายซับออกมาให้ฟังกันด้วย เลยอยากรู้ว่า ใครคือ สายซับตัวจริงในชีวิตของทุกคน

แคลร์: เพื่อนค่ะ แคลร์สนิทกับเพื่อนมาก เวลามีปัญหาครอบครัวหรือทุกเรื่องก็คุยกับเพื่อนได้หมดเลย เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่ม.ต้น พูดได้ทุกเรื่อง รู้สึกอุ่นใจที่มีเพื่อนกลุ่มนี้มาตลอด ซึ่งคาแร็กเตอร์ตัวละครเรื่องนี้ ที่จริงแล้วก็ดึงมาจากเพื่อนทั้งนั้น เพราะแต่ละคนจะมีนิสัยแตกต่างหลากหลาย คาแร็กเตอร์ก็ต่างกัน

เฌอปราง: คุณแม่คือสายซับตัวจริงค่ะ แล้วก็มีคุณพ่อกับน้องด้วย รวมถึงแฟนๆ ที่คอยเอ็นจอยกับสิ่งที่เฌอทำในทุกวัน นอกจากนี้ยังมีทีมทำงานทั้งในออฟฟิศ หรือในเมมเบอร์กันเองค่ะ รู้สึกว่าทุกคนซัพพอร์ตตามวาระและโอกาสในแต่ละงาน ถ้าในซีรีส์นี้ สายซับจะเป็นพี่แคลร์ พี่ดู๋ พี่แหม่ม เขาทำให้เราเห็นว่านี่ล่ะคือคนที่ผ่านงานในวงการมาเยอะและอยู่มานาน ได้เปิดประสบการณ์ ได้เปิดโลก เฌออยากเป็นคนที่เปิดรับตลอดเวลาแบบพี่ๆ รู้สึกว่าเขาพยายามที่จะเรียนรู้กับพวกเรา ตอนนี้เขาทำอะไรกัน เล่นอะไรกัน รู้สึกว่าเขาเอ็นจอย และเข้าถึงง่าย แล้วก็น้องๆ อีก 7 คนในเรื่องก็จะคอยซัพพอร์ตเราด้วย

ปัญ: คุณพ่อ คุณแม่ และแฟนคลับคือคนที่ซัพพอร์ตเวลาที่เสียความมั่นใจ รวมถึงเมมเบอร์ทุกคน อย่างตอนประกาศเซ็มบัสสึ ว่าใครจะเป็นตัวหลักในเพลงนี้ คนที่อยู่ในโมเมนต์การประกาศด้วยกันก็คือเมมเบอร์ เขาก็จะอยู่ในสถานะเดียวกับเรา และรู้เราจะรู้สึกอย่างไรถ้าติดหรือไม่ติด เขาก็จะคอยมาอยู่ข้างๆ ตลอดเลย อุ่นใจมากค่ะ ส่วนในกองถ่าย สายซับคือพี่แคลร์กับครูนัตตี้ (นันทนัท ฐกัดกุล) โดยเฉพาะพี่ๆ นักแสดงที่เป็นรุ่นพี่อย่างพี่ดู๋ พี่แหม่ม พี่ไอซ์ซึ พี่เก้า บางทีไม่ค่อยมั่นใจในการแสดง พี่ไอซ์ซึก็แนะนำว่า จริงๆ เอามาใช้ได้นะ เพราะว่าตัวละครพลอยเป็นตัวละครที่ไม่มั่นใจในตัวเอง พอเราไม่มั่นใจในด้านการแสดงของเราก็สื่อออกมาในแบบของพลอยได้เหมือนกันว่าเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ส่วนพี่แคลร์กับครูนัตตี้ที่เป็นครูสอนการแสดง เขาเป็นสายซับในเชิงคอยช่วยเราให้เราผ่านซีนนั้นไปให้ได้ แล้วยังมีวิธีการพูดที่ทำให้เราเข้าใจตัวละครตัวนี้มากขึ้น ให้กำลังใจตลอด

วี: ครอบครัวเป็นสายซับของหนูค่ะ แต่ถ้าใน BNK48  สายซับก็เยอะนะคะ เหมือนต่างคนก็ต่างมาช่วยกัน ใครมีอะไรถ้าเข้าไปคุยก็จะแนะนำกัน ส่วนในซีรีส์ สายซับก็คือทุกคนค่ะ เพราะเวลาเล่นกับใคร เขาก็ต้องซัพพอร์ตเราด้วย แต่ถ้าไม่รวมตอนเข้าฉาก ก็จะเป็นพี่แคลร์ ครูนัตตี้ ที่จะคอยมาซัพพอร์ตตลอดเวลา ถ้าเราไม่รู้อะไร ก็จะมาช่วย

ฟ้อนด์: ถ้านอกจากครอบครัวก็คงจะเป็น แบมบู ( จณิสตา ตันศิริ), พี่มิวนิค,พี่ปัญ พี่วี ในวง BNK 48 ค่ะ  เวลาหนูมีปัญหา หนูจะกล้าเข้าไปปรึกษาสี่คนนี้มากที่สุด เข้าไประบาย เลยรู้สึกว่าเขาเป็นสายซับสำหรับหนู ส่วนในกองซีรีส์ก็เป็นพ่อดู๋กับพี่เก้า เพราะสัมผัสได้ถึงความเป็นครอบครัวจริงๆ บางทีก็ชอบคิดว่าเขาคือพ่อและพี่ชายของเราจริงๆ

น้ำใส: ครอบครัวคือสายซับตัวจริงเลยนะคะ ด้วยความที่ถูกเลี้ยงมาว่ามีอะไรก็เล่าให้ฟัง ก็เลยกลายเป็นคนพูดเยอะ แม่จะถามทุกครั้งเลยว่าวันนี้เป็นยังไง มีอะไรจะเล่าไหม เราก็จะเล่าให้เขาฟัง อย่างถ้าเรื่องไหนเครียดมากๆ อย่างเรื่องเรียน ถ้าคุยกับแม่ แม่จะไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องคุยกับพ่อ แต่ถ้าวันไหนอยากกอด ก็จะเดินไปหาน้อง ขอกอดหน่อย ส่วน BNK48 ทุกคนคือสายซับของหนูเหมือนกันค่ะ

จูเน่: ทุกคนในครอบครัวคือสายซับของหนูค่ะ อย่างคุณพ่อจะเป็นสายซับทางด้านอารมณ์ได้ดีมาก เขาจะเป็นคนที่โพสิทีฟตลอดเวลา คล้ายๆ พี่ดู๋นิดหนึ่งที่จะมีความเฮฮา กวนๆ มีความเอนเตอร์เทนทุกคนตลอด เวลาเหนื่อย อารมณ์ไม่ดี หนูจะโทรหาคุณพ่อ ส่วนคุณแม่จะเป็นสายซับด้านผู้หญิงที่แข็งแกร่งมากๆ ผ่านอะไรมาด้วยตัวเขาเอง ทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง เวลาไหนที่รู้สึกขี้เกียจหรือไม่มีกำลังใจจะเดินต่อ พอได้นึกถึงแม่ก็จะไม่ลืมความฝันที่สักวันหนึ่งเราจะต้องสร้างรายได้ให้ได้มากกว่าเขา ส่วนพี่น้อง หลังๆ อาจจะไม่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมาก แต่ก็ให้สเปซ เข้าใจ ให้กำลังใจเราอยู่ไกลๆ ส่วนใน BNK48 ถ้าหลักๆ เลยน่าจะเป็นมายยู ( กวิสรา สิงห์ปลอด) เราอยู่ในช่วงอายุใกล้กันด้วย ผ่านอะไรมาคล้ายๆ กัน เช่น ไม่ได้อยู่บ้านกับพ่อแม่ ออกมาทำงาน ต้องมาใช้ชีวิตเองคนเดียว ทำให้เราสู้ไปด้วยกัน อีกคนคือน้ำใส คนนี้สายซับทั้งในซีรีส์และในชีวิตจริงด้วย เป็นทั้งเพื่อน แม่ พี่ หลายๆ คนเรียกเขาว่าเป็น Happy Virus เขาจะสดใส แฮปปี้ แต่ว่าหลายคนอาจจะยังไม่เห็นว่าเขามีมุมนี้ น้ำใสเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นมาก รับฟัง อยู่ข้างๆ หนูตลอด และช่วยหนูเยอะมากๆ เขาเหมือนมีเรดาร์ที่จะจับได้ว่าใครรู้สึกอย่างไร

เจน: ทุกคนในบ้านเป็นสายซับของหนูค่ะ ส่วนใน BNK48 จะเป็นคนอายุไล่เลี่ยกันมากกว่า อย่างปัญ ถ้าเด็กกว่าก็มิวสิค สลับๆ กันไป ส่วนในกองซีรีส์ ก็เป็นพี่แคลร์ค่ะ (หัวเราะ) พี่แคลร์เป็นคนร่าเริงตลอดเวลา น่ารัก เข้าถึงง่าย เวลามีปัญหาอะไรจะไม่เกร็งในการที่จะถาม

มิวนิค: คุณพ่อ คุณแม่ น้องสาว และคนใกล้ตัวหนูทั้งหมดคือคนที่คอยซัพพอร์ตหนู ส่วนในกองถ่าย ก็เป็นนักแสดงทุกคน เวลาไหนที่เรามีซีนเครียดๆ ด้วยกัน แล้วเราอยู่กันครบจะรู้สึกสบายใจมาก ถ้าใน BNK48 ก็คือ แบมบู และฟ้อนด์ค่ะ

 

 

แล้วหนุ่มแบบไหน ที่จะสามารถผ่านด่านคนในครอบครัวจนกลายมาเป็นสายซับ คนสำคัญในชีวิตเราได้

เฌอปราง: ต้องเป็นคนที่เราถูกใจ อยู่ด้วยกันได้ รับเราได้ในทุกๆ ด้าน คือต้องศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกันเยอะพอสมควรค่ะ ไม่เชิงว่าจะต้องเข้ากับพ่อแม่ให้ได้ แต่คุยกันรู้เรื่อง บางทีไลฟ์สไตล์อาจจะเข้ากันไม่ได้ แต่ว่าขอให้มีพื้นที่ให้กัน ตัวเฌอเองชอบคนที่ให้ไอเดียเราได้ ต้องเก่งกว่าเฌอหน่อย เป็นคนที่มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่เฌอยอมรับเขา รู้สึกว่าอยากให้เขามาเติมในฝั่งที่เราไม่มีได้

ปัญ: เรื่องหนุ่มๆ ก็มีบ้าง แต่ไม่เคยคิดถึงการพาเข้ามาบ้านเลยค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่หนูโดนถามอย่างนี้ (หัวเราะ) หนูรู้สึกว่าทัศนคติต่อผู้ชายหรือสเป็กของหนูมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตอนแรกด้วยความเป็นเด็ก เวลาเราดูซีรีส์ ก็จะแบบชอบแบดบอย แต่พอยิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าอาจจะมาอยู่ในชีวิตเรายาก เลยไม่ได้มีตายตัว แค่รู้สึกว่าชอบคนที่โตกว่า และคุยกันได้รู้เรื่อง ที่บ้านหนูก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ว่าห้ามพาคนแบบเข้าบ้านด้วย

วี: คงต้องเป็นคนที่ทำให้หนูมีความสุขได้ ไม่ได้เข้ามาแล้วทำให้ดร็อปลง แล้วด้วยความที่เราอยู่ในเป็นครอบครัวคนจีน เลยน่าจะยากหน่อยสำหรับคุณพ่อ คือเขาชอบทำเป็นไม่หวงนะคะ (หัวเราะ) แต่เหมือนมีออร่าบางอย่าง ส่วนแม่ หนูก็เล่าให้ฟังว่าอะไรยังไงบ้าง แม่ก็จะชอบถามว่าเขาอยู่ไหน ทำอะไร แต่คิดว่าทุกบ้านต่างก็ต้องการคนที่ทำให้ลูกมีความสุขมาเป็นคู่ชีวิตค่ะ

ฟ้อนด์: หนุ่มคนนั้นต้องเป็นคนไม่คิดมากค่ะ สบายๆ เพียงแค่นี้ก็เข้ามาอยู่ในครอบครัวหนูได้แล้ว

น้ำใส: หนูคงชอบคนที่เหมือนพ่อกับน้องค่ะ คือเป็นที่พึ่งได้เพราะทั้งคู่เหมือนเป็นทุกอย่างในบ้านแล้ว สองคนนี้เขาจะเป็นคนที่ซ่อมได้ทุกอย่างจริงๆ เหมือนเป็นแม็กไกเวอร์ทั้งคู่เลย (หัวเราะ)

จูเน่: หนูขอแค่เป็นคนที่รับฟังและเข้าใจด้วยใจจริง เป็นคนรู้วิธีสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนอื่นได้ และเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าใครก็ตาม เราอยู่กันได้ ถ้าเราฟังกัน ชีวิตเราก็จะดีค่ะ

เจน: ถ้าเป็นทางกายภาพ จะชอบแบบแบดบอยค่ะ (หัวเราะ) แต่ถ้าเจอจริงๆ ก็คงไม่ได้เลือกดูที่ภายนอกหรอก คงจะเริ่มจากการคุยกันก่อน ดูว่าคุยกับคนนี้แล้วสบายใจหรือเปล่า และเขาสามารถอยู่กับเราได้ไหม ไม่ต้องเลี้ยงดูเราก็ได้ แต่เลี้ยงดูตัวเองได้ไหม แต่ฟีลแบบโรแมนติค เทคแคร์ก็ยังต้องการนะคะ ขี้อ้อนด้วยนิดหน่อย (หัวเราะ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็น่าจะเป็นคนที่เราสบายใจที่จะอยู่ด้วย และเป็นคนที่เราอยากจะอยู่กับเขาตลอดไป

มิวนิค: รู้สึกห่างไกลประสบการณ์ตรงนั้นมากค่ะ (หัวเราะ) คิดว่าคงเป็นคนที่คิดไปในแนวทางเดียวกัน คุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า ไม่ได้มีสเป็กว่าต้องเป็นฝรั่งหรืออะไร แล้วหนูจะชอบคนที่โตกว่า เพราะในชีวิตจริงเราเป็นพี่อยู่แล้ว ก็อยากเป็นน้องที่มีคนดูแลบ้างเท่านั้นเองค่ะ

 

เครดิต: OK! Magazine Thailand Issue 322

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

Website : www.okmagazine-thai.com
Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : twitter.com/okthailand

 

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

คริส อีแวนส์ กลับมาใน “Defending Jacob” ซีรีส์ดราม่าเรื่องใหม่ทาง Apple TV+

คริส อีแวนส์ กลับมาใน “Defending Jacob” ซีรีส์ดราม่าเรื่องใหม่ทาง Apple TV+

  ไม่ต้องรอหนังซูเปอร์ฮีไร่ภาคใหม่ เมษายนนี้แฟน ๆ [...]

READ MORE
10 ซีรีส์น่าดู 2020 ปักหมุดงานคัมแบ็กโอปป้าที่เหล่าภรรยาห้ามพลาด!

10 ซีรีส์น่าดู 2020 ปักหมุดงานคัมแบ็กโอปป้าที่เหล่าภรรยาห้ามพลาด!

เดือนที่ 3 ของปีที่แสนวุ่นวายกำลังจะผ่านไปอีกเดือนแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส [...]

READ MORE