ไปให้สุดแล้วหยุดที่จักรวาลกับ ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ไทยแลนด์สู้ๆ

ไปให้สุดแล้วหยุดที่จักรวาลกับ ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ไทยแลนด์สู้ๆ

สาวงามคนล่าสุดที่เวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์พร้อมส่งเธอไปสู่จักรวาลคือสาวลูกครึ่งไทย-แคนาดาที่พกพาความสวยแบบครบเครื่อง ทั้งรูปร่าง หน้าตา ความรู้ ความสามารถ เรียกได้ว่า ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น คือความหวังของแฟนๆ นางงามว่าเธอน่าจะสามารถจะคว้ามงกุฏที่ 3 นางงามจักรวาลกลับมาเป็นของขวัญชิ้นงามให้กับคนไทยได้ชื่นใจอีกด้วย ได้ข่าวมาว่าฟ้าใสฟิตสุดๆ กับการประกวดครั้งนี้ แต่ก่อนจะถึงช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องลุ้นตัวโก่ง เราไปทำความรู้จักกับสาวงามคนนี้ให้มากขึ้นดีกว่า

 

 

ในที่สุด ความฝันก็เป็นจริง!

“นี่เราฝันไปหรือเปล่า” คือความรู้สึกตอนที่รู้ว่าได้ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปี 2019 แต่พอผ่านเวลามาแล้วได้ย้อนกลับไปดูตัวเองในช่วงเวลานั้นก็ยังคุยกับพ่อเลยว่า “นั่นหนูเหรอคะ มันเหลือเชื่อ” ยิ่งพอได้ดูคลิป Fans Reaction ยิ่งทำให้รู้สึกภูมิใจมากเลยค่ะ เพราะกว่าจะถึงวันนี้ เคยทั้งท้อ เศร้า เสียใจ และเหนื่อยมามาก แต่พอมองย้อนกลับไปแล้วค่อยๆ ไล่เรียงเรื่องราวมาจนถึงวันนี้ รู้สึกว่าคุ้มค่ามาก คิดว่าคุณสมบัติที่ทำให้มีวันนี้ได้เพราะเป็นคนที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลา จุดไหนที่เราจะต้องปรับปรุงเราก็ปรับแล้วมันจะไม่กลับไปล้มที่จุดเดิม แล้วปีนี้ก็โชคดีที่มีทีมมืออาชีพมาแนะนำด้วย ก็เลยทำให้เราพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ จนถึงวันประกวด เป้าหมายตอนนี้คือฝึกซ้อมเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด “ไปให้สุดแล้วหยุดที่จักรวาล” ค่ะ

 

ตอบคำถามที่ค้างคาใจด้วยการคว้าโอกาสครั้งที่ 2

ถึงแม้จะประกวดมาหลายเวที แต่เวทีที่กลับมาประกวดซ้ำคือเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ก่อนหน้านั้นที่เข้าประกวดเวทีต่างๆ เพราะอยากได้เพื่อนและชอบด้วย รู้สึกสนุกดีที่ได้ทำกิจกรรม แต่พอหลังจากประกวดเวทีนางสาวไทยแล้วก็รู้ว่าการที่จะเป็นนางงามในยุคปัจจุบันได้ จะต้องสวยและฉลาดด้วย ซึ่งเขาจะดูว่าผู้หญิงคนนี้ฉลาดหรือเปล่าที่ผลการเรียน ก็เลยตั้งเป้าหมายในปี 2015 เลยว่า ตอนนี้เราเหลือเวลาเรียนอีก 2 ปี ดังนั้นจะต้องเรียนจบและคว้าเกียรตินิยมให้ได้ แล้วพอได้ตามเป้าหมาย เราก็มาแบบตั้งใจมากบนเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ครั้งก่อน แต่ก็ไม่สามารถคว้ามงกุฏได้ (ฟ้าใสได้รับตำแหน่งรองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017)  ก่อนที่จะกลับมาประกวดเวทีเดิมในปีนี้ ก็ถามตัวเองเหมือนกันว่ามันจำเป็นเหรอที่เราจะต้องกลับมาประกวด จำเป็นเหรอที่เราจะต้องเป็นนางงามในเมื่อเรามีสายงานอื่นๆ ที่สามารถไปได้ แต่ก็เหมือนเรามีคำถามที่คาใจอยู่ค่ะว่า แล้วถ้าไม่ประกวด วันหนึ่งจะไม่ถามตัวเองเหรอว่า ถ้าในวันนั้นเราประกวด มันจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า ประกอบกับการที่บริษัท ทีพีเอ็น 2018 จำกัด ผู้จัดการประกวดครั้งนี้ประกาศอย่างชัดเจนว่า เขาให้โอกาสคนที่เคยประกวดแล้วกลับมาประกวดใหม่ ในเมื่อเขาให้โอกาสแล้วเราไม่คว้าโอกาสนั้น สุดท้ายเราคงจะเสียใจและเสียดายมากกว่า ก็เลยตัดสินใจกลับมาประกวดอีกครั้งหนึ่งค่ะ

 

 

เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและมองหาคุณค่าในตัวเอง

หลายเวทีที่ได้เข้าประกวดต่างให้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน เวทีแรกมิสไทยแลนด์ไชนีสคอสมอส 2013 เราสติหลุดในการตอบคำถาม เวทีที่ 2 มิสเซาท์อีสเอเชียไชนีสคอสมอส 2013  เป็นเวทีแรกที่ไปประกวดต่างประเทศ ทำให้รู้เลยว่าการที่จะเป็นนางงาม จะต้องแต่งหน้า ทำผมเป็น ต้องเตรียมเรื่องอาหารเผื่อว่ามีบางเมนูที่เรากินไม่เป็น ที่สำคัญคือต้องเตรียมเรื่องยาด้วย พอมาเวทีที่ 3 นางสาวไทย เวทีนี้ได้สอนเกี่ยวกับหน้าที่ของการเป็นนางงาม เวทีที่ 4 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์เป็นเวทีแรกที่รู้สึกเฟลมากๆ เพราะมันเป็นเวทีแรกที่ตั้งใจว่าเราอยากจะได้มงกุฎ เราลงทุนเรื่องการเทรนต่างๆ ทั้งฟิตหุ่น, บุคลิกภาพ, การตอบคำถาม ทุกอย่างเลย แต่ก็ไปไม่ถึงฝัน แล้วช่วงประกวด ก็กดดันตัวเองด้วย เพราะว่าหาจุดยืนของตัวเองไม่เจอ ก่อนหน้านั้นเวทีที่ 3 เราคิดว่าข้อดีหรือจุดเด่นของเราคือสูง เป็นลูกครึ่ง หน้าเป็นเอกลักษณ์ ได้ภาษาอังกฤษ เรียนจบต่างประเทศ แต่พอมาประกวดเวทีนี้ พี่มารีญา (มารีญา พูลเลิศลาภ) สูงกว่า เรียนจบปริญญาโท ฯลฯ เหมือนทุกอย่างกลายเป็นอีกขั้นหนึ่งที่มากกว่าเรา สรุปจุดเด่นของเราคืออะไร แล้วเราแตกต่างจากเขาอย่างไร หนูหาจุดยืนของหนูไม่เจอ พอถึงเวทีมิสไทยแลนด์เอิร์ธ 2017 เราได้เป็นตัวแทนไปประกวด มิสเอิร์ธ 2017 ที่ฟิลิปปินส์ ครั้งนี้ได้เรียนรู้ว่าการที่จะเป็นนางงาม ควรจะต้องมีเป้าหมายว่าจะทำอะไรเพื่อสังคมด้วย ควรจะต้องมีแคมเปญอะไรที่เป็นของเรา ส่วนเวทีล่าสุด มิสยูยิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 เราตั้งใจเตรียมตัวมากกว่าปี 2017  รู้ว่าคำว่ากดดันเป็นอย่างไร ก่อนจะมาประกวดก็ย้อนกลับมาถามตัวเองด้วยว่า สรุปแล้วจุดเด่นของเราคืออะไร แล้วก็พบแล้วค่ะ

 

ความเหมือนที่แตกต่าง เปิดใจให้กว้างแล้วจะพบตัวเอง

เมื่อก่อนคิดว่าข้อดีหรือจุดเด่นของตัวเองก็ไม่แตกต่างจากที่คนอื่นมี เช่น เราเป็นคนคิดบวก แต่ก็คิดบวกเหมือนคนโน้น เราเป็นนักสู้ แต่ก็เป็นนักสู้เหมือนคนนั้น เราเป็นคนเฟรนด์ลี่ แต่ก็เฟรนด์ลี่เหมือนคนโน้น เหมือนหาความโดดเด่นของตัวเองไม่เจอและรู้สึกท้อมาก ไม่รู้ว่าเราจะประกวดเพื่ออะไร เพราะไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเลย แล้วหนูก็ถามแฟนคลับด้วยว่าทำไมถึงเชียร์ให้กลับมาประกวดใหม่ เขาบอกว่าฟ้าใสมีข้อดีคือภาษา แต่คนโน้นเขาก็พูดได้นี่ แล้วเขาก็ลิสต์ข้อดีต่างๆ ของเรามาให้ แต่ก็จะปัดตลอดว่า ข้อนี้เหมือนคนโน้น คนนั้น จนวันหนึ่งก็ถามคุณพ่อว่าหนูมีข้อดีอะไรบ้างซึ่งคุณพ่อได้พูดขึ้นมาว่า ในเมื่อคนอื่นเขายังเชื่อว่าลูกทำได้แล้วทำไมลูกถึงไม่เชื่อว่าลูกทำได้ล่ะ คำพูดของคุณพ่อครั้งนั้นเหมือนเป็นการปลดล็อกความรู้สึกนี้ หนูเริ่มรับฟังและหันมามองตัวเองว่า ก็ใช่นะที่เรามีข้อดีเหมือนกับคนอื่น แต่พอนำมาบวกกับประสบการณ์ที่ผ่านมา นั่นล่ะที่ทำให้เราเป็นตัวของเราและเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ความรู้สึกนี้ทำให้รู้เลยว่า เราไม่จำเป็นต้องสูงที่สุด สวยที่สุด หรือเก่งที่สุด แต่ถ้าเรามาในแบบฉบับของเรา และนั่นอาจจะเข้าตากรรมการมากที่สุดก็ได้

 

 

สร้างความมั่นใจจากความรู้สึกข้างในของตัวเอง

มันไม่มีทางที่คุณจะได้ความมั่นใจถ้าคุณคอยแต่ถามคนอื่น เพราะว่าความมั่นใจนั้นมาจากตัวของเราเอง มีประโยคหนึ่งที่อยากจะบอกคนอื่นด้วยคือ ไม่มีใครมาดูถูกว่าเราทำไม่ได้ยกเว้นตัวเรายอมให้เขามาดูถูกเราเอง และเราต้องเชื่อจากใจจริงๆ ว่าเราทำได้ เพราะจะทำให้เกิดความมุ่งมั่น ทำทุกอย่างเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย สำหรับคนไม่มีความมั่นใจ คุณต้องคุยกับตัวเองดีๆ ว่าข้อดีของคุณคืออะไร ข้อไหนที่ควรปรับปรุง ถ้าคุณเปิดใจรับฟังก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น

 

เทคนิกวิธีฝึกจิตรับความกดดัน

เรื่องที่ยากที่สุดในการประกวดคือการรับมือกับโซเชียลมีเดียค่ะ โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่โดนวิจารณ์หรือคอมเมนต์แรงๆ เราจะเจ็บที่สุด  วิธีฝึกจิตคือไม่ต้องเปิดเพจที่วิจารณ์เราในช่วงที่ประกวด เพราะเขาจะไม่ค่อยเข้ามาคอมเมนต์ใต้ภาพในโซเชี่ยลมีเดียส่วนตัวของเราเท่าไร ซึ่งถ้าจะมีเข้ามาเมนต์ในแบบไม่ค่อยดีอย่างพวกนักเลงคีย์บอร์ด ก็ต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่า เราเป็นแบบนั้นไหม ถ้าไม่เป็นก็ไม่ต้องไปฟังเขา จะเรียกว่าหนูสตรองพอก็ได้   (หัวเราะ) เพราะเจอมาเยอะแล้วค่ะจากหลายเวที (แล้วมักจะโดนคอมเมนต์เรื่องอะไร) ตาห่าง, สวยไม่มีสมอง , Copycat ฯลฯ แต่ก็มองอีกมุมหนึ่งนะคะว่า ขนาดเรายังไม่ชอบทุกคนบนโลกนี้เลย ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีคนไม่ชอบเรา

 

 

เปลี่ยนความกดดันให้เป็นเป้าหมาย

จากที่มีกระแสว่าหนูมีศักยภาพในการที่จะคว้ามงกุฎที่ 3 บนเวทีมิสยูนิเวิร์สหนูรู้สึกขอบคุณมากๆ นะคะ อาจจะรู้สึกกดดันบ้างแต่นี่ก็เป็นเป้าหมายและความฝันของหนูเหมือนกัน ตอนนี้ก็จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งเรามีแพสชั่นในด้านนี้มากกว่าคำว่าหน้าที่อยู่แล้ว รู้สึกดีใจที่มีคนไทยทั้งประเทศสนับสนุนและให้กำลังใจมาเยอะมากค่ะ

 

 

เครดิต:OK! Magazine Issue 316

นางแบบ: ปวีณสุดา ดรูอิ้น

เสื้อผ้า: ASAVA

สไตลิสต์: สัญฐิติ บุญแสวง

แต่งหน้า:  รัชกร  ลือจันดา, BSC Cosmetology

ทำผม: ศราวุธ เรขาลิขิต

ช่างภาพ: บุญแผ้ว แดงแท้

ผู้ช่วยช่างภาพ: ธนพร พิกุล, ธีรภัทร รัตนกุลชัยอนันท์

สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

สถานที่: คอนโดมิเนียม A Space ID Asoke-Ratchada

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

 

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

เปิดวาร์ป พัคยูชอน บินล่วงหน้ามาเมืองไทยครึ่งเดือน! ก่อนนัดเจอทุกคน 25 ม.ค.
เซอร์ชา โรแนน ถ่ายทอดพลังหญิงที่ไม่จำเป็นต้องมีไว้รักเท่านั้นใน Little Women

เซอร์ชา โรแนน ถ่ายทอดพลังหญิงที่ไม่จำเป็นต้องมีไว้รักเท่านั้นใน Little Women

หนังเรื่องไหนที่มีชื่อของนักแสดงสาวหน้าตาน่ารักเซอร์ชา โรแนน เป็นหนึ่งในนักแสดงแล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าเราจะได้เห็นฝีมือทางการแสดงที่ล้ำลึกของเธอเสมอ [...]

READ MORE