เคยนอยด์กับบทนี้! ทิโมธี ชาลาเมต์ กับบทเด็กติดยาบีบเค้นหัวใจใน Beautiful Boy

เคยนอยด์กับบทนี้! ทิโมธี ชาลาเมต์ กับบทเด็กติดยาบีบเค้นหัวใจใน Beautiful Boy

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าเขาคือนักแสดงดาวรุ่งที่ทุกคนหลงรัก สำหรับทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงเชื้อสายอเมริกัน-ฝรั่งเศสวัย 23 ปี หลังคว้าใจผู้ชมทั่วโลกจากหนังรักเกย์สุดซาบซึ้ง Call Me by Your Name จนมีชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมที่อายุน้อยที่สุดในงานประกาศรางวัลออสการ์ปี 2018 ทิโมธีก็เป็นที่จับตามามองของทั้งผู้คนในวงการฮอลลีวูดและบรรดาแฟนคลับทั่วโลก แม้จะไม่ใช่หนุ่มที่เป็นเจ้าของรูปร่างสุดแมน หล่อล่ำตามมาตรฐานพระเอกฮอลลีวูด แต่ต้องบอกว่าทิโมธีนั้นฉลาดในการเลือกบทบาทที่น่าสนใจ เปิดกว้างกับประสบการณ์การแสดงอันหลากหลาย ทั้งยังมีมุมของการเป็นนักแสดงที่มีความละเอียดอ่อนและล้ำลึกทางอารมณ์บางอย่าง เมื่อบวกกับหน้าตาหวานซึ้งชวนละมุนใจด้วยแล้ว ไม่แปลกที่หนุ่มหน้าสวยจะกลายเป็นนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น และผู้คนในวงการบันเทิงยังยกให้เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ดีที่สุดในรุ่นเดียวกันกับเขาเลยทีเดียว

 

เคยนอยด์กับบทนี้! ทิโมธี ชาลาเมต์

กับบทเด็กติดยาในหนังสุดบีบเค้นหัวใจ Beautiful Boy

 

 

นอกจากการเลือกรับบทบาทในหนังแต่ละเรื่องจะน่าสนใจแล้ว ทิโมธียังมาพร้อมสไตล์ที่โดดเด่นบนพรมแดงเสมออีกด้วย

 

A New Challenging Role

ล่าสุดทิโมธีท้าทายตัวเองอีกครั้งกับ Beautiful Boy หนังเรื่องใหม่ชื่อสวย แต่ไม่ได้โลกสวยอย่างที่คิด เมื่อหนังที่สร้างจากเรื่องจริงของสองพ่อลูกเดวิดและนิค เชฟฟ์ นำเสนอเรื่องราวหนักๆ และบีบคั้นหัวใจอย่างการติดยาเสพติดของวัยรุ่น ในเรื่องทิโมธีรับบทนิค เชฟฟ์ เด็กหนุ่มผู้มีอนาคตไกล เขาเป็นทั้งเด็กเรียนเก่ง บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์โรงเรียน นักวาดภาพ และนักกีฬา แต่ทุกสิ่งที่สร้างมากลับต้องพังทลายลง เพียงเพราะเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่กำลังกัดกินทั้งร่างกายและจิตใจของเขา มีเพียงความรักของคุณพ่อเดวิด เชฟฟ์ (แสดงโดยสตีฟ คาเรลล์) และครอบครัวเท่านั้น ที่จะช่วยเยียวยาให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ นี่เป็นอีกครั้งที่ทิโมธีตีบทแตก ด้วยการพาเราดำดิ่งไปสู่โลกที่มีแต่ความทุกข์ตรม และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรได้อย่างเหนือชั้น ส่งผลให้เขามีชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายบนเวที Golden Globe Awards ในปีนี้

 

 

 

Nerves & Anxiety

ทิโมธีเผยว่าตอนแรกเขากังวลกับการรับบทนิค เด็กวัยรุ่นติดยานี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวจากชีวิตจริงและจากคนที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ที่ต้องก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากในชีวิต “ตอนแรกผมกลัวและกังวลกับการรับบทนี้ เพราะเคยได้ยินคอมเมนต์ในแง่ลบมาว่าการรับบทตัวละครที่สร้างจากเรื่องจริงนั้นยากและน่ากลัว แต่ความรู้สึกเหล่านั้นมลายหายไปทันทีที่ผมได้เจอนิคตัวจริง เขาเป็นคนที่อบอุ่น จิตใจดี และฉลาดมาก ทำให้ผมหายนอยด์ไปเลย เหมือนผมได้ไฟเขียวจากนิคให้แสดงเป็นเขาได้ทันทีเลยล่ะ และหลังจากที่ได้ดูหนังแล้ว นิคยังพูดแซวๆ ผมเลยว่า ‘ผมอยากมีเสื้อผ้าแบบคุณในหนังบ้างจัง’ ต้องบอกว่าประสบการณ์การแสดงของผมในเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ตรงข้ามกับสิ่งที่ผมเคยได้ยินมาเลยล่ะ”

 

 

The Movie May Resonate with Audiences Today

นักแสดงดาวรุ่งให้คำตอบว่าเพราะเหตุใด Beautiful Boy น่าจะเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น “ผมรู้สึกว่าการนำเสนอหนังเกี่ยวกับการติดยาเป็นเรื่องเร่งด่วน นี่เป็นปัญหาที่ไม่เพียงแต่ผู้คนในอเมริกาและทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่เป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาที่วัยรุ่นมากมายกำลังรับมืออย่างยากลำบากและทุกข์ทรมานด้วย ที่จริงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ตลอดช่วงชีวิตของคนๆ หนึ่งก็เป็นเรื่องท้าทายอยู่แล้ว แต่ถ้ารวมเรื่องการพยายามเอาชนะอาการติดยาไปด้วย คุณจะเข้าใจว่าสำหรับหลายๆ คน ปัญหาที่ท้าทายเหล่านี้มันยากที่จะก้าวผ่านไปได้ การติดยาเสพติดเป็นเรื่องที่คุยยาก ผมจึงรู้สึกว่านี่เป็นเหตุผลที่เราควรนำเสนอเรื่องราวดีๆ ของ Beautiful Boy ผมภูมิใจมากที่หนังเผยให้เห็นภาพความทุกข์ทรมานของผู้คนที่ติดยาได้อย่างตรงไปตรงมา ผมตื่นเต้นและอยากให้คนรุ่นผมได้ดูหนังเรื่องนี้ เชื่อว่านี่คือปัญหาเร่งด่วนอย่างแท้จริงที่ผู้คนมากมายกำลังเผชิญอยู่”

 

 

ทางด้านสตีฟ นักแสดงมากฝีมือวัย 56 ปีจากหนังดัง Foxcatcher และ The Big Short เปิดใจว่าเขาสนใจบทพ่อที่ต้องช่วยเหลือลูกที่ทุกข์ทรมานจากการติดยาให้หลุดพ้นจากบ่วงของความทุกข์ “ผมสนใจบทเดวิดและอยากเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะผมเองก็เป็นพ่อ และมีลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น 2 คน ถ้าลูกผมติดยา ผมก็คงรู้สึกกลัวเหมือนเดวิด ความจริงบางอย่างของหนังเรื่องนี้ทำให้ผมกลัวนะ โดยเฉพาะความจริงที่ว่าพ่อคนหนึ่งคิดว่าเขาจะสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ เขาคิดว่าตัวเองสามารถตรวจสอบ ค้นหาข้อมูล ทำความเข้าใจ และแก้ปัญหาของลูกชายที่ติดยาได้ แต่ยิ่งพยายามค้นหาข้อมูลมากเท่าไร เขาก็ยิ่งตระหนักว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นค่อนข้างสูญเปล่า ที่จริงเขาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลงได้ นี่เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก”

 

 

Addiction Is Everywhere

การติดยาเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับผู้คนทั่วโลก แค่อเมริกาประเทศเดียว จากสถิติพบว่าชาวอเมริกันราว 20 ล้านคนเข้าข่ายใช้สารเสพติดในทางที่ผิด และปี 2017 พบว่ามีชาวอเมริกันราว 72,000 คนเสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาด ทิโมธีบอกว่าเขารู้สึกเข้าถึงข้อความที่หนัง Beautiful Boy ต้องการสื่อเช่นกัน นักแสดงหนุ่มเติบโตในนิวยอร์กซิตี้ เพื่อนของเขาหลายคนก็ต้องทุกข์ทรมานกับอาการติดยา และเข้ารับการบำบัดตอนที่อายุยังน้อย ทิโมธีรู้สึกไม่ดีที่การเสพยาได้รับการสดุดีว่าเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขในวัฒนธรรมป๊อป “วัยรุ่นรู้สึกสิ้นหวังและท้อแท้กับโลกหลังยุคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ภาระหนี้สินของนักศึกษาก็สูงลิ่ว แล้วไหนจะปัญหาว่างงานอีก หลายคนจึงเลือกยาเสพติดเป็นที่พึ่ง ยิ่งสวมบทตัวละครนิคมากขึ้นเท่าไร ผมก็ยิ่งเรียนรู้ว่าวัยรุ่นเหล่านั้นใช้ยาเพื่อบรรเทาความทุกข์ หลีกเลี่ยงความจริงไปชั่วขณะ มากกว่าใช้ยาเพื่อที่จะเมายาเสียด้วยซ้ำไป”

 

 

There Are No Easy Answers

ในหนังมีฉากแฮปปี้ๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก็มาแบบชั่วประเดี๋ยว ในขณะที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นที่ติดยาอย่างจริงจัง ฉากหนักๆ ในเรื่องมีมากมาย แต่ทั้งทิโมธีและสตีฟ นักแสดงรุ่นใหญ่ผู้รับบทพ่อของเขา เห็นตรงกันว่าฉากที่เล่นยากที่สุดคือฉากที่ทั้งคู่ต้องพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ทิโมธีเปิดใจว่า “การคุยโทรศัพท์ในเรื่องนี้ไม่สนุกเอาเสียเลย ฉากเหล่านั้นมันหลอนมากสำหรับผม” ทางด้านสตีฟกล่าวว่า “ผมคิดว่านี่เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องความรักของครอบครัว ในเรื่องมีฉากหนึ่งที่ตัวละครเดวิดที่ผมเล่นจำเป็นต้องหันหลังให้กับนิค ลูกชายของตัวเอง เพราะตระหนักได้ว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับครอบครัว นั่นเป็นฉากที่เล่นยาก เพราะมันเป็นการกระทำที่สวนทางกับทุกจิตใต้สำนึกของผมในฐานะพ่อคนหนึ่ง อีกทั้งยังยากสำหรับผมที่จะพยายามทำความเข้าใจความคิดของตัวละครที่หันหลังให้กับลูกของตัวเอง แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก อีกเรื่องที่ผมค้นพบจากการเล่น Beautiful Boy คือไม่มีคำตอบที่ง่ายในการแก้ปัญหาชีวิตที่พ่อลูกคู่นี้เผชิญอยู่เลย ไม่มีการจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่บางทีก็อาจเป็นการจบแบบที่มอบความหวังให้แก่เรา”

 

 

Is It A Story about Addiction or Love?

ถามว่า Beautiful Boy เป็นหนังที่พูดถึงการติดยาหรือหนังที่นำเสนอความรักของครอบครัวกันแน่ ทิโมธีให้คำตอบว่า “นี่อาจเป็นหนังที่พูดถึงการเยียวยาเพื่อให้คนที่ติดยากลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ได้ หรือบางทีนำเสนอทั้งเรื่องการติดยา ความรักของครอบครัว และการเยียวยาทั้ง 3 อย่าง ผมหวังว่า Beautiful Boy จะทำให้ผู้ชมมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของการติดยาเสพติดได้ ทำให้เขารู้ว่าการติดยาไม่ได้ส่งผลต่อคนเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบถึงทุกๆ คนที่รักคุณ ไม่ว่าจะครอบครัวหรือเพื่อน ชีวิตของคนติดยาไม่ได้เหมือนอยู่ในทริปปาร์ตี้ชวนเคลิ้มฝันหรอก บ่อยครั้งพวกเขาก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความไร้เหตุผลต่างๆ นานาด้วยเช่นกัน”

 

 

It Can Happen to Any Family

ทั้งสตีฟและทิโมธีหวังว่าคนที่มีโอกาสดู Beautiful Boy จะได้รับอะไรกลับไปบ้างจากหนังเรื่องนี้ สตีฟบอกว่า “ข้อความที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเรื่องของการติดยานั่นล่ะ มันเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกครอบครัว เพราะแม้แต่ครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นอย่างในเรื่องยังตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดได้เลย ผมจำได้ว่าตอนถ่ายหนังตามโลเคชั่นต่างๆ เมื่อผู้คนเข้าใจว่าธีมของหนังคืออะไร พวกเขาก็เริ่มเข้ามาพูดคุยให้เราฟังถึงเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับการติดยา การบำบัดและเลิกเสพ รวมถึงการสูญเสียของพวกเขา ไม่น่าเชื่อว่ายาเสพติดส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมากจริงๆ เพราะต่อให้คุณไม่รู้จักคนที่ติดยาเป็นการส่วนตัว คุณก็จะต้องมีคนรู้จักที่รู้จักคนที่ติดยาคนอื่นๆ”

 

ร่วมลุ้นว่าพลังรักของครอบครัวจะช่วยนำพานิค แสดงโดยทิโมธี ลูกชายที่ติดยา ให้หลุดพ้นจากการติดยาได้หรือไม่ใน Beautiful Boy

 

It’s Worth Trying

ทิโมธีเสริมว่า “ในหนังมีคำพูดหนึ่งของหมอที่น่าสนใจ เขาบอกว่าบางครั้งอาจไม่ใช่ว่าคนติดยาไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ารับการบำบัด แต่นั่นอาจเป็นเพราะเขาไม่สามารถเข้ารับการบำบัดได้ ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก และเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก แต่ความรักและกำลังใจจากครอบครัว และเหนือสิ่งอื่นใดคือความมุ่งมั่นตั้งใจ จะช่วยให้ผู้ติดยาก้าวผ่านปัญหาไปได้” ิการติดยาเป็นเรื่องที่คุยยาก เพราะเวลาที่พูดถึงเรื่องนี้ มันมักมาพร้อมคำตอบที่เราไม่อยากได้ยินและไม่น่าพึงใจเท่าไร บางครั้งแม้แต่คนที่เคยผ่านการติดยามาแล้ว อาจยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร Beautiful Boy อาจไม่ใช่หนังที่มีตอนจบโลกสวยแบบหนังฮอลลีวูดหลายๆ เรื่อง แต่มันตอกย้ำถึงข้อความที่ทรงพลังว่าแค่เราพยายามลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง นั่นก็คุ้มค่าแล้ว

 

 

TIMOTHEE’S ACTING ROLES

บทบาทที่ผ่านมาและบทใหม่ของทิโมธีที่น่าติดตามในปีนี้

 

WE’VE SEEN HIM IN…

Interstellar (2014)

 

Call Me by Your Name (2017)

 

Lady Bird (2017)

 

WE WILL SEE HIM IN THESE MOVIES IN 2019

1.The King หนังพีเรียดของผู้กำกับชาวออสเตรเลียเดวิด มิชอด

 

2.Little Women หนังดราม่าของผู้กำกับหญิงดาวรุ่งเกรต้า เกอร์วิก

 

3.A Rainy Day in New York หนังโรแมนติกคอเมดี้ของผู้กำกับรุ่นเก๋าวูดดี้ อัลเลน

 

4.The French Dispatch หนังดราม่าของผู้กำกับมาดติสต์เวส แอนเดอร์สัน

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com

♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand

♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand

♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

คริส เฮมสเวิร์ธ กับบทบาทชายชุดดำ ซูเปอร์ฮีโร่ และแอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุด

คริส เฮมสเวิร์ธ กับบทบาทชายชุดดำ ซูเปอร์ฮีโร่ และแอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุด

เดินหน้าสาดเสน่ห์ใส่สาวๆ ทั่วโลกแบบนอนสตอป สำหรับคริส เฮมสเวิร์ธ [...]

READ MORE
จากบทเอเลี่ยนสู่สาวนักฆ่า “ซาช่า ลุสส์” นางแบบสาวมากความสามารถจาก “ANNA สวยสะบัดสังหาร”