10 ละครเวทีสุดประทับใจของ ‘อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ’

10 ละครเวทีสุดประทับใจของ ‘อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ’

 

หลังจากที่เปิดเผยโฉม ‘หน้ากากระฆัง’ จากรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง หนุ่มมากความสามารถอย่างอาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ได้แสดงความสามารถอันเหลือล้นของเขาผ่านผลงานต่างๆ อีกมากมาย ล่าสุดเขาก็ได้ไปโชว์ฝีมือใน ‘คุณพระช่วยสำแดงสด ๗ นาคฟ้อน มังกรระบำ’ ด้วยวาระพิเศษกับการถ่ายทอดบทเพลงและโชว์ตระการตาในรูปแบบวัฒนธรรมไทย-จีน ประสบการณ์ต่างๆ สั่งสมให้อาร์มเป็นนักแสดงฝีมือเยี่ยมของวงการละครเวที แต่เขาก็ยังขยันลับฝีมือของตัวเองให้คมกริบอยู่เรื่อยๆ รวมถึงหาเวลาไปเสพความสุขและเรียนรู้การแสดงเพิ่มเติมจากละครเวทีเรื่องอื่นในฐานะผู้ชม ซึ่งอาร์มได้เลือกละครเวทีที่ประทับใจมากเป็นพิเศษมาบอกกับเรา 10 เรื่องด้วยกัน

 

 

1.เปิด (กระ) โปงคอนแวนต์

เปิด (กระ) โปงคอนแวนต์ เป็นละครนิเทศศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นอาร์มเรียนอยู่ปี 1 และได้เป็นคนเปิดไฟตามพระเอกและนางเอก ทำให้เราเห็นโลกเบื้องหลังของละครเวทีว่า 1 คนวิ่งอยู่บนเวที มีอีก 10 คนวิ่งอยู่หลังเวที คือเป็นเรื่องที่ทำให้อาร์มได้รู้จักละครเวทีจริงๆ ว่าคืออะไร เพราะก่อนหน้านั้นเคยได้แต่ดูอย่างเดียว รวมถึงรู้ว่าการจะได้เล่นละครต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะอาร์มไปแคสต์มา 3 บท…ปิ๋วหมด (หัวเราะ) มันเป็นโรงเรียนสอนให้รู้ว่าต้องมีการเตรียมพร้อมนะ เราต้องมีของและมีความตั้งใจด้วย

 

 

2.อลหม่านหลังบ้านทรายทอง

ครูที่สอนอาร์มร้องเพลงเป็นคนแนะนำให้ไปดู เรื่องอลหม่านหลังบ้านทรายทอง คือ บ้านทรายทอง ที่นำมาทำเป็นตลก เรียกว่าเป็นโชว์ซ้อนโชว์ มีป๊าจิ๊ (อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) และนักแสดงหลายๆ คนคือช่ำชองมาก อาร์มว่าคอเมดี้เป็นอะไรที่เล่นยากที่สุดแล้วนะ ซึ่งเรื่องนี้หัวเราะจนน้ำตาไหล จำได้ว่าตอนนั้นใส่กางเกงน้ำเงินไปดู เพราะยังเรียนมัธยมอยู่…นานมาก ไปดูแล้วก็ชอบ รู้สึกประทับใจ เพราะตลกและจังหวะดีมาก มีเทคนิคของโรงละครที่หมุนจากหน้าฉากเป็นหลังฉาก ความรู้สึกของเราตอนนั้นคือเจ๋งน่ะ

 

 

3.The Phantom of the Opera

The Phantom of the Opera เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องชอบและรู้จัก อาร์มได้ดูครั้งแรกตอนที่พี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) นำมาแสดงที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์นี่ล่ะ ดูแล้วก็ขนลุกไปหมดตั้งแต่เพลงเปิด…ชอบมาก ยิ่งใหญ่และสุดยอดจริงๆ อาจเพราะได้ดูใกล้ด้วย คือที่นั่งก็มีผลกับความรู้สึกเหมือนกัน อาร์มรู้สึกว่าต้องไม่ไกลเกิน เพื่อจะเห็นความรู้สึกทั้งหมดของนักแสดงผ่านสีหน้า แต่ที่ทำให้อินมากกว่านั้นคือพวกผู้ใหญ่ที่ไปดูมาเล่าให้ฟังว่าเวทีเหมือนเวทมนตร์เลยนะ จู่ๆ ก็มีเรือลอยมาบนเวที แชนเดอเลียลอยขึ้นไป เชิงเทียนผุดจากล่างเวที แล้วภาพทั้งหมดเกิดขึ้นตรงหน้าเรา โอ้โห! เจ๋งไปหมด

 

 

4.Les Misérables

ปีที่แล้วอาร์มตั้งใจบินไปดูเรื่อง Les Misérables นี้ที่สิงคโปร์เลย เป็นนักแสดงจากออสเตรเลียมาเล่น คือสิงคโปร์ดีอย่างที่ทุกๆ ปีจะนำละครบรอดเวย์มาเล่นวนไปเรื่อยๆ เรื่องนี้อาร์มได้ที่นั่งแทบจะหลังสุด เพราะบัตรแพง แต่ขนลุก เพราะเขาส่งพลังมาเยอะมาก คือถ้ารู้ว่าเรื่องไหนที่นั่งไม่ดี อาร์มจะมีกล้องส่องทางไกลเป็นอุปกรณ์ เพราะเรามีอาชีพนักแสดงก็อยากเห็นสีหน้าของเขาว่าเป็นอย่างไร การเคลื่อนจากอารมณ์ 1 ไป 2 อีกอย่างคือเห็นเทคนิคการร้องของเขา ดูปากรู้เลยว่าเขาดันลิ้นออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับนักร้องบ้านเรา แล้วก็ประทับใจฉากที่ผู้ร้ายจะกระโดดฆ่าตัวตาย โดยมีราวสะพานเลื่อนมาอยู่หน้าตัวละคร พอกระโดด 1 ก้าว ก็เก็บสะพาน จู่ๆ สลิงที่ติดตอนไหนไม่รู้ก็ทำให้ตัวละครค้างอยู่กลางอากาศ แล้วฉากหลังก็ฉายภาพวังน้ำวนเป็น 3 มิติ คือเปลี่ยนมุมมองไปเป็นภาพจากมุมสูง ผมนั่งอ้าปากค้างเลย…คิดได้อย่างไร ทุกปีเขาจะเปลี่ยนเทคนิคไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่คือเทคนิคล่าสุดที่ใช้

 

 

5.เด็กพิเศษ

เด็กพิเศษ เป็นละครโรงเล็กที่ไม่ใช่มิวสิคัล อาร์มชอบบทของเรื่องนี้มาก แล้วก็ถูกนำเสนอโดยนักแสดงชั้นครู คนที่เล่นเป็นแม่คือครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ซึ่งอาร์มเป็นลูกศิษย์ของครู ก็เลยมีความลำเอียงมากเป็นพิเศษ (หัวเราะ) คือเรื่องพูดถึงเด็กอัจฉริยะที่เป็นออทิสติก ฉากที่เด็ดมากคือเด็กชอบทำผิดให้แม่ใช้ไม้ตีตลอด คนดูจะแบบหาเรี่องอีกแล้ว แต่ตัดภาพมาบอกว่าการรับรู้ของเด็กออทิสติกต่างคนทั่วไป เขาเข้าใจว่าการถูกแม่ตีคือวิธีแสดงความรัก แล้วเป็นสัญลักษณ์ว่าทฤษฎีที่เด็กคนนี้คิดจนโด่งดังไปทั่วโลกมาจากไม้ที่แม่บิดเป็นองศาแล้วตีเขา คือเรื่องมันทั้งสะท้อนและประชดชันสังคม รวมถึงทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีมุมมองต่างจากเรา มันชนทุกหน้าที่ที่ละครเวทีทำได้เลย ทั้งให้ความบันเทิง เสียงหัวเราะ และสาระ เรื่องนี้คือท็อป 3 สำหรับอาร์มเลย

 

 

6.โหมโรง เดอะมิวสิคัล

โฆษณามาก (หัวเราะ) ตัดตรงที่อาร์มเป็นคนเล่น โหมโรง เดอะมิวสิคัล ออกไป คือรู้สึกว่าเรื่องนี้เจ๋ง เพราะถ่ายทอดความเป็นดนตรี แล้วก็ประชันกันสดๆ บนเวที ขณะเดียวกันก็พูดถึงดนตรีไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังจะหายไป เพราะคนชอบมองว่าดนตรีไทยเป็นของสูง ควรวางไว้บนหิ้ง แต่การวางไว้บนหิ้งนี่ล่ะที่จะทำให้หายไป ดังนั้นต้องดึงลงมาใช้ อาร์มรู้สึกว่านี่คือแมสเสจจากเรื่องนี้ที่เจ๋งมาก แล้วผู้กำกับก็กำกับตามหนังฉากต่อฉากเลย เอาจริงๆ มันยากเหมือนกัน แต่เขาทำออกมาได้ฉลาดมาก เรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในละครเวทีในใจของอาร์มเลย (ในฐานะที่เป็นนักแสดงกดดันไหม) กดดันครับ เพราะหนังจะถ่ายโคสอัพแค่มือและใช้สแตนด์อินตีระนาด แต่อาร์มต้องฝึกจริงๆ วันละ 1-2 ชั่วโมง ช่วงนั้นเครียดมากจนอยากจะหนี แต่สุดท้ายมันก็สอนให้เรารู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

 

 

7.Memphis the Musical

ตอนนั้นอาร์มไปทำงานที่อังกฤษ แล้วมีโอกาสได้ดูเวสต์เอนด์เรื่อง Memphis the Musical คือคนอังกฤษจะเรียกว่าเวสต์เอนด์ ส่วนคนอเมริกันจะเรียกว่าบรอดเวย์ ดูแล้วรู้สึกว่านี่ล่ะมาตรฐานเวสเอนด์ของฝรั่งต้องสุดขนาดนี้ แม้แต่ตัวประกอบเล็กที่สุดในเรื่องยังมีความสามารถมากกว่าอาร์ม 50 เท่าได้ เต้นสุดประหนึ่งนักบัลเล่ย์ ร้องสุดประหนึ่งวิตนีย์ ฮูสตัน ยิ่งแอ็กติ้งยิ่งไม่ต้องพูดถึง พูดง่ายๆ คือเล่นดีทุกตัวละคร ถึงขั้นจบองค์ที่ 1 น้ำตาอาร์มไหลออกมาเองเลย ทั้งที่ไม่ใช่บทเศร้า แต่มันสุดและปะทะเราแรงมาก นักแสดงและนักร้องทั้งหมดของเรื่องนี้เป็นคนผิวสี ซึ่งเขาเล่นสุดพลังอยู่แล้ว

 

 

8.เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรก…ถึงวันลา

เรื่อง เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา เป็นแนวดราม่าที่อาร์มชอบส่วนตัวอยู่แล้ว พี่นก (สินจัย เปล่งพานิช) และพี่กบ (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) ก็เล่นดีมาก อาร์มชอบทั้งบทและการแสดงของนักแสดง มันเป็นดราม่าของคนในครอบครัวที่ทำให้เห็นว่าการที่ 2 คนรักกันตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดจบมีเรื่องราวเยอะมาก ทะเลาะกัน มีลูก แล้วก็หย่า มีฉากที่คนดูใจจะขาดคือแม่ต้องพาลูกไป ซึ่งลูกพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้อยู่กับพ่อ แล้วพ่อกับแม่ก็ทะเลาะกันแย่งลูก มันเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องให้อภัยกัน เพราะกำลังจะแก่ตายไปด้วยกัน และเรื่องทั้งหมดก็กลายเป็นแค่อดีต คือเศร้า แต่สอนชีวิตมากนะ

 

 

9.ผ้าห่มผืนสุดท้าย

ส่วนตัวชอบเนื้อเรื่องของ ผ้าห่มผืนสุดท้าย ซึ่งเกี่ยวกับทหารภาคใต้ เป็นละครเวทีสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เราเคยเห็นแต่ข่าว จนบางทีก็ชินชาไปแล้วว่า อืม…ระเบิด แต่ถ้าซูมเข้าไปในคำนี้จะเห็นบริบทว่ามีแม่ร้องไห้กี่คน ทหารแขนขาดกี่คน และคนก่อการร้ายก็มีอุดมการณ์ของเขา ทำให้เรารู้สึกเห็นใจเห็นใจไปหมด ใครจะรู้ว่าคนมิวสิคัลอย่างอาร์มจะชอบอะไรดราม่าขนาดนี้ (หัวเราะ)

 

 

10.กุลสตรีศรีสยาม เดอะมิวสิคัล

ละครโรงเล็ก กุลสตรีศรีสยาม เดอะมิวสิคัล เป็นคอเมดี้ที่นักแสดงทุกคนไม่ใช่ดารา คือเขาเป็นนักแสดงมืออาชีพนะ แต่ไม่ใช่นักแสดงโรงใหญ่ นางเอกคือพี่ฝน (น้ำฝน ภักดี) ครูสอนบุคลิกภาพให้นางงาม ซึ่งลุคเขาจะดูสง่ามาก แต่พอเล่นบทตลกก็ตลกแบบข้างถนนเลย ขณะที่พระเอกก็เก่งมาก บุคลิกเนิร์ดๆ จังหวะการเล่นของเขาดูดีไปหมด แล้วสีของตัวละครสุดทุกตัว ชมพูก็ชมพูแปร๋น เขียวก็เขียวสะท้อนแสง คือเนื้อเรื่องไม่หนักมาก เพราะดัดแปลงมาจากเรื่อง My Fair Lady (นังเหมียวย้อมสี) ของฝรั่งเป็นเรื่องเดิมๆ แต่ตัวละครเก่งมาก…ขำจนน้ำตาไหลเลย

 

(บทสัมภาษณ์จากคอลัมน์ My 10 ใน OK! ฉบับที่ 288 เดือนเมษายน 2560)

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

 

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

Don’t Tell My Mama เรื่องลับๆ ที่แม้แต่แม่ยังไม่รู้ของ ‘เจเจ กฤษณภูมิ’

Don’t Tell My Mama เรื่องลับๆ ที่แม้แต่แม่ยังไม่รู้ของ ‘เจเจ กฤษณภูมิ’

  เรื่องลับๆ ที่แม้แต่แม่ยังไม่รู้ของ เจเจ-กฤษณภูมิ [...]

READ MORE
ความในใจของแหวน ฐิติมา ที่มีต่อลูกสาวคนเดียว “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต แม่รับได้ทุกเรื่อง”

ความในใจของแหวน ฐิติมา ที่มีต่อลูกสาวคนเดียว “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต แม่รับได้ทุกเรื่อง”

ข่าวคราวเกี่ยวกับอาการไม่สบายของพี่แหวน-ฐิติมา สุตสุนทร ราชินีร็อกแถวหน้าของเมืองไทยทำให้คนรักพี่แหวนหลายๆ คนต่างเป็นกำลังใจให้ราชินีร็อกแถวหน้าหายป่วยในเร็ววัน [...]

READ MORE