แอบไปเยี่ยมบ้านของนักร้องหนุ่มเสียงบาดลึก หนึ่ง ETC “เวลาอยู่กับแฟนที่บ้านหลังนี้สนุกดีครับ มักจะมีเรื่องตลกให้หัวเราะไปด้วยกันอยู่เสมอ”

แอบไปเยี่ยมบ้านของนักร้องหนุ่มเสียงบาดลึก หนึ่ง ETC “เวลาอยู่กับแฟนที่บ้านหลังนี้สนุกดีครับ มักจะมีเรื่องตลกให้หัวเราะไปด้วยกันอยู่เสมอ”

OK! มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมบ้านของหนึ่ง-อภิวัฒน์ พงษ์วาท หรือหนึ่ง ETC ซึ่งนอกจากเจ้าของบ้านจะให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดี ลูกสมุนในบ้านทั้ง 2 ตัว ‘ข้าวจี่’ และ ‘ข้าวนึ่ง’ สุนัขพันธุ์บูลเทอร์เรียก็ออกอาการร่าเริงอย่างสุดตัว “ช่วงที่เพลงดังจากอัลบั้ม 2-3 เป็นช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่น ใช้ชีวิตไม่ค่อยมีแก่นสาร ตื่นสาย ตื่นบ่าย มีชีวิตเหมือนรอไปเล่นคอนเสิร์ตอย่างเดียว หรือตื่นมาเพื่อไปทำเพลงอย่างเดียว ใครจะมาอยู่กับเราก็อยู่ยาก เพราะตารางชีวิตก็อยู่ที่เราคนเดียว แต่พอวันหนึ่งที่ผมมีแฟน ผมเริ่มคิดถึงอนาคตมากขึ้น อยู่ในโลกของความเป็นจริงที่ว่าชีวิตเราไม่ได้มีอยู่แค่เพื่อเล่นดนตรี หรือออกไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วกลับบ้าน แต่ยังมีอีกหลายอย่างในชีวิตให้ทำ ที่ผ่านมาเรามุ่งมั่นอยู่กับดนตรีมากจนชีวิตไม่สมดุล แล้วพอคิดได้อย่างนั้นก็เลยเริ่มกลับมาจัดการตัวเองใหม่ ซึ่งพอเราปรับตัวมากขึ้น เห็นโลกมากขึ้น ก็เลยคิดว่าคงต้องเริ่มรับผิดชอบอะไรสักอย่าง เลยตัดสินใจไปซื้อข้าวจี่กับข้าวนึ่งมาเลี้ยง ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดมาตลอดว่าอาชีพอย่างผมคงจะเลี้ยงน้องหมาไม่ได้ แต่พอถึงวัยนี้ ผมกลับคิดใหม่ว่าเราต้องบังคับตัวเองสักอย่างแล้ว และเลิกหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธเสียที เพราะสุดท้ายถ้าใช้ข้ออ้างบ่อยเกินไปมันจะกลายเป็นข้อแก้ตัว แล้วเราก็จะไม่สามารถฝึกตัวเองได้จริงจัง ก็เลยตัดสินใจซื้อน้องหมามาเลี้ยง จริงๆ ผมก็ชอบสุนัขอยู่แล้ว และไหนๆ จะเลี้ยงแล้วก็ซื้อมา 2 ตัวเลยแล้วกัน (หัวเราะ)” หนึ่งกล่าว

8

“ตอนที่ถูกชวนมากรุงเทพฯ เพื่อนทุกคนในวงอยากจะมาอยู่แล้วครับ แต่เรื่องที่เราคิดหนักคือเมื่อมาแล้วเราจะทำอะไรซัพพอร์ตในช่วงที่เรายังไม่ได้ออกอัลบั้ม  เราทุกคนมากันแบบลุยๆ ใช้ชีวิตอยู่บ้านหลังเดียวกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งบ้านหลังแรกที่อยู่ เป็นบ้านของแม่เพื่อนพวกเรา เราอยู่ด้วยกัน 5-6 คน แบ่งกันอยู่ห้องละ 2-3 คน แล้วระหว่างนั้นก็ต้องหางานทำด้วย พอดีได้เจอพี่โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน, พี่ป้อม ออโตบาห์น, พี่เจนนิเฟอร์ คิ้ม ที่ให้ความช่วยเหลือพวกเราในช่วงแรกๆ หาผับให้เล่น เราก็เลยได้เงินเดือนมาดำรงชีวิต และใช้ช่วงเวลาที่ไม่ได้เล่นผับ ไปอัดเสียง ผมมองว่านี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของเรา ที่เชียงใหม่ทุกคนอยู่กับครอบครัวหมด มีโอเล่คนเดียวที่อยู่เชียงราย แต่มากรุงเทพฯ เรามาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน โชคดีที่เงินเดือนที่กรุงเทพฯ ก็สูงกว่าที่เชียงใหม่ พออยู่บ้านหลังเดียวกัน เรื่องค่าใช้จ่ายเลยไม่มีปัญหาครับ จำได้ว่าตอนนั้นพวกเราลุยอย่างเดียว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเราก็จะทำเพลง แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้คือระหว่างที่เรากำลังลุยอยู่ เพื่อนก็เริ่มมีครอบครัว โอเล่ (ไพโรจน์ ธรรมรส) ไปก่อนคนแรก (หัวเราะ) ซึ่งคนที่มีครอบครัวเขาจะแบกรับภาระหลายอย่าง เขาก็จะเริ่มคิดก่อนในเรื่องความมั่นคง แต่ผมยังไม่มีใครก็เลยลุยไปคนเดียว เดือดร้อนเงินทองก็ขอพ่อแม่ (หัวเราะ) แต่ช่วงที่แย่หน่อยคงจะเป็นช่วงก่อนอัลบั้มที่ 2 นะครับ ตอนนั้นออกอัลบั้มแรกแล้ว แต่งานไม่มี โชคดีที่พี่โก้ พี่คิ้มมีงานให้เราไปเล่นแบ็กอัพให้ ช่วงนั้นล่ะที่พวกเราเริ่มคิดถึงเรื่องความมั่นคงว่าจะเอายังไงดี แต่โชคดีที่เราทำเพลงไปเรื่อยๆ เก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนคนรู้จักมากขึ้นในอัลบั้มที่ 2 จากเพลง เปลี่ยน และ เธอคือใคร ตอนนั้นก็เริ่มมีงานจ้างมากขึ้น พวกเราเริ่มรู้สึกว่าเราเข้าสู่วัฏจักรของนักดนตรีอีกขั้นแล้ว”

16

มาถึงบ้านหลังนี้ที่หนึ่งใส่สไตล์ของตัวเองลงไปเต็มที่ “แต่งแบบนี้ก็เป็นสไตล์ที่ผมชอบนะครับ เวลาเราไปพักโรงแรมหลายๆ ที่ผมก็จะจำว่าเราชอบแบบไหน ตอนแรกที่เข้ามาทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ แต่คิดว่าเราอยากอยู่ในที่ที่เราจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานตัวเองได้ มองไปทางไหนก็ชิลล์เหมือนโรงแรมที่เราไปพัก ที่นี่น่าจะเป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย คิดงานออก ก็เลยรื้อฝ้าออกให้เพดานมันสูงจะได้ดูโล่ง และทำให้เป็นปูนเปลือย ลอกวอลเปเปอร์ออกจนไม่เหลือเค้าเดิม ตอนนี้ก็เอาเหล็กเส้นตรงราวบันไดออกด้วยครับ ตั้งใจจะเปลี่ยนราวบันไดใหม่ บ้านก็เลยยังไม่มีราวบันไดในเวลานี้ (หัวเราะ) เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเป็นบิลด์อินครับ แล้วก็มีซื้อเข้ามาเองด้วย บ้านหลังนี้อยู่ไม่ไกลเพื่อนๆ ในวงด้วย คือถึงแม้ทุกคนจะไม่ได้อยู่ร่วมกันเหมือนเมื่อก่อน แต่พวกเราก็จะพยายามอยู่ในละแวกที่ไม่ไกลกันมาก บีก็อยู่คอนโดแถวถนนนวมินทร์ โอเล่ก็อยู่ในซอยลาดพร้าว 101 เหมือนบ้านผมครับ”

7

สำหรับห้องที่ต้องมีแน่นอนในบ้านหลังนี้ หนึ่งบอกว่าคือห้องดนตรี “ก่อนจะทำห้องนี้ตอนแรกมันเป็นชั้นลอยที่มีพื้นที่โล่งๆ ครับ เราก็เลยจัดการให้เป็นห้องเก็บเสียง แล้วก็มีกลอง มีมุมสำหรับทำเพลง สามารถเปิดเพลงดังๆ ได้ 24 ชั่วโมง อีกห้องที่ต้องมีคือห้องดูทีวี ซึ่งผมจัดมุมชั้น 2 ไว้เปิดแอร์เย็นๆ นั่งดูหนัง ส่วนห้องข้างล่างจะเป็นมุมที่วางเปียโน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมแทบจะไม่ได้ลงมาอยู่ตรงนี้เลยนะครับ แต่จะใช้ชีวิตอยู่ในห้องซ้อมมากกว่า เราจะคิดงานเพลง ใช้ชีวิตอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตรงนั้น แต่พอมีข้าวนึ่งกับข้าวจี่เข้ามา บ้านก็เริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้น ผมก็เลยย้ายเปียโนลงมาข้างล่าง เวลาที่ชิลล์ก็เล่นเปียโนไป มีน้องหมาวิ่งเล่นไป เปิดทีวีดูบ้าง แต่ถ้าเปิดเพลงอีดีเอ็ม ฟังก์ 2 ตัวนี้เขาจะชอบเป็นพิเศษ สามารถนอนหลับสบายเลยนะครับ แต่ถ้าเปิดเพลงร็อกมันจะเห่าและทำเสียงแบบไม่ค่อยชอบเท่าไรครับ (หัวเราะ)”

19

ถ้าจะให้เราบรรยายบรรยากาศของบ้านในเวลานี้ คงจะต้องบอกว่าเป็นบ้านที่มีชีวิตชีวา มีความสดใส และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข “เวลาอยู่กับแฟนที่บ้านหลังนี้สนุกดีครับ มักจะมีเรื่องตลกให้หัวเราะไปด้วยกันอยู่เสมอ แค่เห็นน้องหมานี่เราก็ขำกันได้แล้ว (หัวเราะ) ผมกับแฟนมีมุมมองที่เข้ากันได้ดี ถึงเขาจะอายุน้อยกว่าผม แต่เขาจะนิ่งกว่า  ซึ่งผมก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากเขา (แล้วหนึ่งคิดว่าเพลงไหนที่เหมาะกับแฟนหนึ่งมากที่สุดคะ) คงเป็นเพลงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวใจ หรือเพราะเธอคือคำตอบนะครับ”

20

ถึงตรงนี้เราเลยอยากรู้ว่าหนุ่มคิดบวก สมหวังในรักอย่างนี้ เขามีวิธีร้องเพลงเศร้าอย่างไรถึงได้เขย่าหัวใจคนฟังได้บาดลึกขนาดนี้ “อารมณ์ต่างๆ ในการร้องส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ผมได้เจอมามากกว่าครับ อารมณ์ความสุขมันมีอยู่แล้วทุกคน แต่อารมณ์ความเศร้าเราก็ต้องเจอมาเหมือนกันถึงจะถ่ายทอดออกมาได้ โชคดีที่ผมเคยเจ็บในแบบที่ตัวเองรู้สึกเจ็บมากๆ มาก่อน ซึ่งช่วงเวลาที่ผมเจ็บมาก เฮิร์ตมาก ก็เป็นช่วงที่ผมต้องมาร้องเพลงพอดี อย่างเพลงเธอคือใคร ตอนนั้นกำลังอัดเสียงอยู่แล้วแฟนคนก่อนบอกเลิก ผมไม่เคยเฮิร์ตอะไรขนาดนั้นมาก่อน แล้วต้องร้องเพลงนี้ด้วย เนื้อหาก็โดนไปหมดทุกคำ ก็เลยถ่ายทอดออกมาได้ครับ แล้วก็เป็นจังหวะที่ทำให้ผมแก้ไขปัญหาที่กำลังติดอยู่ได้พอดี เพราะจากอัลบั้มแรกมาถึงอัลบั้มที่ 2 ผมเป็นคนร้องเพลงเพราะมาตลอด แต่มันไม่ได้อินเข้าไปในเพลงสักที จนมันเป็นปัญหากับวง แต่พอมาเจอเรื่องนี้กับตัว ทุกอย่างก็ออกมาเอง ทุกวันนี้ผมก็ขอบคุณเขานะครับ เพราะถ้าไม่เจอเรื่องนี้ผมก็ไม่มีทางรู้เลยว่าผมจะร้องเพลงเศร้าได้ยังไง ส่วนความรักบวกๆ มันเป็นมุมมองของผมอยู่แล้วครับ ผมเป็นคนมองโลกในแง่บวกในทุกเรื่องมาตลอด ผมชอบหาความสุข ชอบยิ้ม ไม่ชอบทะเลาะ ดังนั้นเวลาที่ผมจินตนาการความสุข ยิ้มไปร้องเพลงไปนี่ง่ายมากครับ”

14

การเดินทางของหนึ่ง ETC จากวันแรกของการทำงานดนตรีถึงวันนี้เรียกว่าครบรส แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เพราะตราบที่ยังมีลมหายใจเขาจะยังก้าวต่อไปในเส้นทางที่เขาเลือก “ผมตั้งใจว่าต่อจากนี้ผมอยากจะแต่งเพลงในแง่บวกมากขึ้น เรื่องเศร้าก็คงมีบ้าง แต่คงมาหากันอีกทีว่าจะเศร้าแบบไหน เพราะคงไม่ได้เศร้าแบบวัยรุ่นแล้ว น่าจะเป็นความเศร้าที่เราพยายามหาทางเข้าใจกับมันมากกว่า” ส่วนบ้านหลังต่อไปที่หนึ่งเล็งไว้ เขาคงไม่ใช่เจ้าของในฐานะชายโสดแล้ว แต่จะเป็นเรือนหอที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงที่เขารัก “ผมคิดว่าบ้านหลังนั้นคงต้องมีพื้นที่ที่ให้น้องหมาวิ่งเล่นได้นะครับ ซึ่งผมก็ชอบอะไรที่มันโล่งๆ เอาไว้คิดงาน พักผ่อนสายตาด้วย และขาดไม่ได้คือห้องดนตรีและพื้นที่เอาไว้สังสรรค์กับเพื่อนด้วยครับ”

15

 

Comments

comments

okmagazine

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

ริช ไบรอัน และนิกิ ศิลปินดาวรุ่งจากอินโดนีเซีย ปล่อยเพลงใหม่ฮิปๆ มาให้ติดตาม

ริช ไบรอัน และนิกิ ศิลปินดาวรุ่งจากอินโดนีเซีย ปล่อยเพลงใหม่ฮิปๆ มาให้ติดตาม

ชั่วโมงนี้ไม่เพียงศิลปินรุ่นใหม่ของไทยอย่างลิซ่า BLACKPINK หรือภูมิ-วิภูริศ ศิริทิพย์ [...]

READ MORE
มาร์ค รอนสัน ดีเจและโปรดิวเซอร์เสน่ห์จัดจ้าน กับงานเพลงและสไตล์สุดคูล

มาร์ค รอนสัน ดีเจและโปรดิวเซอร์เสน่ห์จัดจ้าน กับงานเพลงและสไตล์สุดคูล

CHARISMATIC COOL เมื่อความช้ำรักอินสไปร์งานเพลงเคล้าดิสโก้ของดีเจและโปรดิวเซอร์เจ้าเสน่ห์ มาโยกตัวไปกับ [...]

READ MORE