COOL CHEFS

COOL CHEFS

ชีวิตคิดต่างของเชฟสองพี่น้องคริส-ธนกฤต และกันน์-สรวิศ แสงวณิช

หลังดั้นด้นไปเก็บประสบการณ์ที่เงินก็หาซื้อไม่ได้ในห้องครัวของร้านอาหารดัง ๆ ที่นิวยอร์กอยู่หลายปี สองพี่น้องคริส-ธนกฤต และกันน์-สรวิศ แสงวณิช ก็กลับมาสร้างกระแสฮือฮาให้คนในแวดวงแฟชั่นของบ้านเราไม่น้อย ด้วยสไตล์การแต่งตัวที่จัดจ้านเสียเหลือเกิน และยิ่งทำให้รู้สึกทึ่งมากขึ้น เมื่อรู้ว่าสองพี่น้องวัย 21 และ 19 คู่นี้ยึดอาชีพเป็นเชฟ! โดยคริสถนัดทำขนมและกันน์ถนัดทำอาหาร พวกเขาเลือกจะใช้ชีวิตที่แตกต่างจนสามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ชอบให้กลายเป็นสิ่งที่ใช่ในที่สุด แถมยังมีประวัติการทำงานที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน คงต้องยกนิ้วให้กับความเจ๋งของพวกเขา

 

เส้นทางที่เลือกเองของคริส

คริส “ตอนแรกผมยังไม่ชอบทำอาหารเท่าไร แต่ชอบดูรายการทำอาหารอย่าง ทีวีแชมป์เปี้ยน หรือ เจมี่ โอลิเวอร์ จนจุดประกายความคิดว่านี่คืออาชีพที่ทำแล้วมีความสุข จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตอนม.5 แล้วไปขอฝึกทำขนมที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท จริง ๆ ที่บ้านไม่ค่อยเห็นด้วยครับ เพราะเขาอยากให้เรียนเหมือนเด็กทั่วไป แต่ผมบอกเขาว่าถ้าทำตั้งแต่ตอนนี้แล้วเกิดไม่ชอบขึ้นมา ก็ยังมีเวลากลับไปเรียนใหม่หรือทำอะไรอย่างอื่นได้ อย่างน้อยก็ขอโอกาสให้ผมได้ลองทำ คือผมรู้สึกว่าชีวิตเราเกิดมาครั้งหนึ่งก็อยากทำอะไรให้เต็มที่และดีที่สุด เพื่อตัวเราจะได้ภูมิใจด้วย ตอนเข้าไปคุยกับฝ่ายบุคคลและเชฟของโรงแรมเขาก็บอกว่ามันเป็นงานที่ยากและเหนื่อยนะ ไหวหรือเปล่า ผมก็บอกว่าลองดูเพราะถ้าไม่ชอบก็ยังเลิกทัน พอฝึก ๆ ไปก็สนุกดี หลังฝึกเสร็จ 6 เดือน ก็ไปฝึกที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นต่ออีก 6 เดือน แล้วปรึกษาเชฟว่าผมควรไปไหนต่อดี ตอนแรกใจผมอยากไปยุโรป แต่ด้วยความที่เราเรียนมาแต่ภาษาอังกฤษก็เลยเลือกไปนิวยอร์กแล้วกัน เพราะสำหรับผมนิวยอร์กเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมหลายอย่างและหลายวัฒนธรรม ไปแล้วน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ซึ่งเชฟก็ให้คำแนะนำมา พอถึงนิวยอร์กผมไปเรียนที่ French Culinary Institute เป็นคอร์ส 6 เดือน จากนั้นก็ไปฝึกงานที่ร้านมิชลิน 3 ดาว Le Bernardin ตามที่ได้รับคำแนะนำมา ซึ่งเชฟเขาดังมากในอเมริกา และยังไปฝึกงานอีกหลายร้านในนิวยอร์กทั้ง Corton, Bouley, WD-50 และ Eleven Madison Park”

 

แนวทางของกันน์

กันน์ “ผมก็เรียนที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เหมือนกัน แต่ลาออกตอนม.4 ซึ่งผมกับพี่เรียนต่างกัน 2 ปี และเขาก็ไปนิวยอร์กก่อนผมประมาณครึ่งปี ผมอยากไปเรียนต่างประเทศก็เลยลาออกไปเรียนไฮสคูลที่นั่นต่ออีก 2 ปี ตอนแรกผมยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากทำอะไร คือผมชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ๆ อยู่แล้ว แต่ยังไม่คิดจะยึดเป็นอาชีพ พอไปอยู่นิวยอร์กสักพักก็เห็นว่ามีร้านอาหารเยอะมาก ช่วงปิดเทอมแรกผมรู้สึกว่าว่างเกินไป แต่ก็ไม่อยากกลับเมืองไทย เผื่อจะหาอะไรที่อยากทำในอนาคตได้ จึงขอไปฝึกงานร้าน Corton ที่ตอนนั้นพี่ทำ ฝึกไปประมาณ 1 เดือน ก็รู้ว่าชอบ ตอนแรกผมไปฝึกทำขนม แต่รู้ว่ามันไม่ใช่จึงคุยกับเชฟ เขาก็ให้ไปฝึกทำอาหารและสอนทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐานเลย หลังจากนั้นผมเริ่มรู้สึกว่าร้านนี้เล็กเกินไป ก็ย้ายไปร้านใหม่ชื่อ Bouley พอใกล้เปิดเทอมไปบอกเขาว่าขอเปลี่ยนเวลาทำงานได้ไหม เขาก็เลยจ้างผมให้ทำทุกวันหลังเลิกเรียน คือช่วงเช้าผมก็ไปเรียนปกติตั้งแต่ 7.00-13.00 น. และทำงานตั้งแต่ 14.00-02.00 น. สัปดาห์ละ 6 วัน (ไม่เหนื่อยแย่หรือ) แรก ๆ ก็เหนื่อยครับ แต่สนุกและมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ผมว่าถ้าผมจะลาออกจากโรงเรียนอีกคน พ่อแม่คงเสียใจ ผมจึงตั้งใจเรียนมาก แล้วก็ได้เกรดดีที่สุดของโรงเรียนด้วย เพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมสามารถทำได้ โดยไม่ทิ้งการเรียน หลังจากอยู่ร้าน Bouley 2 ปีก็ย้ายไปร้าน Eleven Madison Park แล้วจากนั้นก็ไปอยู่สเปนครึ่งปีที่ร้าน El Celler de Can Roca ก่อนย้ายไปร้าน The Restaurant at Meadowood ในแคลิฟอร์เนีย และ Coi ในซานฟรานซิสโก”

Dec15_011_03

ศิษย์มีครู

กันน์ “ผมว่ามันอยู่ที่ความตั้งใจครับ แล้วเราก็เป็นเด็กด้วย เขาเลยเห็นว่าถ้าอยากเรียนรู้จริง ๆ ก็จะสอนให้”

คริส “สำหรับการทำอาหาร ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน เราก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะเชฟแต่ละคนทำงานไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราก็เข้าไปแสดงให้เขาเห็นว่าเราเป็นกระดาษใบหนึ่งให้เขาไกด์ว่าควรไปทางไหน อย่างเชฟที่ผมเจอแต่ละคนมีทัศนคติและวิธีการทำงานต่างกันหมด บางคนตั้งใจสอนเลย บางคนให้ทำผิดก่อน คือเข้าไปยังไงก็ได้กำไร อาชีพนี้ไม่ได้ทำเงินมากเท่าอาชีพอื่น แล้วกว่าจะทำเงินได้ก็ต้องใช้เวลา ก่อนจะก้าวไปถึงจุดนั้น ผมว่าเราควรไปลองทำมันจริง ๆ และพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เริ่มจากเป็นเด็กฝึกงาน กุ๊ก สักพักก็ขยับมาคุมสเตชั่น เรียนรู้เรื่องการจัดการคนและสิ่งของ จนเห็นภาพใหญ่ว่าความรักของเรามันกลายเป็นอาชีพไปแล้ว แม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน แต่มันทำให้พวกผมอยากตื่นไปทำงานทุกวัน”

 

รสชาติความอร่อยที่ลงตัว

กันน์ “พวกผมชอบกินอาหารไทยอยู่แล้ว จึงคิดทำอาหารฝรั่งให้เข้ากับรสชาติของคนเอเชีย ซึ่งกลมกล่อมกว่า และไม่ได้หนักเกลือ”

คริส “ผมว่ามันเป็นโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทย เพราะถ้าฝรั่งอยากทำอาหารเอเชียหรืออาหารไทย เขาต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจรสชาติของเรา ผมว่าถ้าคนไทยรู้สึกอร่อย มันค่อนข้างตอบโจทย์เลยว่าคนทั้งโลกรู้สึกอร่อย เพราะอาหารไทยมีเลเยอร์ของรสชาติเยอะมาก ทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และเผ็ด แต่อาหารฝรั่งอาจมีแค่มันกับเค็ม เปรี้ยวกับเค็ม ไม่ก็จืดหรือหวานไปเลย พอเรากินหวานนิดหนึ่ง อยากเติมเค็มก็ได้อยู่แล้ว สำหรับผมอาหารเป็นสิ่งมีชีวิตที่เติมแต่งได้ตลอดเวลา ไม่มีอะไรตายตัว (แล้วขนมล่ะ) ตอนอยู่ที่นั่นผมได้ทำขนมที่เป็นรสชาติไทย ๆ เช่น ไอศกรีมรสชาไทย พานาคอตต้ามะพร้าว น้ำแข็งไสรสต้มยำมีเผ็ดนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับฝรั่ง ผมว่าฝรั่งทุกคนชอบกินอาหารไทยนะ ผมยังไม่เคยเจอใครไม่ชอบ แต่คนไทยไม่ชอบกินอาหารฝรั่งเยอะ พวกผมจึงมองว่าจะทำอาหารฝรั่งอย่างไรให้คนไทยชอบ นั่นคือสิ่งที่พวกผมคิดจะทำต่อไป โดยไม่ได้เป็นฟิวชั่นอย่างสปาเกตตี้ขี้เมา แต่เป็นอาหารฝรั่งรสชาติฝรั่งที่เข้ากับคนไทย”

Dec15_011_02

เชฟกับแฟชั่น

คริส “พวกผมเป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้ว เป็นผู้ชายแต่งตัวเยอะกว่าปกติ คนมองคงคิดว่าแปลกดี ต่อให้เป็นวันทำงานเราก็แต่งตัวแตกต่างจากคนอื่นอยู่ดี สมมติมีชุดยูนิฟอร์มก็ไม่ใส่ แต่จะเปลี่ยนจากเสื้อกุ๊กเป็นเสื้อคนล้างจานหรือเสื้อเชิ้ต ใส่กางเกงขาด ๆ ขาเดฟ ถุงเท้าสี ๆ รองเท้าไม่เหมือนคนอื่น (ไม่ผิดระเบียบห้องครัวหรือ) ระเบียบห้องครัวก็จัดนะครับ แต่ผมจะพูดกับเขาตลอดว่าถ้าฝีมือทำอาหารของผมห่วยลงเพราะการแต่งตัวค่อยมาว่า ผมไม่รู้ว่าเริ่มชอบแฟชั่นตั้งแต่ตอนไหนเหมือนกัน อย่างกันน์เคยเป็นเด็กอ้วนน้ำหนัก 110 กิโลกรัมมาก่อน แต่เขาก็แต่งตัวจัดมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ผมก็ยังงง ๆ ส่วนผมเป็นคนชอบหยิบอะไรมาใส่ไม่เหมือนคนอื่น ถ้าไอเท็มไหนหายากยิ่งอยากได้ พอได้มาก็เฉย ๆ แต่มันสนุกที่ได้ไปหา แล้วหยิบไอเท็มนั้นมามิกซ์กับไอเท็มนี้ (ทำไมไม่สนใจทำงานด้านแฟชั่นเลยล่ะ) ผมรู้สึกชื่นชมอาชีพในวงการแฟชั่นนะ แต่ผมขอเป็นผู้บริโภคดีกว่า สำหรับผมงานทั้ง 2 อย่างนี้ใกล้เคียงกันมาก มันคือศิลปะ เวลาดีไซเนอร์จะทำคอลเล็คชั่นเขาก็ต้องดูฤดูกาล อากาศ รวมถึงลูกค้าว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็เช่นเดียวกับเชฟ เขาคงไม่เอาผลไม้หน้าร้อนมาเสิร์ฟหน้าหนาว มันทำให้เราได้เห็นจินตนาการและกระบวนความคิดของเขาก่อนไอเดียจะจบเป็นเสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง คล้าย ๆ กับการทำอาหารจานหนึ่ง แล้วในเมื่อเราทำอาหารแล้วก็ขอเป็นผู้บริโภคแฟชั่นแล้วกัน (แสดงว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับการช็อปปิ้ง) ใช่ครับ (ตอบพร้อมกัน) ค่อนข้างเศร้าตรงนี้”

กันน์ “ส่วนมากผมจะ ไปช้อปตามร้านที่แอบ ๆ อยู่และคนไม่ค่อยรู้จัก แล้วก็เอามามิกซ์กับแบรนด์อื่น”

คริส “ส่วนผมชอบใส่เสื้อผ้าสีขาว ดำ เทา หรือถ้าเป็นสี ๆ ก็จัดไปเลย ผมว่านิวยอร์กเป็นเมืองที่ใคร ๆ ก็ใส่เสื้อผ้าสีดำ คือก่อนไปที่นั่นพวกผมยังไม่แต่งตัวจัดกันแบบนี้ พอกลับมาคิดดู เราก็ใช้เงินกับเรื่องเสื้อผ้าไปเยอะเหมือนกัน ถ้าไม่ใช้ ตอนนี้คงซื้ออะไรหลาย ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ได้”

 

กล้าที่จะแตกต่าง

คริส “พูดจริง ๆ ผมเคยทำงานในโรงแรมมาก่อน แต่ผมไม่ชอบระบบโรงแรมครับ ชอบอิสระมากกว่า ด้วยความที่พวกผมไม่ค่อยคิดในกรอบเหมือนชาวบ้านอยู่แล้ว จึงคิดว่าถ้าจะทำอะไรก็ทำให้ไม่เหมือนชาวบ้านไปเลยดีกว่า มันเหมือนการลองเสี่ยงว่าจะได้หรือไม่ได้ คนไทยชอบอะไรใหม่ ๆ หลายร้านที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาเอาอะไรใหม่ ๆ มาให้คนดู ก็เลยรู้สึกว่า ถ้ามีโอกาสได้ทำแบบนั้นบ้างก็ถือเป็นโชคดีของพวกผมที่ได้ทำอะไรแตกต่างออกไป และหวังว่ามันจะเป็นอย่างที่คิด ผมว่า นอกจากคนไทยจะเปิดใจเรื่องกินมากขึ้นแล้ว เมื่อเข้าสู่ AEC ลูกค้าของเราจากกลุ่มแค่นี้ มันจะคูณไป 10 เท่า”

 

 

Credit:

OK! 240 ฉบับเดือนมกราคม 2558

Comments

comments

okmagazine

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

ฮอตไฟลุก! เจนนิเฟอร์ โลเปซ เซ็กซี่กระชากวัย เฟิร์มทุกส่วนสัด

ฮอตไฟลุก! เจนนิเฟอร์ โลเปซ เซ็กซี่กระชากวัย เฟิร์มทุกส่วนสัด

นี่หรือรูปร่างของผู้หญิงอายุ 49! ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าระยะหลังมานี้ [...]

READ MORE
25 คนดังกับสไตล์จัดเต็มสุดครีเอท ฉลองเทศกาลฮาโลวีน 2018

25 คนดังกับสไตล์จัดเต็มสุดครีเอท ฉลองเทศกาลฮาโลวีน 2018

ผ่านไปแล้วสำหรับเทศกาลวันฮาโลวีนเมื่อวานนี้ (31 ต.ค.) OK! [...]

READ MORE