ที่มาและคำเฉลยของเพลง & หนังสะท้อนตัวตนของหนุ่มๆ HUMAN ERROR

ที่มาและคำเฉลยของเพลง & หนังสะท้อนตัวตนของหนุ่มๆ HUMAN ERROR

HUMAN ERROR คือโปรเจ็กต์ส่งท้ายปลายปีที่มีหนุ่มๆ สายเอนเตอร์เทนสุดฮอตจากบ้านนาดาวอย่างเจเลอร์-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, กัปตัน-ชลธร คงยิ่งยงและไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์ ร่วมกับแกรมมี่สร้างสรรค์ผลงานสะท้อนตัวตนผ่านบทเพลงโดยมีรัฐ Tattoo Colour (รัฐ พิฆาตไพรี) นั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ นอกจากนี้ในส่วนของมิวสิกวิดีโอและหนังสั้นยังได้ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับฝีมือเยี่ยมาช่วยปั้นชิ้นงาน 3 ชิ้นให้ที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้นและยังพากันไปถ่ายทำกันถึงที่นิวยอร์ก เชื่อว่าตอนนี้ทุกคนคงได้ฟังเพลง ชมมิวสิกวิดีโอและหนังสั้นของ 3 หนุ่มเรียบร้อยแล้ว ครั้งนี้ OK! เลยจะมาคุยถึงที่มาที่ไป ขั้นตอนการทำงานและเฉลยความหมายที่ซ่อนอยู่ในหนังสั้นทั้ง 3 เรื่องที่ย้งอยากบอกกับทั้ง 3 หนุ่มกันอีกด้วย

 

 

ที่มาที่ไปของการทำโปรเจ็กต์ HUMAN ERROR คืออะไร ทำไมถึงสนใจทำงานชิ้นนี้กับแกรมมี่

ย้ง: ตั้งแต่ต้นปีทางแกรมมี่มีโปรเจ็กต์ “เมื่อเพลงสร้างหนังและหนังสร้างเพลง” ซึ่งเป็นงานที่ชวน 12 ศิลปินมาทำ 12 เพลงใหม่ ปล่อยเดือนละเพลง และในแต่ละเพลงที่ปล่อยจะมีทั้งหนังสั้นและมิวสิกวิดีโอประกอบไปด้วยโดยไปชวนผู้กำกับมาร่วมครีเอทงาน ที่ผ่านมาศิลปินที่ทำเพลงล้วนเป็นมืออาชีพทั้งหมดและมีคอนเซ็ปท์ครอบคลุมแบ่งกลุ่มกันอย่างชัดเจน แต่พอมากรุ๊ปสุดท้ายเป็นกลุ่มศิลปินวัยรุ่น เขาก็สนใจน้องๆ ที่นาดาวเลยถามมาว่าเจเจ, กัปตัน และไอซ์ สนใจทำโปรเจ็กต์นี้ไหม ซึ่งพอผมฟังแล้วก็รู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่อยากให้น้องไปลองทำนะครับ แต่สุดท้ายก็ยังต้องถามน้องก่อน ซึ่งตอนนั้นเพิ่งจบโปรเจ็กต์ 9×9 ประมาณเดือนมีนาคม แต่พอทั้ง 3 คนรู้ เขาก็อยากทำ เพราะว่าเป็นโอกาสที่จะได้ทำงานที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นอีกหนึ่งก้าวใหม่ที่จะได้ทำซิงเกิ้ลเดี่ยว ได้พูดทัศนคติของตัวเขาเองผ่านเพลง จากนั้นทางแกรมมี่ก็ถามมาว่า ผมหรือผู้กำกับคนไหนสนใจมากำกับหนังทำมิวสิกวิดีโอให้น้องด้วยไหม เพราะเราเองก็ทำทางด้านนี้อยู่ และพอเห็นว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ไม่ได้กินระยะเวลายาวนานมาก ใช้เวลาทำงานจริงๆ 3-4 เดือนก็เสร็จ ผมเลยสนใจ รู้สึกว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่น่าสนุก เพราะครั้งนี้เป็นเรื่องของการตีความจากความรู้สึกของเราในการฟังเพลงว่ารู้สึกอย่างไรก็เล่าออกมา และอาจจะเป็นโปรเจ็กต์ที่ทำให้เราได้เป็นตัวเองเต็มที่เหมือนกันก็เลยเข้ามาร่วมแจมครับ

 

ทำไมถึงมีชื่อว่า HUMAN ERROR

ย้ง: เนื่องจากที่ผ่านมา แต่ละกรุ๊ปก็จะมีชื่อคอนเซ็ปท์ของเขาเช่น Dark Room เพราะ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ทำหนังแนวทิลเลอร์ ที่เกี่ยวกับเรื่องความดาร์ก บอล-วิทยา ทองอยู่ยง ทำหนังโรแมนติก ความสัมพันธ์ คอเมดี้ ชื่อคอนเซ็ปท์คือ ยัน ยิง เยา ก็ใช้คือคอนเซ็ปท์นี้เหมือนกัน พอมาถึงเรา ตอนแกรมมี่ถามมาช่วงแรกก็ยังคิดไม่ออก แต่พอน้องคนหนึ่งที่ทำคีย์อาร์ตให้แกรมมี่เขาฟังเราเล่าหนังสั้น ฟังเพลงน้องๆ ก็บอกว่าอยากทำคอนเซ็ปท์แบบ HUMAN ERROR
HUMAN ERROR มันคือความผิดพลาดของมนุษย์ ที่จะเอาไว้เปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ หุ่นยนตร์ ผมรู้สึกว่าคำนี้ดี มีความหมายในเชิงความรู้สึกว่ามนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักรกลหรือหุ่นยนตร์ตรงที่มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก นึกคิด เลยมีความเหงา ความเศร้า การทำผิดพลาด การเรียนรู้และเติบโต ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่เรากำลังจะเล่าพอดี ก็เลยคิดว่าใช้ชื่อนี้มาขยายหนังสั้นของเราและเพลงของน้องๆ น่าจะเหมาะที่สุด

ใครคือคนที่เป็นหลักในโปรเจ็กต์นี้

ย้ง: โปรเจ็กต์นี้เป็นของแกรมมี่ แต่คนที่เป็นหลักโปรเจ็กต์ทั้งหมดคือเจเจ กัปตัน ไอซ์ โดยที่มีพี่รัฐ Tattoo Colour คอยช่วยเสริมครับ เรามีกรุ๊ปหนึ่งไว้คุยกันเรื่องนี้ ในนั้นมีผม พี่รัฐ น้องๆ ตอนที่คุยกันครั้งแรก พี่รัฐให้น้องทุกคนส่งแนวเพลงที่ชอบมาจูนกันเพื่อหาทิศทางเพลง ต่อมาคือตอนนี้มีอะไรอยากจะพูด ซึ่งน้องๆ ก็ยังเริ่มต้นไม่ถูกว่าควรจะต้องทำอย่างไร ผมเลยไปเกริ่นช่วยพี่รัฐ โดยบอกพวกเขาว่า ให้ลองเขียนเป็นไดอารี่ว่าวันนี้เจออะไรมาแล้วบันทึกเล่าถึงความรู้สึกเอาไว้ แต่อาจจะไม่ใช่แค่วันนี้ น้องๆ ลองคิดย้อนกลับไปสิว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรารู้สึกต่ออะไร มีความคิดเห็นต่ออะไร แล้วก็ส่งไปให้พี่รัฐ เขาก็จะนำสิ่งนี้ไปต่อยอดและทำเป็นประเด็นเพลงขึ้นมา

 

ใครเป็นคนที่เขียนไดอารี่เก่งที่สุด

กัปตัน: ผมเองครับ (หัวเราะ) มีเรื่องอยากจะเล่าให้พี่เขาฟังเยอะ

 

ในมุมมองของ เจเจ กัปตัน และไอซ์ โปรเจ็คต์นี้มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

เจเจ: ผมว่าโปรเจ็คต์นี้มีครบครับคือ มีทั้งเพลง มีทั้งหนังสั้นให้ได้ชมกัน และเพลงของแต่ละคนก็จะแสดงความเป็นตัวของเราเอง เป็นความจริงที่พวกเราเจอ เป็นทัศนคติที่เรามี และไปถ่ายทำที่นิวยอร์กครับ

กัปตัน: เป็นโปรเจ็คต์แรกที่เราได้มาทำเพลง ได้เล่าเรื่องของเรา ได้ถ่ายทอดแนวคิดเราลงในเพลง และก็พร้อมยอมรับด้วยกับการที่จะปล่อยสิ่งเหล่านี้ให้มันออกไปอยู่ข้างนอก และไม่ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเข้ามา ก็ยอมรับได้ เพราะว่าเราเลือกแล้ว ถ้าจะให้ชวนแฟนเพลงมาฟัง ก็อย่างที่บอกว่ามันคือชีวิตของผม อยากให้คนได้รับรู้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนฟังด้วยว่าจะชอบหรือไม่ แต่ผมยอมรับได้หมดครับ

ไอซ์ : เราทั้งสามคนเหมือนได้ทำสิ่งที่เรารักครบทั้งหมดครับ ทั้งด้านเพลงและด้านการแสดง เหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเรามีแพสชั่นมากๆ และผมรู้สึกว่าความพิเศษอีกอย่างคือถ่ายนิวยอร์กเหมือนกัน โปรดิวเซอร์คนเดียวกัน ผู้กำกับคนเดียวกัน หลายๆอย่างเหมือนกัน แต่พอมันออกมาทั้งสามเรื่อง สามเพลง กลับไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทุกอย่างมันมีอะไรที่ดูแล้วแปลกแตกต่างออกจากกันไป รู้สึกว่านี่ล่ะคือมู้ดที่เราสามารถโชว์ได้เลยว่าในที่ๆ เดียว ทุกอย่างที่มันเหมือนกัน แต่เราสามารถทำได้หลายทาง

 

เล่าให้ฟังหน่อนได้ไหมว่า บรรยากาศการถ่ายงานที่นิวยอร์กเป็นอย่างไรบ้าง

เจเจ: พี่ย้งเหนื่อย แต่ผมสนุกครับ คือผมรู้สึกว่านิวยอร์กกลายเป็นอีกเมืองที่ติดลิสต์ที่ผมชอบแล้ว นี่ไปแค่ครั้งเดียวนะ (ย้งถามชอบจริงหรือเปล่า) ชอบจริงๆ ครับ ไปประมาณ 20 วัน แต่ว่าวันที่คนอื่นถ่าย ผมก็จะมีเวลาไปเดินเล่น ผมรู้สึกหลงใหลนิวยอร์ก ถึงแม้จะสกปรกไปนิดนึง (หัวเราะ) (ย้งถามว่าชอบอะไรในนิวยอร์ก) ผมชอบถนน คือช่วงที่ไปเจอแสงสวยๆ น้อยมาก เพราะเป็นช่วงฝนตก แต่ผมรู้สึกผมชอบคน ชอบบรรยากาศ มันมีความเป็น Arts & Culture อยู่ในทุกเส้นถนน ทุกกำแพง ส่วนปฏิกิริยาของคนก็จะไม่แคร์กันเลย ผมชอบมาก (คนอื่นหัวเราะ) แฮปปี้มาก อยากทำอะไรก็ได้

ไอซ์: นิวยอร์กสำหรับผมคือไปเที่ยวได้ แต่ไปอยู่ไม่ได้แน่ๆ รู้สึกว่าเป็นเมืองที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกอย่างมันเร็วมาก ทุกคนต้องเดินเร็วๆ ทุกนาทีต้องเป็นเงินไปหมด ทุกคนคุยโทรศัพท์ตลอดเวลา ส่วนความไม่แคร์กันของคน มันก็มีพาร์ตที่เขาเข็นรถเข็นมา ถ้าไม่หลบก็ชนไปเลย แต่ที่ที่ผมชอบก็มีนะครับคือบรูกลิน ดูมันเป็นแบบฮิปสเตอร์ดีครับ ทุกคนจะดูชิลล์ลงมาหน่อย

กัปตัน: ผมไม่ค่อยชอบนิวยอร์กครับ แต่เป็นเมืองที่ไปบ่อยๆ ได้นะ เพียงแต่ส่วนตัว ผมชอบความชิลล์ ความสงบมากกว่าความวุ่นวาย

 

เพราะอะไรถึงเลือกนิวยอร์กเป็นสถานที่ถ่ายทำทั้งมิวสิกวิดีโอและหนังสั้น

ย้ง: ผมชอบนิวยอร์กครับ ที่นี่เป็นเมืองที่เราไปหาข้อมูล และแรงบันดาลใจได้ เป็นเมืองที่มีความหลากหลาย มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลที่ไอซ์กับกัปตันอาจจะไม่ชอบ เพราะมันไปเร็ว แต่เรื่องนี้สำหรับผมมันคือเสน่ห์ของนิวยอร์ก เราเคยอยู่ซานฟรานซิสโก เคยไปเที่ยวนิวยอร์ก เที่ยวแอลเอ แล้วเราค้นพบว่าซานฟรานฯ และแอลเอจะไม่โตอีกแล้ว แต่นิวยอร์กมันมีชีวิต ปีที่แล้วของนิวยอร์กกับปีนี้จะไม่เหมือนกัน ถามว่าไปบ่อยไหม ผมเคยอยู่ซานฟรานฯ มาปีนึง แล้วก็กลับมา ตอนก่อนจะทำหนังเรื่องแฟนฉัน ก็เคยกลับไปซานฟรานฯและนิวยอร์ก ซึ่งตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปเลย แล้วรู้สึกชอบ หลังจากนั้นก็หายไปนาน จนกระทั่งช่วง 4-5 ปีมานี้ ไปมา 4-5 ครั้งแล้ว สิ่งที่ชอบนิวยอร์กคือมันมีบรอดเวย์ มีมิวเซียม มีความเคลื่อนไหว มีคนไปตามหาความฝัน มีคนทำหนัง เด็กเรียนหนังไปเรียนฟิล์ม มีคนชอบถ่ายภาพ ก็มีนายแบบนางแบบที่เหมือนเดินอยู่บนถนน แล้วก็มีคนไปยื่นนามบัตรว่าให้ไปออดิชั่น แล้วพอเรากำลังจะทำงานที่เกี่ยวอะไรกับพวกนั้น รู้สึกว่านอกจากเพลงและคาแร็กเตอร์ของน้องจะเป็นข้อมูลที่ดีกับเรา เราก็อยาให้บรรยากาศ สถานที่มันเอื้ออำนวยให้กับเราด้วย ก็เลยตัดสินใจเลยว่าถ้าจะมีอะไรมาเป็นแบ็กกราวนด์ให้กับเพลงของน้องเหล่านี้ก็ควรจะต้องเป็นที่นี่ครับ

 

วิธีการทำงานของคุณย้งที่นิวยอร์กเป็นอย่างไร

ย้ง: ผมอยากจะทำงานนี้แบบรีแล็กซ์ครับ หมายถึงว่าถึงมีบทก็จะเพื่อให้ยึดมั่นว่าเราจะมีเรื่องเล่า แต่ว่าก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เมื่อเห็นอะไรที่อยู่ข้างหน้าแล้วมันดี เช่น ไปเจอโลเกชั่นที่สวยแล้ว ต่อให้ไม่อยู่ในบทเราก็พร้อมเปลี่ยน ก็เลยเลือกเมืองที่ไปถึงแล้วมันพร้อมจะสร้างแรงบันดาลใจเรา ซึ่งพอไปดูโลเกชั่นที่ใช่ เราจะอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายๆ แล้วเห็นภาพตัวละครเดิน ตัวละครทำไปตามบทของเราเลยโดยปริยาย ซึ่งผมเป็นผู้กำกับหนัง ก็อยากทำหน้าที่เล่าความคิดตัวเองผ่านหนัง แต่ตัวมิวสิกวิดีโอ ผมได้บอกน้องๆ ว่า ผมไม่อยากเป็นผู้กำกับ แต่อยากเป็นแค่คนไปปั้นโลเกชั่นให้น้อง นี่ไม่ใช่มิวสิกวิดีโอแบบเล่าเรื่อง แต่มิวสิกวิดีโอเล่าเรื่องด้วยตัวของเขาและตามสไตล์ของเขาเอง ดังนั้นพอผมไปเลือกโลเกชั่นมาให้ในกรุ๊ปแล้ว ตัวศิลปินเองจะต้องมาบอกว่าบรรยากาศไหนของโลเกชั่นที่เป็นเพลงเขา

 

ทั้ง 3 คน เลือกบรรยากาศไหนมาอยู่ในมิวสิกวิดีโอของตัวเอง

เจเจ: บรรยากาศของผมเป็นกราฟิตี้ แล้วก็จะเป็นสตรีทแบบดิบๆ ที่เลือกเพราะผมรู้สึกว่าเพลงผมมันมีความเป็นฮิปฮอปที่ผมชอบ แล้วผมใส่มันลงไปในเพลง พอเป็นนิวยอร์ก มันก็เป็นเมืองที่เป็นจุดกำเนิดของฮิปฮอป และทุกหนทุกแห่งก็จะมีคัลเจอร์กราฟิตี้อยู่เกือบจะทุกถนน ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเหมาะกับผม มีความเป็นศิลปะที่มันวุ่นวาย ต้องใช้เวลาดูถึงจะเข้าใจครับว่าเขียนว่าอะไร

กัปตัน: ส่วนมากผมเลือกที่เป็น architecture เพราะว่ามันมีความโมเดิร์นผสมความเก่านิดนึง สถานที่สวยงามแต่ว่าต้องเงียบสงบ เป็นที่ที่ไม่มีคน เพราะว่าเพลงผมจะค่อนข้างให้บรรยากาศอยู่คนเดียว ไม่มีความวุ่นวาย จะสื่อสารออกมาด้วยตัวคนเดียว

ไอซ์: ของผมจะเป็นพวกอิฐแดงๆ ตอนกลางคืน ไฟนีออนสีๆ หลักๆ เป็นความอุ่นๆ มู้ดจะไม่ได้ออกมาจี๊ดจ๊าดเหมือนพี่เจเจ เพราะด้วยความที่เพลงผมเป็นเพลงช้า เกี่ยวกับความรักโดยตรง ก็จะเป็นความรักที่อุ่นๆ ลงมาหน่อย

แรงบันดาลใจในการเล่าเรื่องเพื่อที่จะมาทำเพลงของเจเจ กัปตัน และไอซ์ มาจากอะไร

เจเจ: มาจากผมครับ เป็นภาวะช่วงโปรเจ็กต์ 9×9 จำได้ว่าผมแต่งท่อนฮุกเพลงนี้ระหว่างที่ผมกลับจากโคราช เราไปทัวร์ด้วยกัน แล้วผมนั่งอยู่ที่เบาะหลังสุดกับเติร์ด (ลภัส งามเชวง) 2 คน ตอนนั้นเหมือนเราพอมีเวลาว่างก็เลยเปิดบีทของเพลง EMPTY KING-ของตัวเองขึ้นมา ก็ลองแต่งดู พอให้เติร์ดช่วยสแกนก็บอกว่าดีนะ เพลงนี้ผมอยากจะเล่าถึงความรู้สึกเหงา สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อคือผมอยากให้คนอื่นเลิกพูดกับผมสักทีว่าชีวิตผมดี ทุกคนจะชอบตัดสินผมจากภายนอกว่าเพอร์เฟ็กต์ หน้าที่การงาน นามสกุล ฯลฯ แต่ความรู้สึกข้างในของผมเองกลับไม่ได้รู้สึกว่าเรามีอะไรขนาดนั้น ผมบอกเป็นนัยในเพลงนี้ว่า อย่ามองคนจากภายนอก

กัปตัน: เริ่มมากจากการที่ผมเลือกที่จะระบายเรื่องราวในชีวิตผมออกมาให้พี่รัฐเขารับรู้ และให้พี่เขาเลือกเลยว่าอยากได้พาร์ทไหน เขาก็เลยเลือกพาร์ทของความรัก ซึ่งทั้งชีวิตผมเป็นคนที่ใช้ชีวิตด้วยความรักตลอด จนวันหนึ่งที่รู้สึกว่าผมเจ็บช้ำมาก ทำให้เราเหมือนจะเดินต่อไปไม่ได้ เราขาดความรักแล้วรู้สึกไร้ค่า ไม่มีพลัง จากที่เคยมองว่าความรักเป็นสีสันต่างๆ แต่พอโดนทำร้ายเรากลับมองไม่เห็นสีของมันอีกแล้ว เหมือนเรากลายเป็นคนตาบอดสีครับ นั่นจึงเป็นที่มาของเพลง COLOR BLIND ครับ

ไอซ์: เพลงของผมชื่อ BEST FOR YOU ครับ ซึ่งมันค่อนข้างตรงตัว แรงบันดาลใจมากจากที่ตอนนั้นผมอินกับสถานการณ์แบบนี้ แล้วก็ฟังเพลงที่มีความหมายคล้ายๆ ประมาณนี้อยู่เยอะ ช่วงนั้นผมอินกับเพลงที่ประมาณว่าผู้หญิงที่เสียใจ เฮิร์ทมากๆ แล้วโทษตัวเองว่าเป็นคนไม่มีค่า เป็นคนผิด ซึ่งผมอยากจะบอกผู้หญิงทุกๆ คนว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น อยากจะมีอะไรที่ไปช่วยปลอบใจเขาได้ ก็เลยกลายมาเป็น BEST FOR YOU คือไม่ว่าเธอจะผ่านอะไรแย่ๆ มา หรือใครที่ไม่ดีมา แต่ครั้งนี้มารักกับผม ผมจะทำให้ดีที่สุด จะเป็น THE BEST FOR YOU แล้วก็ได้มีการคุยกับพี่รัฐ พี่ย้งเพิ่ม ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมันจะไม่มีที่สิ้นสุด เลยกลับมาเปลี่ยนเป็นว่า เราจะทำตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน เหมือนเป็นการแข่งกับตัวเองครับ

 

ในฐานะที่คุณย้งเป็นคนที่เล่าเรื่องต่อจากเพลง โดยการทำเป็นมิวสิกวิดีโอและหนังสั้น มีแนวคิดกับโปรเจ็กต์นี้อย่างไร

ย้ง: ตอนนั้นก็คิดเยอะมากครับ แต่พอมาถามตัวเองแล้ว รู้สึกว่าเพลงคือวุฒิภาวะของน้องตอนอายุ 20 ต้นๆ ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ผลงานชิ้นนี้เหมือนเป็นหมุดไมล์ชีวิตของเขาในวันนี้ ที่อีก 2 ปีผ่านไปเขาอาจจะเล่าเรื่องเพลงในประเด็นที่เปลี่ยนไป หรือโตขึ้น พอเราจะไปทำหนังสั้นในการขยายเพลง ผมก็ไม่ได้อยากทำหนังสั้นที่พูดเท่ากับเพลง โชคดีที่เราเป็นผู้ใหญ่ที่เติบโต ผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นแบบเขามา เลยเข้าใจวัยเขา ในขณะที่เรายังมีอีกมุมหนึ่งที่เห็นและเติบโตด้วย ตอนฟังเพลงของน้องๆ จะมีช่วงหนึ่งในความรู้สึกของเขาที่สามารถนำไปขยายอารมณ์ของตัวละครได้ เช่นเรื่อง BLUE JAYLERR เป็นเรื่องของเจเจที่ไปเรียนการแสดงที่เมืองนอก ได้มีโอกาสเล่นหนังสั้นของมหาวิทยาลัย จนกระทั่งมีโปรดิวเซอร์ต่างชาติสนใจและชวนไปออร์ดิชั่น แต่จะเห็นว่าตัวละครมีปมในใจ ภายนอกเขาเป็นคนที่เพียบพร้อม ไปเรียนก็ประสบความสำเร็จ ทำงานก็มีคนชื่นชม แต่ทำไมเขาถึงไปขโมยไปกระเป๋าเงิน มันเกิดความขัดแย้งขึ้น ช่วงเวลานั้น เรารู้สึกว่าเพลง EMPTY KING ไปขยายความตรงนั้นได้ เพลงก็มาตามหนังสั้นในช่วงเวลานั้น แต่ว่าที่ผมบอกว่าทำหนังไม่เท่ากับเพลง หมายความว่าสุดท้ายเราจะทำให้ตัวละครเรียนรู้กับเหตุการณ์และก้าวข้ามผ่าน เหมือนหนัง Coming of age น่ะครับ ซึ่งปกติที่ผ่านมา เวลาเราทำเรื่องคนก็เพราะอยากเล่าเรื่องนี้ อยากพูดกับคนดู อยากให้เขาอิน แต่ว่าตอนที่ผมทำหนังสั้น 3 เรื่องนี้ ผมอยากทำหนังสั้นโดยพูดกับพวกเขาทั้ง 3 คนครับ

 

ชื่อของหนังสั้นทั้ง 3 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น BLUE JAYLERR , WHITE CAPTAIN หรือ RED PARIS มีสีเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด เล่าถึงที่มาที่ไปของแนวคิดนี้หน่อยได้ไหม

ย้ง: วันที่ทำหนังสั้น ผมตั้งใจที่จะมีชื่อพวกเขาอยู่ในชื่อหนังเพราะไม่อยากให้เป็นนิยาย ไม่อยากให้เจเจ กัปตัน ไอซ์ เข้าไปเป็นตัวละคร แต่อยากให้เป็นเขา หรือในเรื่องเราก็ใช้ชื่อเขาเลย เพราะว่าเขาอยู่ในฐานะศิลปิน แต่ชื่อเขาอย่างเดียวยังไม่พอ มันต้องมีต่อไปด้วยว่าเป็นเขาในภาวะอารมณ์ไหน ซึ่งเขาก็เป็นเจเจในภาวะ EMPTY KING นั่นแหละ ซึ่งถ้าจะเป็น JJ EMPTY KING หรือ EMPTY KING JJ ก็จะซ้ำกับเพลง จนกระทั่งผมเขียนบทเรื่องหนึ่งเสร็จไปแล้วคือเรื่องของเจเจ ก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง กระทั่งมาเขียนบทเรื่องของกัปตัน ตอนที่เขียนบทเรื่องนี้ ตั้งใจว่าอยากเล่าเรื่องเป็นหนังขาว ดำ ก็เลยคิดเรื่องสีกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ คือในหนังสั้นของกัปตันคอนเซ็ปต์ของเรื่องกำลังจะพูดว่า สีเป็นรายละเอียดของชีวิต เหมือนกับใครไม่รู้ที่สร้างโลกนี้ขึ้นมาพร้อมกับการมีสี จริงๆ สีคือรายละเอียด เช่น เราเห็นสีแดงรู้สึกอะไร เห็นสีฟ้ารู้สึกอะไร ถ้าโลกไม่มีสี แปลว่าโลกไม่มีรายละเอียด ในเรื่องของกัปตันจะเล่าว่า ถ้าคนๆ หนึ่งไม่ใส่ใจในความสัมพันธ์ก็แปลว่าโลกของคุณไม่จำเป็นต้องมีสี ชีวิตเราก็อยู่ในโลกขาวดำก็ได้ ถึงตรงนี้ ผมรู้สึกว่าสีมันน่าสนใจแล้ว ซึ่งสีนี่แหละที่ขยายอารมณ์ของศิลปินเหล่านี้ได้ และสีสำหรับกัปตันก็คือ White เพราะเพลงของเขาคือ COLOR BLIND โดยหนังสั้นของกัปตันจะเล่าประมาณว่า วันที่เริ่มต้นรู้จักความรัก เขารู้สึกว่าความรักเป็นสีสันที่สวยงาม แล้ววันหนึ่งที่ได้ไปพบเจอ มีความรัก ความรักนั้นกลับทำให้เจ็บปวด กลายเป็นว่า สีสันเหล่านั้นเป็นสีของยาพิษ จากที่เคยมองว่าสวยก็กลายเป็นไม่สวย และกลายเป็นภาพขาว ดำ คือพอสีทำร้าย สีไม่ทำงานกับเรา จึงเป็นสีขาว ก็เลยใช้คำว่า White ขยายกัปตันไปเลย
แล้วก็มาถึงสิ่งที่ยังค้างใจอยู่คือชื่อเรื่องของเจเจ ที่ยังขาดคำที่จะมาขยาย ซึ่งก็พบว่าเพลงของเจเจมันคือความเหงา ความรู้สึกโดดเดี่ยว และสีของความรู้สึกนี้คือ Blue จากนั้นก็มาคิดต่อว่า Blue คือตัวแทนของความยิ่งใหญ่ด้วย รู้สึกว่ามันลงตัวกับ EMPTY KING พอดี และพอได้ WHITE CAPTAIN , BLUE JAYLERR ก็มาเป็นคิวของพาริส ที่ไอซ์เขาจะพูดเรื่องความรัก BEST FOR YOU อยากเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับเธอ ความรักถ้าคิดง่ายๆ แบบชั้นเดียวก็สีแดง แล้วพอดีหนังสั้นในเรื่องของนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเลือดด้วย ไม่ใช่ความรักอย่างเดียว สีแดงเลยเป็นสีที่ลงตัว

 

สำหรับหนังสั้นทั้ง 3 เรื่องคุณย้งบอกว่าครีเอทขึ้นมาเพื่อจะบอกน้องทั้ง 3 คนด้วย เฉลยได้ไหมว่าคุณอยากจะบอกอะไรกับพวกเขา

ย้ง: มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่อยากจะบอกว่าผมเข้าใจพวกเขานะครับ เพราะเราก็เคยมีความรู้สึกแบบนี้ พอเราเป็นผู้ใหญ่จะมีจุดหนึ่งที่เราเข้าใจแล้ว และก็เข้าใจน้องด้วยว่าทำไมวันนี้น้องยังไม่เข้าใจ มีเพลงของวงออกัสเพลงหนึ่งที่ผมชอบมากและคิดว่าสามารถต่อความรู้สึกของเพลงของเจเจในวันนี้ได้ ชื่อเพลง “คนธรรมดา” เพลงนี้จะพูดประมาณว่า คนที่รู้สึกเหงา เปล่าเปลี่ยว กำลังตามหารักแท้ ค้นหาอะไรบางอย่าง วันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้นก็จะค้นพบว่าสิ่งที่ขาดไปก็คือตัวเราที่อยู่ในใจ ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็จะรู้ว่าเราจะเจอความรักที่แท้จริงได้จากไหน ซึ่งความรู้สึกนั้นก็อยู่ในหนังสั้นของเจเจ คือวันที่เขาเข้าใจตัวเขาเอง เขาจะค้นพบความรักที่แท้จริง

ส่วนเรื่องของกัปตัน ผมเล่าเป็นหนังขาวดำ มันเป็นเรื่องฝันร้ายที่วนลูปคือสะดุ้งตื่นมาแล้ว แต่ก็พบว่ายังอยู่ในฝันร้ายที่เป็นภาพขาว-ดำ แล้วเป็นภาพที่เห็นว่าแฟนเขากำลังนอกใจ เราเอาความขาว ดำนั้นมาทำให้บรรยกาศดูน่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ เพราะเป็นโลกที่ไม่ปกติ ผมกำลังจะบอกว่าต่อให้เราอยู่ในโลกที่มันมีสี แล้วต่อให้สีนั้นอาจจะทำให้เราเจ็บปวด สีนั้นอาจจะส่งผลกับความรู้สึกของเรา เช่น อยู่ในที่ๆ หม่นมากๆ เราอาจจะรู้สึกกดดัน แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ๆ ไม่มีสี อยากบอกเขาว่าอย่ากลัว ลองไปเถอะความรักน่ะ ยังเจ็บอีกหลายรอบ อย่าคิดว่าจะรอด (หัวเราะ)

ส่วนของไอซ์ทำเพลง BEST FOR YOU อยากเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับเธอ ซึ่ง BEST มันมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบอยู่แล้ว เราจะเปรียบเทียบกับใครล่ะ เปรียบเทียบกับแฟนคนเก่าของเขาเหรอ ถ้าเปรียบเทียบกับคนเก่า สำหรับผม ผมรู้สึกว่าเราจะชนะ แต่มันจะไม่มีวันจบสิ้น เพราะอาจจะมีคนที่เปรียบเทียบไปได้เรื่อยๆ ตอนเราเป็นเด็ก เราก็รู้สึกแบบนี้ พออายุมากขึ้น เรียนรู้มาหลายปีก็ค้นพบว่าการที่คอยแต่พาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จะทำให้เรารู้สึกเหนื่อย และจนวันหนึ่งก็ได้คำตอบว่าไม่ล่ะ เราไม่เปรียบเทียบกับใครอีกแล้ว แต่เราจะมีแค่เส้นชัยเดียวที่อยากไปให้ถึง คือจะเป็นตัวเองที่ดีกว่าเดิมให้เขา จะเป็นเราที่ better กว่าเดิม นี่ก็เป็นสิ่งที่อยากบอกเขาครับ

 

คาดหวังอย่างไรกับผลงานชิ้นนี้

กัปตัน: ไม่กล้าคาดหวังครับ แค่รู้สึกว่าเรารักในการทำงานของตัวเอง มุมมองในการทำงานของผมคือต้องรักในการทำงานของผมก่อน จะแมสส์หรือไม่แมสส์ ใครฟังหรือไม่ฟังก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องรักต้องชอบกับสิ่งที่เราทำ

 

 

โปรเจ็กต์นี้ให้คะแนนตัวเองเท่าไร

เจเจ: จากสิบให้สิบครับ (หัวเราะ) ผมว่าโปรเจ็คต์นี้ทำให้ผมโตขึ้นนะครับ พอเราอยู่ในทุกกระบวนการทำงาน ก็ทำให้เข้าใจระบบ คิดเป็นระบบมากขึ้น และวางแผนรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น

 

ถ้าอย่างนั้นถามหน่อยสิว่า ช่วงเวลา ERROR ของแต่ละคนเป็นช่วงเวลาไหน

เจเจ: ช่วงเวลากลางคืนครับ ผมจะเบลอๆ ชอบคิดไปเรื่อย แล้วก็จะนอยด์ไปเอง พอเป็นแบบนี้ผมต้องจัดการตัวเองก่อน ก็ใช้เวลานานเหมือนกัน ปกติถ้าเป็นอะไรแบบนี้ ก็หาอะไรดื่มครับ (หัวเราะ) ตื่นเช้าขึ้นมาก็จะดีขึ้นเอง

กัปตัน: ของผมเป็นช่วงเวลาเรียนครับ ผมไม่สามารถอยู่ในห้องเรียนได้ จะต้องทำอย่างอื่น สนใจอะไรก็ค่อยไปปรึกษาทีหลัง

ไอซ์: ช่วงตอนเช้าเพิ่งตื่นครับ ตอนกี่โมงก็ได้ที่เพิ่งตื่น จะเป็นคนที่ช้าไปหมดทุกอย่าง สมมติว่ามีใครเรียกผม ผมก็จะ “ครับ” ประมาณว่าเพิ่งได้ยิน เป็นช่วงเวลาที่เราอ๊องมากๆ ก็ใช้เวลาสักหลังเที่ยงเลยกว่าอาการนี้จะหายไป (หัวเราะ) ทุกคนจะบอกตรงกันว่าพระอาทิตย์มันดูดพลังผม ส่วนดวงจันทร์มันให้พลังผม หลังเที่ยงก็ยังเปื่อยๆ อยู่นะ แต่ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่พอหลังกินข้าวเย็น ผมจะเป็นอีกคนหนึ่งเลยครับ ดีดมากๆ

 

แล้วตอนไปนิวยอร์กทำอย่างไรให้ทั้ง 3หนุ่มตื่นตัว ในเมื่อแต่ละคนมีช่วงเวลา Error ที่แตกต่างกัน

ย้ง: ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ ถ้าพวกนี้มาเจอผม เขาก็ตื่นตัวแล้วครับ (หัวเราะ)

 

 

 

นายแบบ: ทรงยศ สุขมากอนันต์, กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, ชลธร คงยิ่งยง และ พาริส อินทรโกมาลย์
ช่างภาพ: อิทธิพล พนาสุภน
ผู้ช่วยช่างภาพ: ขลนิธิ สุขอนันตธรรม
สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

 

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

okadmin

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้! บีม ปภังกร พระเอกเนื้อหอมจากเรื่อง เคว้ง ของ NETFLIX

5 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้! บีม ปภังกร พระเอกเนื้อหอมจากเรื่อง เคว้ง ของ NETFLIX

ถือเป็นโมเมนต์สำคัญที่แจ้งเกิดให้ชื่อของ ‘บีม-ปภังกง ฤกษ์เฉลิมพจน์’ เป็นที่รู้จักในระดับโลกก็ว่าได้ [...]

READ MORE
น่าใจหาย! กอดฟรีย์ เกา กับการเริ่มต้นช่วงวัย 30 ที่จบลงแค่ครึ่งทาง

น่าใจหาย! กอดฟรีย์ เกา กับการเริ่มต้นช่วงวัย 30 ที่จบลงแค่ครึ่งทาง

ช็อกสุดๆ กับข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของนายแบบและนักแสดงหนุ่มตี๋อินเตอร์วัย 35 ปี [...]

READ MORE