THE WAY HE MAKES US FEEL

THE WAY HE MAKES US FEEL

20 ปีแห่งการจากไปของผู้ชายที่ชื่อ เรวัต พุทธินันทน์ และสายสัมพันธ์ของแม่ลูก อรุยา–สุธาสินี–สิดารัศมิ์กับเรื่องราวใหม่ ๆ ในชีวิตวันนี้

ถือว่าเป็นโชคดีของ OK! ที่มีโอกาสนั่งพูดคุยกับคุณอี๊ด-อรุยา พุทธินันทน์ ภรรยาคนเก่งของคุณเต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ สุภาพบุรุษแห่งวงการดนตรีไทย หนึ่งในผู้ก่อตั้งค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่างจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ พร้อมกับลูกสาวคนสวยทั้ง 2 คนคุณแพ็ท-สุธาสินี และคุณพีช-สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์ เกี่ยวกับความรักความอบอุ่นในวันที่ยังมีคุณเต๋อทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องในวาระที่ปีนี้ครบรอบ 20 ปีเต็มแห่งการจากไปของคุณเต๋อ ซึ่งเราจะได้เห็นโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ จากคนใกล้ตัวของสุภาพบุรุษแห่งวงการเพลงฝีมือฉกาจคนนี้ ที่สำคัญวันนี้คุณแพ็ท สุธาสินียังได้พาลูกชายตัวน้อย ‘น้องดานเต้’ และสามีสุดหล่อ ‘มาร์ก แกรี่ โรดริเกส’ มาร่วมถ่ายภาพสวย ๆ กับเราด้วยอีกต่างหาก!

 

ชีวิตและความเป็นไปในครอบครัวของคุณอรุยาช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ

อรุยา: ชีวิตช่วงนี้โดยรวมก็เรียบ ๆ ค่ะ ส่วนใหญ่อยู่กับลูกพีชและน้องหมา 2 ตัวที่กรุงเทพฯ แล้วก็เดินทางไปหาน้องแพ็ทกับหลานที่อเมริกาบ้าง หรือถ้ามีเวลาว่างก็ไปเที่ยวทริปสั้น ๆ บ้าง แต่ตอนนี้กำลังทำงานของคุณเต๋อซึ่งจะครบ 20 ปีการจากไป อาจมีคอนเสิร์ตให้ดูหรืออาจจะนำเพลงของคุณเต๋อ มาคัฟเวอร์ใหม่เล็กน้อยให้หายคิดถึง ส่วนงานของมูลนิธิเรวัต พุทธินันทน์ ก็ทำไปเรื่อย ๆ ดูแลในเรื่องของการศึกษา เน้นหนักไปทางด้านดนตรี แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือห้องสมุดดนตรีเรวัต พุทธินันทน์ คือช่วงงานคุณเต๋อเราได้เงินก้อนหนึ่งจากแขกที่มาร่วมงานและได้ร่วมทำบุญ เราก็เอาเงินก้อนนั้นมาทำห้องสมุดดนตรี ซึ่งพอดีกับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ติดต่อมาว่าอยากจะทำในเรื่องนี้เพื่อให้เป็นศูนย์รวมความรู้ทางด้านดนตรีให้แก่นักศึกษาและประชาชน อีกอย่างก็เพื่อเป็นที่ระลึกให้คุณเต๋อด้วย คือจริง ๆ ก่อนที่คุณเต๋อจะเสีย คุณเต๋อมีความตั้งใจที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวทุก ๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี การทำงาน เส้นทางต่าง ๆ จนกว่าจะมาถึงความสำเร็จเพื่อให้เป็นประโยชน์ และเป็นข้อคิดให้แก่คนรุ่นหลัง ๆ แต่คุณเต๋อเสียชีวิตไปเสียก่อน

ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณอรุยาจะมีการสานต่อตรงงานเขียนชิ้นนี้ด้วยไหมครับ

อรุยา: ก็ทำหนังสืออยู่น่ะค่ะ เราเขียนเองแต่ก็นำเอาเรื่องราวของคุณเต๋อ รวมถึงปรัชญาชีวิตบางอย่างที่ผ่านมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จและเสียชีวิตมาเล่าให้ฟัง แล้วก็แทรกสิ่งที่เป็นคำสอนหรืออะไรที่ได้จากคุณเต๋อ ซึ่งเราพยายามจะทำให้เสร็จภายในปี 2016 ตอนนี้เหลืออีกนิดหน่อย เราอยากจะทำให้ดีเพราะคิดว่าจะทำแค่ครั้งเดียว หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนมานานหลายปีแล้วค่ะ แต่ไม่เสร็จสักที เพราะถึงเวลาก็แก้แล้วแก้อีก เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก แต่ตั้งใจว่าจะต้องเสร็จให้ได้ภายในวาระครบรอบ 20 ปีที่คุณเต๋อจากไป

สำหรับความสัมพันธ์กับลูก ๆ ทั้ง 2 คนในตอนที่คุณเต๋อยังอยู่ ทราบว่าถึงแม้ว่าจะทำงานเยอะ แต่คุณเต๋อก็สนิทสนมกับลูก ๆ เป็นอย่างมากใช่ไหมครับ

อรุยา: จริง ๆ คุณเต๋อเป็นคนที่ทำให้ดิฉันไม่เชื่อในคำว่าไม่มีเวลา เพราะคุณเต๋อเป็นคนที่ทำงานหนักมาก กว่าจะมาเป็นแกรมมี่ได้ ตอนนั้นแทบจะไม่มีเวลาที่จะมานั่งสบาย ๆ ได้เลย ไม่ใช่แค่งานในห้องอัดเสียงอย่างเดียว แต่มีงานในออฟฟิศ เพราะคุณเต๋อต้องบริหารด้วย มีการลองผิดลองถูกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งช่วงแรก ๆ ต้องทำกันเองเกือบทุกอย่าง ตอนนั้นคนยังไม่เยอะก็จะช่วยกันชนิดที่ว่าหนึ่งคนต้องทำแทบทุกหน้าที่ แต่ตัวคุณเต๋อเองก็ไม่เคยบกพร่องกับครอบครัว จะให้เวลากับลูกเสมอ วันไหนเป็นวันหยุดก็จะขอไว้เลย อย่างเช่นวันอาทิตย์ก็จะอยู่กับลูก ต่อให้งานหนักขนาดไหน คุณเต๋อก็จะจัดเวลาให้ได้

ลูกสาวสุดที่รักทั้ง 2 คน มีภาพจำของคุณพ่อในช่วงนั้นอย่างไรบ้างครับ

สิดารัศมิ์: จำได้ว่าเราใกล้ชิดกันมากค่ะ พีชกลับจากโรงเรียนก็จะไปหาคุณพ่อที่ห้องอัดเสียงบ้าง ที่บริษัทบ้าง

อรุยา: ช่วงที่ยังเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตฯ ประสานมิตร พอดิฉันรับลูกเสร็จก็ต้องไปหาคุณพ่อที่ออฟฟิศ ตอนนั้นออฟฟิศแกรมมี่จะอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 39 ก็พาลูก ๆ ไปหาและนั่งทำการบ้าน พอรับประทานข้าวกับคุณพ่อเสร็จก็กลับบ้าน คุณพ่อก็อยู่ทำงานต่อหรือถ้าวันไหนงานเสร็จเร็วก็จะไปรับลูกด้วยกัน

สิดารัศมิ์: พีชได้เห็นการทำงานหนักของคุณพ่อมาตลอด บางทีก็ได้ไปอยู่ในห้องอัด ไปดูคุณพ่อทำงาน พอ ป.6 พีชก็ไปอเมริกา พี่แพ็ทไปก่อนตอน ม.3 แล้วพอไปเรียนเมืองนอกก็ห่างกันไปเยอะค่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็จะไปเยี่ยมทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ได้คุยโทรศัพท์กันทุกวัน

อรุยา: แต่ลูก ๆ ก็มีคุณยายไปอยู่ด้วยจนกระทั่งเรียนจบค่ะ เพราะตอนนั้นคุณเต๋อไปไหนไม่ได้ ทิ้งอะไรไม่ได้เลย ดิฉันต้องอยู่เป็นเพื่อนคุณเต๋อ พอถึงเวลาก็ไปเยี่ยมลูก ๆ ด้วยกัน เราต้องจัดเวลาไว้เลยว่าช่วงไหนต้องไปอยู่กับลูก ช่วงไหนลูกต้องกลับมาบ้าน เพื่อให้ระยะห่างไม่มากเกินไป

Jan16_014_03

อยากให้แต่ละท่านพูดถึงสิ่งที่ประทับใจในตัวคุณเต๋อสักหน่อย

สิดารัศมิ์: มีเยอะมากจนไม่รู้จะพูดอย่างไรเลย

อรุยา: ดิฉันรู้จักคุณเต๋อตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ไม่เคยเห็นความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่รู้สึกประทับใจคือความเสมอต้นเสมอปลาย คุณเต๋อเป็นคนที่รักครอบครัว เป็นคนมีเหตุมีผล อะไรที่ใช่คือใช่ อะไรที่ไม่ใช่คือไม่ใช่ คุณเต๋อพูดตรง แต่สุภาพ จิตใจดี ถ้าเห็นคุณเต๋อสมัยโน้น จะนุ่งกางเกงขาบาน ดูเป็นวัยรุ่น ผมยาว ดูจากภายนอกนี่เปรี้ยวมาก แต่จริง ๆ นิสัยดี พูดจาเพราะ สุภาพมาก มีความรู้สึกชื่นชมตรงนี้ ตลอดเวลา 27 ปีที่ได้รู้จักและอยู่ด้วยกันมา เขาก็ไม่เคยเปลี่ยน ความทรงจำเกี่ยวกับคุณเต๋อนั้นมีแต่สิ่งที่น่าชื่นชมที่อยู่ในใจเราเสมอ เขาทำให้เรามองเห็นภาพของครอบครัวที่ดี เรามีความสุข เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเลยรู้สึกว่าชีวิตครอบครัวสวยงามมาก มีคนเคยถามว่าทำไมไม่แต่งงานใหม่ เพราะตอนนั้นเราอายุ 48 บอกเลยว่าไม่เคยคิด เพราะคิดว่าไม่มีทางหาใครเป็นอย่างนี้ได้อีก ในชีวิตนี้เรามีลูกที่ดี สามีที่ดี มีความสุขที่สุดแล้ว

สิดารัศมิ์: ในภาพจำของพีช คุณพ่อรักครอบครัว รักลูก อยากทำอะไรก็ตามใจ ไม่บังคับ เช่น ตอนไปเรียนที่โน่น คุณพ่อ คุณแม่อยากให้อยู่โรงเรียนประจำ จะให้เรียนกับแม่ชีที่โรงเรียนเดียวกับพี่แพ็ท แต่พีชไม่อยากอยู่ ซึ่งพีชก็ไม่ได้บอกคุณพ่อ คุณแม่ไว้ก่อน จนแม่ชีถามว่าอยากอยู่ไหม เราบอก No คุณพ่อก็บอกตามใจลูก ไม่ต้องไปบังคับลูก

สุธาสินี: สิ่งที่จำได้อยู่ตลอดเวลาคือคุณพ่อเป็นคนใจดี พอได้ยินคำว่า Family Man จะนึกถึงคุณพ่อ ได้เห็นกับตาตัวเองว่าคุณพ่อดีจริง ๆ เป็นสามีที่ดีของคุณแม่ เราเห็น เราสัมผัสได้ ท่านเป็นพี่ชายและเป็นเพื่อนที่ดี ให้ความอบอุ่นกับคนรอบข้างถ้าเรามีคำถามอะไรในชีวิตก็จะไปหาคุณพ่อ คุณพ่อจะตอบ ได้หมด ช่วยคิด ช่วยตัดสินใจทุกอย่าง

และในวันที่เราต้องสูญเสียคนที่เป็นที่รักที่สุดคนหนึ่งในชีวิตไป วันนั้นทุกคนจัดการกับความรู้สึกตัวเองอย่างไรครับ

สุธาสินี: ตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ไม่คิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับเรา ตอนแรกแพ็ทจะรู้จักแต่ความสุข ความสวยงาม การอยู่ด้วยกัน ในภาพจำจะมีเป็นพ่อแม่ลูก 4 คนและคุณยายไปตลอดชีวิต ชีวิตเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกอย่างเป็นสีชมพู ตอนที่คุณพ่อไม่สบาย กำลังจะเสีย เราก็คิดอยู่ตลอดว่าท่านต้องหาย เพราะคิดว่าคุณพ่อเป็นคนดี พระต้องคุ้มครอง ไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องเสียคุณพ่อไป ซึ่งพอถึงเวลาที่คุณพ่อเสียจริง ๆ แพ็ทนึกไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ ก็เลยคิดได้ว่าชีวิตมันไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป มันต้องมีบวก มีลบ ทุกอย่างมันไม่แน่นอน นี่คือการสูญเสียครั้งแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือทำใจ และยอมรับความจริง เราไม่สามารถอยู่กับอดีตไปตลอด ถ้าเรามัวแต่ไปยึดติด เศร้า เราจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร

อรุยา: ตอนนั้นค่อนข้างตัวติดกันกับคุณเต๋อค่ะ ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักมาก คุณเต๋อจะดูแลเราเหมือนไข่ในหิน จะปกป้องเป็นเกราะให้เราทุกเรื่อง คิดแทนให้ ทำนั่นนี่ให้ ไม่ใช่เฉพาะดิฉันนะคะ รวมไปถึงลูกด้วย พอคุณเต๋อเสีย มันเลยกลายเป็นว่า เราจะอยู่อย่างไร เราไม่ได้เตรียมรับมือกับเรื่องนี้มาก่อน ตอนที่เขาป่วยเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาจะต้องจากไป ซึ่งพอคุณเต๋อเสียจริง ๆ ก็เหมือนตัวเราหายไปครึ่งหนึ่ง คิดมากว่าจะทำอย่างไรต่อไป มันเซ ทำอะไรไม่ถูก เป็นอย่างนั้นอยู่นานมาก แต่โชคดีที่มีเพื่อนดีหลายคน ซึ่งเขารักคุณเต๋อเลยเผื่อแผ่มาถึงเราและลูก ๆ ด้วย ในที่สุดเวลาก็ช่วยให้เราดีขึ้นทีละนิด ๆ แต่ว่าหลักสำคัญที่สุดที่ทำให้แข็งแรงคือลูกทั้ง 2 คน เพราะตลอดเวลาลูกอยู่อย่างสุขสบาย อบอุ่นทุกอย่าง เพราะคุณเต๋อหาให้และดูแลอย่างดี ดังนั้นถ้าคุณเต๋อเสียแล้วเราจะทำให้ลูกเปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยเป็น เคยได้ มันคงไม่ถูก เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราจะให้ลูกมารับรู้หรือโอนเอนกับสิ่งตรงนี้ไม่ได้แล้ว ตั้งแต่นั้นเราก็แข็งแรงเพราะดิฉันมีความรู้สึกว่าชีวิตเราต้องอยู่เพื่อลูก

Jan16_014_04

วันที่คุณแพ็ทแยกตัวไปมีครอบครัว รู้สึกเป็นห่วงหรือแอบกังวลใจอะไรบ้างไหมครับ

อรุยา: มันก็มีเหมือนกันค่ะ ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมาตลอด ตอนแรก ๆ แพ็ทเขาอยู่ที่นี่ คุณมาร์กก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันต่าง ความรู้สึกมันเหมือนเดิม แค่มีลูกชายเพิ่มมาอีกหนึ่งคน แต่ช่วงหลังที่เขาต้องไปอยู่ที่โน่น บางทีอาจจะเหงาบ้าง แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามันเป็นความจำเป็นจริง ๆ ที่เขาต้องไปก็เพราะต้องทำงานและดูแลธุรกิจครอบครัว โชคดีที่เรารู้จักครอบครัวคุณมาร์ก ซึ่งครอบครัวของเขาก็คล้าย ๆ กับเรา เป็นครอบครัวที่อบอุ่น รักกันและที่สำคัญคือรักแพ็ทมากมันก็เลยทำให้ดิฉันไม่ห่วง

สุธาสินี: ตอนแรกไม่ได้คิดว่าต้องไปอยู่อเมริกา แต่เผอิญว่ามันมีเรื่องงานของคุณมาร์ก แล้วเผอิญว่าแพ็ทไปทำกิฟต์ที่นั่น เพราะทำที่เมืองไทยไม่ได้ พอท้องก็เลยอยู่ที่นั่นเลย ตอนนี้ก็กำลังดูอยู่ว่ามีทางที่เราจะย้ายมาอยู่เมืองไทยหรือเปล่า จริง ๆ จะแยกกันอยู่ก็ได้ ให้แพ็ทอยู่กับลูกที่นี่ ทำงานอย่างที่เราทำอยู่ คุณมาร์กก็อยู่ที่ต่างประเทศ แต่เราก็คุยกันว่าเราอยากอยู่โดยที่ไม่แยกกัน เพราะลูกโตมาก็ควรจะอยู่กับทั้งพ่อและแม่ ตอนนี้เราก็เลยยอมเสียสละไปก่อน ในอนาคตมันไม่มีอะไรแน่นอน เราก็ค่อย ๆ ดูกันไป

อรุยา: คุณเต๋อจะสอนเสมอให้เรามองที่ความจริง ก็จะพยายามคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ว่ามันจำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ ๆ นะสุธาสินี: จริง ๆ แพ็ทกับคุณมาร์ก ก็ห่วงคุณแม่ ห่วงน้อง อยากอยู่ด้วยกันทั้งหมดที่นี่ ซึ่งเขาเคยลองมาอยู่เมืองไทยแล้ว ก็สามารถทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ครอบครัวคุณมาร์กกำลังทำโปรเจ็กต์ใหม่ที่ต้องดูแล เขาก็ควรจะอยู่ที่นั่นก็ใช้วิธีไป ๆ มา ๆ ไปก่อน

แล้วสำหรับคุณพีชล่ะครับ เคยมีความคิดอยากจะมีครอบครัวเหมือนพี่สาวบ้างหรือเปล่า

สิดารัศมิ์: หมอดูบอกได้แต่งแน่ (หัวเราะ) หมอดูบอกปีหน้าค่ะ

อรุยา: คือมีคนเข้ามาแม่ก็เวลคัมนะ ไปทานข้าวด้วยกัน มันก็ทำให้เราได้รู้จักเขามากขึ้นด้วย ลูกจะรู้นะคะว่าเราเป็นแบบนี้ แล้วก็มาพบกันในบ้านได้ ทุกอย่างไม่ว่ากันเลย ลูกชอบใครแม่ก็ชอบด้วย เพียงแต่ว่าถึงเวลาแล้วเขาจะเลือกเองว่าใช่หรือไม่ใช่

สุธาสินี: คือกับคุณแม่จะเหมือนเพื่อนกัน เพราะฉะนั้นมีอะไร เราจะคุยกันได้ทุกเรื่อง ออกความคิดเห็นพูดกันได้หมด ช้อปปิ้งส่วนใหญ่เราก็ไปด้วยกัน

สิดารัศมิ์: แต่เราช้อปปิ้งคนละสไตล์นะคะ พีชจะไม่ใช่สไตล์อย่างคุณแม่ อย่างพี่แพ็ท

อรุยา: น้องพีชเขาจะชอบคนละแบบ แล้วเวลาซื้อของจะดูแล้วดูอีกว่าแพงหรือเปล่า บางทีก็ต้องซื้อให้เขา หรือไม่ก็บังคับให้เขาใช้ แต่แพ็ทกับดิฉันจะชอบอะไรคล้าย ๆ กัน บางทีดิฉันไปช้อปปิ้ง จะรู้เลยว่าแพ็ทชอบ ก็จะซื้อมาให้เขา หรือบางทีเขาไปแล้วเห็นอะไรที่เหมาะกับดิฉัน เขาก็จะซื้อมาให้

Jan16_014_02

ขอถามถึงคุณแพ็ทในวันนี้ที่มีสถานะเป็นคุณแม่ของน้อง ดานเต้แล้วชีวิตมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

สุธาสินี: ตอนนี้น้องดานเต้อายุ 2 ขวบ 4 เดือนแล้วค่ะ วันที่คลอดพอได้ยินเสียงเขาร้อง เราก็ร้องไห้ออกมาเลย มันเป็นความดีใจยิ่งได้ทราบว่าเขาปกติดีก็ยิ่งดีใจขึ้นไปอีก มันเป็นความรักอีกแบบหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ เราเคยได้ยินว่าแม่เสียสละได้ทุกอย่างเพื่อลูก พอเราเป็นแม่เองก็อยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อลูก แพ็ทเอาเวลาและความรู้สึกทุกอย่างให้ลูกหมดเลย ก่อนหน้านี้เราทั้ง 2 คนอยากมีลูก ทำกิฟต์มาสิบกว่าครั้งเครียดมาก แต่ครั้งสุดท้ายที่ทำแพ็ทรู้สึกผ่อนคลายมาก คิดว่าทุกอย่าง Meant to be อะไรจะเกิดก็เกิด ถ้าจะใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ แล้วเราก็ได้ลูกมา

วางแผนอนาคตของครอบครัวและน้องดานเต้เอาไว้อย่างไรบ้าง

สุธาสินี: แพ็ทคิดว่ามันแพลนยาก เพราะว่าเราอยู่ทั้ง 2 ที่ พยายามไป ๆ มา ๆ ระหว่างประเทศไทยกับอเมริกา เพราะว่าเขาไม่ใช่อเมริกันหรือไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเป็น American Citizen ก็จริง แต่เราอยากให้เขาเป็นทั้งไทย ทั้งฝรั่ง แพ็ทพูดภาษาไทยกับเขาตลอด 24 ชั่วโมง ตอนนี้เขาเข้าใจภาษาไทย พูดได้เป็นบางคำ เข้าใจมากกว่าคุณพ่ออีกค่ะ บางทีเขาก็พูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ บางทีก็พูดเป็นภาษาไทย แพ็ทเองอยากให้เขาคุ้นเคยกับเมืองไทยด้วย เพราะตอนนี้เราอยู่ที่อเมริกามากกว่าอยู่เมืองไทย เขาก็จะชินกับภาษาอังกฤษมากกว่า ส่วนเรื่องวัฒนธรรมแพ็ทก็พยายามสอนทุกอย่างด้วยการทำให้ดู เพราะแพ็ทแคร์เรื่องมารยาท การอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ เจอใครต้องสวัสดี ไม่ใช่ผู้ใหญ่กับเราเท่ากันหมด ต้องทำตรงนั้นให้เขาเห็นชัดเจน แพ็ทอยากให้เขามีจิตใจที่ดี แม้เขาเป็นผู้ชายก็จริง เล่นอะไรโลดโผน แต่อย่างน้อยเขาก็ควรอ่อนน้อม โตขึ้นก็ควรเป็นสุภาพบุรุษ ตอนนี้เราตอบไม่ถูกจริง ๆ คือแพ็ทเรียนรู้มาจากการที่เสียคุณพ่อ ก่อนหน้านี้แพลนว่าจะอย่างนี้ ๆ แล้วทุกอย่างมันเกิดขึ้นตรงข้าม ก็เลยคิดว่าอย่าเพิ่งแพลนล่วงหน้าไปไกล เอาพอให้เห็นภาพนิดหน่อย แล้วก็พยายามเดินไปให้ถึงตรงนั้น แต่สิ่งที่จำเป็นกว่าคือ ณ ปัจจุบันเราทำวันนี้อย่างไรมากกว่า ถามว่าแพ็ทอยากทำงานไหม ก็อยากทำงาน แต่มันก็ไม่ได้ง่าย เพราะแพ็ทมีลูก เพราะฉะนั้นก็ต้องให้เวลากับลูก ตอนนี้ลูกสำคัญที่สุด

 

คำถามสุดท้าย สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพุทธินันทน์ของแต่ละท่านคืออะไรครับ

อรุยา: ผู้หญิงเราเวลาตัดสินใจจะแต่งงานกับใคร เราต้องคิดให้ดี การแต่งงานเหมือนกับการซื้อล็อตเตอรี่เหมือนกัน ดิฉันถือว่าแม่โชคดีที่ตัดสินใจเลือกคุณเต๋อ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รู้จักผู้ชายคนนี้ แล้วก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลเขา ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่เราได้รับการดูแลจากเขา คำสอนต่าง ๆ ที่เขาสอนเรา ทุกอย่างมันซึมซับจนทำให้เรากลายเป็นคนที่เข้าใจโลก เชื่อว่าถ้าไม่ได้รู้จักคุณเต๋อ เราอาจจะไม่ได้เป็นคนอย่างนี้หรือคิดอย่างนี้ก็ได้ คุณเต๋อสอนให้รู้ว่าเวลาที่มองอะไรไม่ให้มองที่เปลือกนอก แต่ต้องมองที่ความเป็นจริง ทำให้เข้าใจถึงคำว่า สัจธรรมจริง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คือสัจธรรม เกิดแก่เจ็บตาย ล้วนเป็นสัจธรรมทั้งนั้น ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมาก พอใจในสิ่งที่เป็น พอใจในสิ่งที่มี

สิดารัศมิ์: ภูมิใจทุก ๆ เรื่อง ภูมิใจที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ และมีคุณพ่อคุณแม่คนนี้ ท่านสอนทุก ๆ อย่างให้พีชเป็นพีช เป็นทั้งพ่อ แม่ เพื่อน ท่านคือความสุขของพีช

สุธาสินี: ต้องบอกว่าภูมิใจที่ได้เป็นลูกสาวของคุณพ่อเต๋อ คือแพ็ทเกิดมาก็ได้รู้จักความรักอย่างแท้จริง โตมามีแต่ความสุข ความอบอุ่น คุณพ่อรักลูก รักครอบครัวมาก เป็นตัวอย่างให้เราได้เรียนรู้และเดินตามในการดำเนินชีวิตทุกรูปแบบ เลยทำให้เห็นความหลากหลาย ทำให้เรามีชีวิตที่ดีมาก ๆ การที่โตมา และคิดได้แบบนี้ มีชีวิตที่ดีและมีความสุขมากอย่างนี้ ก็เพราะมีคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังมาอย่างดีค่ะ

 

 

Credit:

OK! 263 ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2558

Comments

comments

okmagazine

นิตยสาร OK! เป็นนิตยสารรายแรกและเพียงรายเดียวที่อัพเดตข่าวคราวของเหล่าดาราทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเจาะลึกทุกซอกทุกมุม รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของเหล่าศิลปินและดาราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

RELATED ARTICLES

ก้าวต่อไปในวัย 40 กะรัต ของแอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

ก้าวต่อไปในวัย 40 กะรัต ของแอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

โปรเจ็คต์เมื่อไหร่ ไม่เป๊ะ ไม่ปัง ไม่ดัง [...]

READ MORE
ริช ไบรอัน และนิกิ ศิลปินดาวรุ่งจากอินโดนีเซีย ปล่อยเพลงใหม่ฮิปๆ มาให้ติดตาม

ริช ไบรอัน และนิกิ ศิลปินดาวรุ่งจากอินโดนีเซีย ปล่อยเพลงใหม่ฮิปๆ มาให้ติดตาม

ชั่วโมงนี้ไม่เพียงศิลปินรุ่นใหม่ของไทยอย่างลิซ่า BLACKPINK หรือภูมิ-วิภูริศ ศิริทิพย์ [...]

READ MORE